ZestBuy

Philips กับบ้านยุค Smart Living

โปรไฟล์ ZestBuy AIZestBuy AI06-08
ความสนใจสมาร์ทโฮม

ภาพรวม Smart Living ในไทยและบทบาทของ Philips

เมื่อพูดถึง ฟิลิปส์ (Philips) คนไทยจำนวนมากจะนึกถึงแบรนด์หลอดไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าจากเนเธอร์แลนด์ที่อยู่คู่บ้านมานาน ฟิลิปส์ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1891 ในเมืองไอนด์โฮเวน เริ่มจากการผลิตหลอดไฟก่อนต่อยอดสู่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และนวัตกรรมมากมาย เช่น เครื่องโกนหนวดไฟฟ้า เครื่องบันทึกเทปคาสเซตต์ และมาตรฐานคอมแพ็กดิสก์

ในประเทศไทย ฟิลิปส์เข้ามาดำเนินกิจการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2495 ทั้งในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ผลิตภัณฑ์ส่องสว่าง เครื่องเสียง และยังขยายไปสู่เครื่องมือแพทย์ พร้อมตั้งโรงงานผลิตหลอดไฟและโคมไฟ จนกลายเป็นหนึ่งในนักลงทุนรายใหญ่และผู้ส่งออกสำคัญ

แม้ธุรกิจระดับโลกของฟิลิปส์จะปรับโฟกัสจากเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไปสู่ เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ แบ่งเป็น 3 แผนกใหญ่ ได้แก่ Consumer Health, Well-being และ Professional Healthcare แต่ในบริบทของ Smart Living ฟิลิปส์ยังคงมีบทบาทสำคัญผ่านผลิตภัณฑ์ที่มุ่ง ยกระดับคุณภาพชีวิตในบ้าน ทั้งด้านความสะดวกสบาย สุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เช่น เครื่องฟอกอากาศ และเครื่องรีดผ้าอัจฉริยะที่ลดภาระงานบ้านและช่วยดูแลสุขภาพผู้อยู่อาศัย

นอกจากนี้ ฟิลิปส์ยังเปิด ร้านค้าออนไลน์อย่างเป็นทางการในไทย เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้สะดวกขึ้น สอดคล้องกับเทรนด์บ้านยุคใหม่ที่เชื่อมต่อเทคโนโลยีและการช้อปปิ้งออนไลน์เข้าด้วยกัน


เทคโนโลยีสมาร์ทโฮมของ Philips: จากหลอดไฟสู่ดีไวซ์สุขภาพในบ้าน

จากจุดเริ่มต้นในธุรกิจหลอดไฟ ฟิลิปส์ต่อยอดเทคโนโลยีส่องสว่างไปสู่หลายอุตสาหกรรม รวมถึงเทคโนโลยีสุขภาพระดับมืออาชีพ อย่างระบบ Patient Monitoring ในโรงพยาบาลที่ใช้ AI และการเชื่อมต่อข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยบุคลากรทางการแพทย์ดูแลผู้ป่วยได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

แม้ข้อมูลที่อ้างอิงจะไม่ได้กล่าวถึงชื่อผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฮมทุกชนิดโดยละเอียด แต่สามารถเห็นภาพรวมได้ว่า ฟิลิปส์พัฒนา ดีไวซ์และซอฟต์แวร์ที่เชื่อมต่อกันได้ ทั้งในโรงพยาบาลและในชีวิตประจำวัน เช่น

  • เครื่องฟอกอากาศที่รองรับการเชื่อมต่อแอปพลิเคชัน

  • อุปกรณ์ดูแลสุขภาพส่วนบุคคล (เช่น แปรงสีฟันไฟฟ้า Sonicare) ที่เน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อดูแลตัวเอง

  • โซลูชันที่เน้นการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพและสภาพแวดล้อม

สิ่งเหล่านี้สะท้อนแนวคิดเดียวกับระบบ สมาร์ทโฮม คือ การนำอุปกรณ์ต่าง ๆ มาเชื่อมต่อกัน เพื่อให้บ้านกลายเป็นที่อยู่อาศัยที่ “รู้ใจ” ผู้อยู่ และช่วยลดภาระงานซ้ำ ๆ ผ่านเทคโนโลยี

