เมื่อทรงผมกลายเป็นผู้นำแฟชั่นล้านนา
ใครจะคิดว่าเทคนิคการเกล้าผมจากแดนอาทิตย์อุทัย จะถูกหยิบมาปรับใช้จนกลายเป็นแฟชั่นสุดล้ำในล้านนาเมื่อร้อยกว่าปีก่อน และผู้นำเทรนด์ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น พระราชชายาเจ้าดารารัศมี นั่นเอง
จากภาพถ่ายเก่าแก่ที่หลงเหลืออยู่ เรามักเห็นพระองค์ในลุคผมเกล้าสวยงามเป็นเอกลักษณ์ หลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นทรงผมแบบดั้งเดิมของสยามหรือล้านนา แต่แท้จริงแล้ว รากเหง้าทรงผมเจ้าดารารัศมีเชื่อมโยงกับญี่ปุ่นอย่างลึกซึ้ง
ล้านนาในยุคก่อนการสร้างรัฐชาติสมัยใหม่ เป็นดินแดนที่มีสไตล์ชัดเจนเป็นของตัวเอง ทั้งเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย รวมถึงวิธีการจัดแต่งทรงผมของผู้คนในสังคม
ผมยาว แม่ญิงเมือง และศิลปะการมวยผม
ในวัฒนธรรมดั้งเดิมของหญิงล้านนา การไว้ผมยาวถือเป็นค่านิยมที่สืบทอดกันมาทุกยุคทุกสมัย เมื่อผมยาวก็ย่อมต้องมีวิธีจัดให้เรียบร้อย จึงเกิดเป็นธรรมเนียม “เกล้าผม” เพื่อความสะดวก งดงาม และเหมาะกับวิถีชีวิตประจำวัน
รูปแบบการเกล้าผมในอดีตเน้นความเรียบง่าย รวบผมไว้เหนือศีรษะ ประดับด้วยดอกไม้พื้นถิ่นหรือเครื่องประดับที่บ่งบอกฐานะของเจ้าของผม
ตามข้อมูลจาก กรมศิลปากร และ สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เล่ม 1 หญิงล้านนา หรือที่เรียกว่า “แม่ญิงเมือง” มีรูปแบบการมวยผมหลากหลายแต่เรียบหรู งดงาม เช่น
การเกล้า วิดว้อง
การเกล้ามวยแบบ ชักหงีบ
การเกล้าผม เหวิ้น
การเกล้าผม อั่วช้อง
แต่ละทรงได้รับความนิยมแตกต่างกันไปตามพื้นที่ และสะท้อนความงามเฉพาะตัวของหญิงล้านนาในแต่ละยุคสมัย
จุดเปลี่ยนสำคัญ: เมื่อเจ้าดารารัศมีขึ้นมาเป็นไอคอนความงาม
เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคของ เจ้าดารารัศมี พระธิดาในพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 7 เทรนด์การเกล้าผมของหญิงล้านนาก็เริ่มเปลี่ยนไปแบบมีชั้นเชิง
แม้พระองค์จะต้องเข้ามาประทับ ณ กรุงเทพฯ ตั้งแต่อายุเพียง 13 พรรษา เพื่อถวายตัวเป็นบาทบริจาริกาในรัชกาลที่ 5 แต่อัตลักษณ์ล้านนาในพระองค์ไม่เคยเลือนหาย พระราชชายายังคงทำนุบำรุง พัฒนา และต่อยอดวัฒนธรรมล้านนาอย่างเข้มแข็ง
ที่น่าสนใจคือ พระองค์ มิได้ปิดกั้นวัฒนธรรมต่างชาติ ตรงกันข้าม กลับเปิดใจรับและนำมาผสมผสานเข้ากับวิถีล้านนาอย่างกลมกลืน หนึ่งในนั้นคือ การเกล้าผมแบบ “อี่ปุ่น” (ญี่ปุ่น) ซึ่งกลายเป็นซิกเนเจอร์ลุคที่เราคุ้นตากันในปัจจุบัน
แรงบันดาลใจในการทำผมแบบนี้ เกิดจากการที่พระราชชายาฯ ได้ทอดพระเนตรทรงผมอันวิจิตรของภริยาทูตญี่ปุ่น ที่เดินทางมากับสามีเพื่อปฏิบัติภารกิจด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในสมัยรัชกาลที่ 5
พระองค์ทรงประทับใจในความงดงามนั้น จึงนำศิลปะการเกล้าผมจากญี่ปุ่นมาปรับใช้กับตัวเอง และขยายไปสู่เหล่านางข้าหลวงในพระตำหนัก พร้อมทั้งจับมามิกซ์แอนด์แมตช์กับการแต่งกายแบบล้านนา เกิดเป็นลุคที่มี อัตลักษณ์เฉพาะตัวสุด ๆ
ทรงผมอี่ปุ่นคืออะไร แตกต่างจากทรงอื่นอย่างไร?
ตามคำอธิบายใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ ทรงผมแบบอี่ปุ่นนั้น มีพื้นฐานจากการมวยผมคล้ายทรงอื่น ๆ แต่มีดีเทลที่ทำให้ดูโดดเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจน
ลักษณะสำคัญคือ
จัดแต่งผมด้านหน้าให้ยกขึ้นเล็กน้อย เป็นกรอบคล้ายกระบัง
จากนั้นเกล้ามวยผมไว้ด้านหลังอย่างเป็นระเบียบ
ดีเทลเล็ก ๆ นี้เองที่ทำให้ทรงอี่ปุ่นมีความละมุนและมีกลิ่นอายญี่ปุ่นผสมล้านนาอย่างลงตัว
ช่วงเวลาเดียวกันนั้น ภาคกลางกำลังฮิตทรงผมแบบ “ดอกกระทุ่ม” ซึ่งต่างจากอี่ปุ่นแบบสุดขั้ว เพราะทรงดอกกระทุ่มต้อง ตัดผมสั้นเตียน ก่อนจัดทรง
ขณะที่ทรงอี่ปุ่นนั้นออกแบบมาสำหรับ ผมยาวที่ต้องมัดและมวย จึงลงล็อกพอดีกับค่านิยมการไว้ผมยาวของหญิงล้านนา และเปิดช่องให้ผู้หญิงล้านนายังคงรักษาผมยาวของตัวเองไว้ได้ พร้อมกับอัปเกรดลุคให้ดูทันสมัยขึ้น
ทรงผมเล็ก ๆ ที่สะท้อนสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น
การเกล้าผมแบบอี่ปุ่นไม่ได้เป็นแค่เรื่องแฟชั่น แต่ยังสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างสยามและญี่ปุ่นที่แน่นแฟ้นในหลายมิติ ดังที่ปรากฏในงานเขียน “ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น 600 ปี” ของอิชิอิ โยเนะโอะ และโยชิกาวะ โทชิฮารุ
ความสัมพันธ์นี้ครอบคลุมตั้งแต่
การทำสนธิสัญญาทางพระราชไมตรี
การเข้ามาช่วยพัฒนาคุณภาพไหมไทย
การส่งข้าราชการและผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นเข้ามาเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายในสยาม
ด้วยความใกล้ชิดในระดับรัฐ และการที่พระราชชายาฯ ทรงอยู่ในแวดวงชนชั้นปกครอง จึงไม่น่าแปลกใจที่การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมจะลึกซึ้งถึงระดับ ทรงผม จนเกิดเป็นธรรมเนียมการเกล้าผมแบบอี่ปุ่นในสังคมล้านนา
จากวังหลวงสู่เมืองเชียงใหม่: เมื่ออี่ปุ่นกลายเป็นเทรนด์
เมื่อถึง พ.ศ. 2457 พระราชชายาเจ้าดารารัศมีเสด็จกลับประทับยังเชียงใหม่อย่างถาวร พระองค์ยังทรงเกล้าผมแบบอี่ปุ่นอย่างสม่ำเสมอ ไม่ได้ทิ้งลุคอันเป็นเอกลักษณ์นี้ไปไหน
เมื่อผู้นำทางวัฒนธรรมและแฟชั่นของล้านนาอย่างพระราชชายาฯ เลือกใช้ทรงนี้อย่างต่อเนื่อง ทรงอี่ปุ่นจึงเริ่มแพร่หลายและกลายเป็นทรงยอดนิยมในหมู่หญิงล้านนา
ในวาระพิเศษหรือโอกาสที่ต้องแต่งกายอย่างสวยงาม หญิงล้านนาทั้งสาวน้อยสาวใหญ่ ต่างพากันเลือกทรงอี่ปุ่นเป็นตัวช่วยเสริมบุคลิก สร้างลุคให้ดูสง่า อ่อนช้อย และมีสไตล์ในแบบของตัวเอง
ไม่นาน ทรงผมอี่ปุ่นจึงกลายเป็นหนึ่งใน อัตลักษณ์ทางภาพลักษณ์ของหญิงล้านนา ซึ่งเรายังสามารถเห็นได้ผ่านภาพถ่ายเก่า ภาพจิตรกรรม หรือสื่อร่วมสมัยที่หยิบลุคนี้มานำเสนอ
อิทธิพลที่อยู่เหนือกาลเวลา
เมื่อมองย้อนกลับไป จะเห็นได้ชัดว่า การเกล้าผมแบบญี่ปุ่นที่พระราชชายาเจ้าดารารัศมีนำมาผสมผสานกับการแต่งกายล้านนา ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ชั่วคราว แต่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของศิลปะการเกล้าผมในภาคเหนือ
มันสะท้อนการเปิดรับและปรับใช้วัฒนธรรมต่างชาติอย่างชาญฉลาด
มันรักษาแก่นของความเป็นล้านนาไว้ผ่านผมยาวและวิธีมวยผม
มันยกระดับภาพลักษณ์หญิงล้านนาให้ดูร่วมสมัยและมีรสนิยม
กล่าวได้อย่างตรงไปตรงมาว่า ทรงผมอี่ปุ่นคือบทพิสูจน์ว่าความงามแบบดั้งเดิมกับแฟชั่นจากต่างแดน สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว และสร้างอัตลักษณ์ใหม่ที่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิม
สำหรับสายบิวตี้และคนรักเทรนด์แต่งหน้า-ทำผมในวันนี้ หากมองให้ลึกลงไป ทรงอี่ปุ่นของเจ้าดารารัศมีคือแรงบันดาลใจชั้นดีว่า
การจะนำเทรนด์ไม่จำเป็นต้องลืมรากเหง้า แต่คือการรู้จักผสมผสานอย่างมีสไตล์และมีความหมาย