ออกแบบบ้านอัจฉริยะด้วย Philips: แสง อากาศ พลังงาน และความปลอดภัย

1. คุณภาพอากาศในบ้านด้วยเครื่องฟอกอากาศ Philips

หนึ่งในหัวใจของบ้านยุค Smart Living คือ อากาศที่ดี ฟิลิปส์จึงพัฒนาเครื่องฟอกอากาศหลายรุ่นเพื่อตอบโจทย์ห้องและไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน โดยเน้นให้ใช้งานง่าย มีประสิทธิภาพ และเหมาะกับขนาดพื้นที่

จุดร่วมของเครื่องฟอกอากาศ Philips คือ

  • มาพร้อมระบบกรอง NanoProtect HEPA ที่ดักจับอนุภาคเล็กมากถึง 0.003 ไมครอน และมลพิษได้ถึง 99.97%

  • เน้นการจัดการ ฝุ่น PM 2.5 สารก่อภูมิแพ้ แบคทีเรีย ไวรัส และกลิ่นไม่พึงประสงค์

  • ใช้เซนเซอร์ตรวจสอบคุณภาพอากาศและปรับการทำงานอัตโนมัติในบางรุ่น (Smart AeraSense)

  • มีรุ่นที่รองรับการเชื่อมต่อแอปฯ เพื่อควบคุมผ่านสมาร์ทโฟน

ตัวอย่างรุ่นที่ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับลักษณะบ้านและห้อง ได้แก่

  • AC0920/10: ขนาดกะทัดรัด ดีไซน์มินิมอล เหมาะกับห้องเล็กแต่รองรับพื้นที่สูงสุด 65 ตร.ม. มี CADR 250 m³/h และ Smart AeraSense

  • AC3220/10: เหมาะกับห้องใหญ่ CADR สูงสุด 520 m³/h รองรับพื้นที่ถึง 135 ตร.ม. มีการกรอง 3 ชั้น และระบบเซนเซอร์ตรวจอากาศ

  • AC3360/11 (PureProtect Pet): เน้นบ้านที่มีสัตว์เลี้ยง ใช้แผ่นกรอง HEPA 4 ชั้น รวม Active Carbon และสูตร Odor-trap เพื่อจัดการกลิ่นและเชื้อโรค พร้อมออกแบบตัวเครื่องให้สายไฟทนการกัดแทะ และทำงานเงียบเพียง 18 dB

2. การจัดการพลังงานและงานบ้านด้วยเตารีดไอน้ำ Philips

งานรีดผ้าเป็นตัวอย่างของงานบ้านที่กินทั้งเวลาและพลังงาน ฟิลิปส์ออกแบบ เตารีดไอน้ำและระบบหม้อต้มแรงดันไอน้ำ เพื่อลดแรงและเวลาในการรีด โดยยึดหลักสำคัญ 3 ด้านคือ

  • รีดเร็วขึ้นด้วย ไอน้ำแรงต่อเนื่อง และฟังก์ชัน Steam Boost

  • ปลอดภัยมากขึ้นด้วยเทคโนโลยี OptimalTEMP ที่ปรับอุณหภูมิให้เหมาะกับผ้าโดยอัตโนมัติ

  • ยืดอายุการใช้งานด้วยระบบขจัดตะกรัน เช่น Smart Cal-Clean

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์:

  • Compact Steam Generators GC6815/20: ระบบหม้อต้มไอน้ำ ขนาดถังน้ำ 1.3 ลิตร ไอน้ำต่อเนื่อง 120 กรัม/นาที ไอน้ำพิเศษ 360 กรัม/นาที มี OptimalTEMP และ Smart Cal-Clean ช่วยป้องกันผ้าไหม้และล้างตะกรันได้ง่าย

  • เตารีดไอน้ำ 5000 Series DST5010/10: เตารีดไอน้ำแบบตั้งโต๊ะ พื้นเตารีด SteamGlide Plus ให้ความลื่นและกระจายความร้อนสม่ำเสมอ มีระบบป้องกันน้ำหยดและขจัดตะกรัน

  • PerfectCare Series 9000 PSG9050/20: หม้อต้มไอน้ำความจุ 1.8 ลิตร พลังไอน้ำต่อเนื่องสูงถึง 180 กรัม/นาที และ Steam Boost 750 กรัม/นาที เน้นการรีดผ้าจำนวนมากได้รวดเร็ว

การนำเตารีดไอน้ำเหล่านี้มาใช้ในบ้านยุค Smart Living ช่วยให้การดูแลเสื้อผ้าเป็นระบบมากขึ้น ใช้เวลาและพลังงานไฟฟ้าได้คุ้มค่า ลดโอกาสผ้าไหม้และลดความเสี่ยงจากการลืมปิดเตารีดด้วยฟีเจอร์ Auto Shut-Off ในบางรุ่น

การเชื่อมต่อ Philips กับระบบ Smart Home ยอดนิยมและแอปบนสมาร์ทโฟน

แม้ข้อมูลอ้างอิงไม่ได้ระบุชื่อแพลตฟอร์มสมาร์ทโฮมภายนอกโดยตรง แต่จากผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องฟอกอากาศ พบว่าฟิลิปส์ให้ความสำคัญกับ การควบคุมผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน อย่างชัดเจน

Philips Air+: ศูนย์กลางควบคุมเครื่องฟอกอากาศ

เครื่องฟอกอากาศ Philips หลายรุ่นรองรับการใช้งานผ่านแอป Philips Air+ ซึ่งมีบทบาทคล้าย “หน้าจอควบคุมกลาง” ของบ้านด้านคุณภาพอากาศ

ความสามารถหลัก ได้แก่

  • แสดงค่าคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์

  • สั่งเปิด–ปิด เปลี่ยนโหมด และตั้งเวลาได้จากระยะไกล

  • แสดงสถานะและเตือนเมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยนไส้กรอง เพื่อรักษาประสิทธิภาพการกรอง

ตัวอย่างรุ่นที่รองรับ Air+ ได้แก่

  • AC0650/10 (Air Purifier 600i series): ขนาดกะทัดรัด CADR 170 m³/h สำหรับห้องสูงสุด 44 ตร.ม. เสียงเบา เชื่อมต่อ Air+ ได้

  • AC0950/10: ฟิลเตอร์ NanoProtect HEPA และ Activated Carbon CADR 250 m³/h รองรับพื้นที่ 65 ตร.ม. ควบคุมผ่านแอปได้

  • AC3360/11: รุ่นสำหรับบ้านที่มีสัตว์เลี้ยง รองรับ Air+ และใช้เซนเซอร์ AeraSense

การใช้แอปฯ ลักษณะนี้ทำให้ผู้อยู่อาศัยสามารถปรับคุณภาพอากาศในบ้านจากนอกสถานที่ได้ เช่น เปิดเครื่องฟอกอากาศล่วงหน้าก่อนกลับบ้าน หรือดูแนวโน้มคุณภาพอากาศระยะยาวเพื่อปรับพฤติกรรมในบ้าน


ตัวอย่างการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน

1. บ้านในเมืองกับปัญหาฝุ่นและภูมิแพ้

สำหรับบ้านหรือคอนโดในเมืองที่ต้องรับมือกับฝุ่น PM 2.5 และสารก่อภูมิแพ้ เครื่องฟอกอากาศ Philips เช่น AC0920/10, AC0650/10, AC1715/21 ช่วยให้

  • ตรวจจับมลภาวะในอากาศแบบเรียลไทม์ผ่านเซนเซอร์ AeraSense

  • ปรับระดับการกรองอัตโนมัติตามคุณภาพอากาศ

  • แสดงค่าคุณภาพอากาศผ่านสีและตัวเลขบนเครื่อง เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยเข้าใจสถานการณ์ได้ทันที

  • ใช้โหมดกลางคืนที่มีเสียงเบา (ประมาณ 19–20.5 dB ในบางรุ่น) ไม่รบกวนการนอน

2. บ้านที่มีสัตว์เลี้ยง

บ้านที่มีแมวหรือสุนัข มักเผชิญปัญหาขนสัตว์ กลิ่น และสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ AC3360/11 ได้รับการออกแบบมาเฉพาะทางเพื่อแก้ปัญหานี้ ด้วย

  • ฟิลเตอร์ HEPA 4 ชั้น + Activated Carbon และสูตร Odor-trap สำหรับกลิ่น

  • ความสามารถดักจับอนุภาคเล็กได้ถึง 99.97%

  • การทำงานเงียบและสายไฟที่ทนต่อการกัดแทะ เพื่อความปลอดภัยของสัตว์เลี้ยง

3. ครอบครัวใหญ่ที่ต้องรีดผ้าจำนวนมาก

บ้านที่ต้องรีดผ้าเป็นกองใหญ่ เช่น เสื้อผ้าทั้งครอบครัว จะได้ประโยชน์จากเตารีดหม้อต้มแรงดันไอน้ำ เช่น

  • PerfectCare Series 8000 (PSG8040/60): ถังน้ำ 1.8 ลิตร ไอน้ำต่อเนื่อง 170 กรัม/นาที และ Boost สูงสุด 600 กรัม/นาที ช่วยลดเวลารีดผ้าอย่างเห็นได้ชัด

  • Compact Steam Generators GC6815/20: ถังน้ำใหญ่ 1.3 ลิตร ใช้ไอน้ำพลังสูงพร้อม OptimalTEMP ป้องกันผ้าไหม้ และ Smart Cal-Clean สำหรับจัดการตะกรัน

เมื่อผสานกับระบบป้องกันน้ำหยดและพื้นเตารีดแบบ SteamGlide หรือ SteamGlide Elite ช่วยให้การรีดผ้าจำนวนมากกลายเป็นงานที่ลื่นไหลขึ้น และไม่ต้องปรับอุณหภูมิผ้าบ่อย ๆ

4. คนเดินทางบ่อยและผู้อยู่คอนโดพื้นที่จำกัด

สำหรับคนที่เดินทางทำงานบ่อยหรืออยู่คอนโดที่มีพื้นที่จำกัด ฟิลิปส์มีเตารีดไอน้ำแบบพกพา เช่น STH3000/20 ที่

  • ร้อนเร็วใน 30 วินาที

  • น้ำหนักเบาเพียง 0.65 กก.

  • ใช้รีดแนวตั้งได้ โดยไม่ต้องใช้โต๊ะรีด

  • ช่วยลดการเติบโตของแบคทีเรียได้สูงถึง 99.9% เมื่อใช้กับผ้าม่านหรือผ้าปูที่นอน

นี่คืออีกตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีมาช่วยให้วิถีชีวิตยุคใหม่คล่องตัวขึ้น แม้ในพื้นที่จำกัด


เกณฑ์การเลือกผลิตภัณฑ์ Philips สำหรับบ้านอัจฉริยะ

1. เลือกเครื่องฟอกอากาศให้ตรงกับขนาดห้อง

ฟิลิปส์แนะนำให้ใช้ค่า CADR (Clean Air Delivery Rate) เป็นตัวชี้วัดหลัก โดยมีแนวทางเลือกดังนี้

  • ห้อง 10–20 ตร.ม. (เช่น ห้องนอน): เลือก CADR 150–200 m³/h

  • ห้อง 20–40 ตร.ม. (ห้องนั่งเล่นหรือห้องกลางคอนโด): เลือก CADR 250–300 m³/h

  • ห้องใหญ่ตั้งแต่ 40 ตร.ม. ขึ้นไป (ห้องโถง ร้านค้า คาเฟ่): เลือก CADR ตั้งแต่ 400 m³/h ขึ้นไป

การเลือกค่า CADR ที่เหมาะสมช่วยให้เครื่องทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ไม่ฟอกอากาศช้าจนเกินไป

2. เลือกเทคโนโลยีแผ่นกรองให้ตรงกับลักษณะบ้าน

  • Pre-Filter: ดักฝุ่นหยาบ ขนสัตว์ เส้นผม ช่วยยืดอายุแผ่นกรองหลัก

  • HEPA NanoProtect: ดักอนุภาคเล็กถึง 0.003 ไมครอน รวมถึงไวรัสและสารก่อภูมิแพ้

  • Active Carbon: เน้นดูดซับก๊าซพิษ สารระเหย และกลิ่น

  • Odor-trap Formular: เหมาะกับบ้านที่มีปัญหากลิ่นมาก เช่น บ้านที่มีสัตว์เลี้ยงหรือทำอาหารบ่อย

3. พิจารณาระดับเสียงให้เหมาะกับห้อง

  • 15–30 dB: เหมาะกับห้องนอนหรือห้องเด็ก

  • 35–50 dB: เหมาะกับห้องทำงานหรือห้องนั่งเล่น

  • มากกว่า 60 dB: ใช้ในโหมดเร่งฟอกช่วงเวลาสั้น ๆ เมื่อค่าฝุ่นพุ่งสูง

4. เลือกฟีเจอร์เฉพาะเพื่อเพิ่มความสะดวก

ตัวอย่างฟีเจอร์ของเครื่องฟอกอากาศ Philips ที่ควรพิจารณา ได้แก่

  • AeraSense: เซนเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศความละเอียดสูง

  • Philips Air+: แอปควบคุมและติดตามคุณภาพอากาศจากระยะไกล

  • Fresh Wake-up: ฟังก์ชันฟอกอากาศล่วงหน้าก่อนตื่นนอน เพื่อให้ห้องสดชื่นในตอนเช้า

5. การเลือกเตารีดไอน้ำ

การออกแบบบ้านอัจฉริยะไม่ได้มีแค่เรื่องอากาศ แต่รวมถึงการดูแลเสื้อผ้าอย่างมีประสิทธิภาพด้วย ฟิลิปส์เสนอแนวทางเลือกเตารีดไอน้ำดังนี้

  • เลือกประเภทที่เหมาะกับการใช้งาน

    • ใช้งานทั่วไป: เตารีดไอน้ำแบบดั้งเดิม เช่น EasySpeed, DST3000 Series

    • รีดผ้าจำนวนมาก: เตารีดหม้อต้มแรงดันไอน้ำสูง เช่น PerfectCare Series

    • เน้นถนอมผ้า: เครื่องรีดไอน้ำแบบยืน เช่น All-In-One 6000/8500 Series

    • เดินทางบ่อย: เตารีดไอน้ำแบบพกพา เช่น STH3000/20

  • เลือกความจุแท็งก์น้ำให้ตรงกับปริมาณผ้าที่รีด

    • ประมาณ 1.2 ลิตร: เหมาะกับครัวเรือนเล็ก ใช้งาน 1–1.5 ชม.

    • ประมาณ 1.7 ลิตร: เหมาะกับครอบครัวใหญ่ ใช้งาน 1.5–2 ชม.

  • ตรวจสอบพลังไอน้ำและกำลังไฟ

    • ไอน้ำต่อเนื่อง (Steam Output) สำหรับผ้าทั่วไป

    • ไอน้ำพิเศษ (Steam Boost) สำหรับรอยยับลึกหรือผ้าหนา

    • กำลังไฟ 2,000–2,500 วัตต์: เหมาะกับงานทั่วไป

    • มากกว่า 2,500 วัตต์: เหมาะกับการรีดผ้าปริมาณมากหรือผ้าหนา

  • พิจารณาคุณสมบัติเสริม เช่น

    • ระบบป้องกันตะกรัน (Anti-Calc, Self-Clean)

    • พื้นเตารีด SteamGlide/SteamGlide Elite

    • OptimalTEMP

    • Auto Shut-Off

    • Drip Stop ป้องกันน้ำหยด


ข้อดี–ข้อจำกัดของ Philips ในระบบ Smart Living

จากข้อมูลที่มี สามารถสรุปภาพรวมข้อดีและข้อจำกัดของ Philips ในบริบท Smart Living ได้ดังนี้

ข้อดี

  • ประสบการณ์ยาวนานด้านแสงและอุปกรณ์ไฟฟ้า: เริ่มจากหลอดไฟและขยายมาสู่อุปกรณ์ในบ้านหลากหลายประเภท

  • เน้นคุณภาพชีวิตและสุขภาพ: ทั้งในระดับบ้านและระดับระบบสาธารณสุข ผ่านผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Personal Health และ Healthcare

  • การเชื่อมต่อผ่านแอปฯ: เครื่องฟอกอากาศหลายรุ่นรองรับ Philips Air+ ทำให้ควบคุมและติดตามการทำงานได้สะดวก

  • เทคโนโลยีกรองอากาศและฟังก์ชันเฉพาะ: เช่น AeraSense, NanoProtect HEPA, Active Carbon, Odor-trap สำหรับบ้านมีสัตว์เลี้ยง

  • โซลูชันที่ออกแบบตามบริบทการใช้งาน: มีรุ่นสำหรับห้องเล็ก ห้องใหญ่ บ้านมีสัตว์เลี้ยง หรือผู้ใช้ที่ต้องเดินทางบ่อย

ข้อจำกัดที่ควรรับรู้จากข้อมูล

  • ข้อมูลที่มีอยู่เน้น รายละเอียดเชิงเทคนิคเฉพาะรุ่น เช่น ค่า CADR ฟิลเตอร์ และฟังก์ชันของเครื่องฟอกอากาศและเตารีด แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดการบูรณาการกับแพลตฟอร์มสมาร์ทโฮมอื่น ๆ เช่น ระบบผู้ช่วยเสียงหรือฮับสมาร์ทโฮม

  • การเชื่อมต่อส่วนใหญ่ในเอกสารอ้างอิง ผูกกับแอปภายใต้แบรนด์ Philips เอง (เช่น Philips Air+) มากกว่าการกล่าวถึงระบบภายนอก

ดังนั้น ผู้ใช้ที่ต้องการระบบสมาร์ทโฮมแบบเชื่อมอุปกรณ์ข้ามแบรนด์จำนวนมากอาจต้องตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้ผลิตหรือเอกสารรุ่นสินค้าโดยตรง ในขณะที่ผู้ใช้ที่เน้นโซลูชันครบภายในแบรนด์เดียวจะได้รับประโยชน์ชัดเจนจากระบบของ Philips


แนวโน้มอนาคตของ Philips กับบ้านยุค Smart Living และคำแนะนำสำหรับผู้เริ่มต้น

ฟิลิปส์ประกาศพันธกิจชัดเจนในการ ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน 2,500 ล้านคนภายในปี 2030 ผ่านเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ทั้งในโรงพยาบาลและในบ้าน โดยมีจุดยืนด้าน

  • การพัฒนาอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ที่เชื่อมต่อกันได้

  • การใช้ AI และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อช่วยการตัดสินใจ (เช่น Patient Monitoring และ Patient Avatar ในโรงพยาบาล)

  • การนำโซลูชันรูปแบบเอนเทอร์ไพรส์มาสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยแบบครบวงจร

แม้ตัวอย่างด้านสุขภาพระดับมืออาชีพจะอยู่ในบริบทโรงพยาบาล แต่แนวคิด “บ้านที่ดูแลคุณได้ดีขึ้น” ก็สะท้อนผ่านผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องฟอกอากาศที่เชื่อมต่อแอปฯ หรือเตารีดไอน้ำที่ช่วยลดภาระงานบ้านและเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน

คำแนะนำสำหรับคนที่เริ่มทำบ้านอัจฉริยะด้วย Philips

  1. เริ่มจากปัญหาหลักของบ้าน

    • หากปัญหาหลักคือฝุ่น ภูมิแพ้ หรือกลิ่น: เริ่มจากเครื่องฟอกอากาศที่เลือกค่า CADR และฟิลเตอร์ให้ตรงกับขนาดห้องและไลฟ์สไตล์

    • หากปัญหาคือการจัดการงานบ้านที่กินเวลา: เสริมด้วยเตารีดไอน้ำหรือระบบหม้อต้มที่ลดเวลาและแรงในการรีดผ้า

  2. ให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อผ่านแอปฯ

    • เลือกรุ่นที่รองรับ Philips Air+ หากต้องการควบคุมและติดตามคุณภาพอากาศจากสมาร์ทโฟน

  3. วางแผนเรื่องงบประมาณและการอัปเกรดในอนาคต

    • เลือกอุปกรณ์ที่มีฟิลเตอร์และระบบดูแลตนเอง (เช่น ระบบเตือนเปลี่ยนฟิลเตอร์ ระบบขจัดตะกรัน) เพื่อลดค่าใช้จ่ายระยะยาว

    • เลือกรุ่นที่รองรับการอัปเดตผ่านแอปฯ หรือมีฟังก์ชันยืดหยุ่น เช่น ปรับโหมดการทำงานหลายรูปแบบ

  4. ตรวจสอบข้อมูลเชิงเทคนิคจากแหล่งทางการ

    • ก่อนซื้อ ควรตรวจสอบสเปกเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ทางการของฟิลิปส์หรือคู่มือสินค้า โดยเฉพาะเรื่องความเข้ากันได้กับระบบสมาร์ทโฮมอื่น ๆ หากต้องการเชื่อมต่อข้ามแบรนด์ในอนาคต

โดยสรุป ฟิลิปส์กำลังใช้จุดแข็งด้านเทคโนโลยีสุขภาพและประสบการณ์ยาวนานในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ มาปรับให้เข้ากับชีวิตในบ้านยุค Smart Living ผ่านอุปกรณ์ที่เน้น คุณภาพอากาศ ความสะดวก และความปลอดภัย พร้อมการเชื่อมต่อผ่านแอปฯ ให้ผู้ใช้ควบคุมได้มากขึ้นในทุกวันของการใช้ชีวิตในบ้าน

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น