เดซิเบลคืออะไร? ทำไมสายฟังเพลงต้องรู้
ในยุคที่ทุกคนมีหูฟังประจำตัว เสียงคือส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันแบบหนีไม่พ้น และถ้าพูดถึงการวัดความดังของเสียง ชื่อที่โผล่มาแน่นอนก็คือ “เดซิเบล (dB)”
การเข้าใจเดซิเบลไม่ใช่เรื่องของวิศวกรเสียงเท่านั้น แต่คือพื้นฐานสำคัญสำหรับคนที่ใช้ชีวิตใกล้ชิดเสียงเพลง คอนเสิร์ต หรือทำงานในที่ที่มีเสียงดัง เพราะมันคือหน่วยที่ช่วยบอกเราได้ว่า ตอนนี้เสียงดังเกินไปหรือยัง และปลอดภัยต่อหูเราหรือเปล่า
เดซิเบลคือหน่วยอะไร?
เดซิเบล (Decibel: dB) เป็นหน่วยแบบลอการิทึมที่ใช้วัด ความเข้มหรือกำลังของคลื่นเสียง เทียบกับค่าอ้างอิงมาตรฐาน
โดยค่าอ้างอิงสำหรับเสียงในอากาศคือ 20 ไมโครปาสกาล ซึ่งเป็นระดับเสียงที่หูมนุษย์ปกติเริ่มรับรู้ได้ที่ความถี่ประมาณ 1,000 Hz
เพราะช่วงความดังของเสียงที่มนุษย์ได้ยินมีตั้งแต่เบามากจนถึงดังมากแบบต่างกันเป็นล้านเท่า การใช้สเกลแบบลอการิทึมอย่างเดซิเบลจึงช่วยให้เรา
แสดงความต่างของระดับเสียงได้ในตัวเลขที่อ่านง่าย
เปรียบเทียบเสียงเบา-เสียงดังได้ชัดเจนขึ้น
ยิ่งค่า dB สูง เสียงก็ยิ่งดังขึ้น แต่ความสัมพันธ์ไม่ได้เพิ่มแบบเส้นตรง ทว่ามาในลักษณะเป็นขั้น ๆ ตามหลักลอการิทึม
ทำไมเดซิเบลถึงสำคัญ
เดซิเบลมีบทบาทสำคัญในหลายด้านที่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด
การออกแบบระบบเสียงในห้องฟังเพลง โฮมเธียเตอร์ หรือฮอลล์จัดงาน
การควบคุมมลพิษทางเสียงในเมือง อาคาร หรือโรงงาน
การใช้งานในวงการบันเทิง เช่น คอนเสิร์ต ผับ บาร์ สตูดิโอ
การดูแลสุขภาพการได้ยินของผู้ที่ต้องเจอเสียงดังเป็นประจำ
เข้าใจเดซิเบล = เข้าใจทั้งคุณภาพเสียงและความปลอดภัยของหู
การวัดความดังของเสียงด้วยเดซิเบล

ระบบการวัดเดซิเบลอาศัยหลักการเปรียบเทียบกับค่าอ้างอิงที่กำหนดไว้ล่วงหน้า แล้วแปลงเป็นค่าตามสเกลลอการิทึมเพื่อให้ตีความได้ง่ายขึ้น
มาตรฐานการวัดเสียง
มาตรฐานสากลกำหนดให้ 0 dB คือระดับเสียงที่เงียบที่สุดที่หูมนุษย์ปกติพอจะรับรู้ได้ในสภาพแวดล้อมเงียบ
สิ่งที่ควรรู้เพิ่มเติมคือ
ทุก ๆ การเพิ่มขึ้น 10 dB ความเข้มของเสียงจะเพิ่มขึ้นประมาณ 10 เท่า
แต่การรับรู้ของมนุษย์จะรู้สึกว่าดังขึ้น “ประมาณ 2 เท่า” เมื่อเพิ่มราว ๆ 10 dB
ในการวัดเสียงจริง ยังมีการใช้ค่าต่าง ๆ เช่น
dB(A) – ปรับตามความไวของหูมนุษย์ เหมาะกับการประเมินผลกระทบต่อการได้ยิน
dB© – ใช้ในกรณีที่ต้องดูย่านความถี่กว้าง ๆ เช่น เสียงระเบิดหรือเสียงเบสหนัก ๆ
เครื่องมือวัดระดับเสียงที่ใช้กัน
อุปกรณ์วัดเดซิเบลมีหลายประเภทและแต่ละแบบก็เหมาะกับงานต่างกัน
เครื่องวัดระดับเสียง Type 1 / Class 1
ใช้ในงานวิจัย ห้องปฏิบัติการ หรืองานที่ต้องการความแม่นยำสูงมากเครื่องวัดระดับเสียง Type 2 / Class 2
เหมาะสำหรับงานทั่วไป งานอุตสาหกรรม หรืองานตรวจเช็กสภาพแวดล้อมด้านเสียงเครื่องวัดเสียงแบบพกพา
ใช้ง่าย เหมาะกับการติดตามเสียงรบกวน หรือเช็กเสียงในชีวิตประจำวัน เช่น ในห้องซ้อมดนตรี หรือในออฟฟิศ
ตัวอย่างระดับเดซิเบลในชีวิตประจำวัน
เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น ลองเทียบกับเสียงที่เราเจอกันบ่อย ๆ
เสียงกระซิบ ~ 15 dB – เงียบ นุ่ม เบามาก
คุยกันปกติ ~ 60 dB – ระดับสนทนาทั่วไปที่เราคุ้นเคย
เสียงจราจรเมืองใหญ่ ~ 85 dB – เริ่มเข้าขั้นที่อาจกระทบการได้ยิน หากเจอต่อเนื่องนาน ๆ
เครื่องตัดหญ้า ~ 90 dB – ควรมีอุปกรณ์ป้องกันหูเมื่อใช้งานหรืออยู่ใกล้
เห็นตัวเลขแล้วจะรู้เลยว่าชีวิตเรารายล้อมไปด้วยเดซิเบลตลอดเวลา
เสียงดังส่งผลต่อสุขภาพยังไงบ้าง
การอยู่ท่ามกลางเสียงดังระดับสูงเป็นเวลานาน ไม่ได้แค่รำคาญ แต่ยังกระทบสุขภาพของเราจริง ๆ
อันตรายจากการสัมผัสเสียงดังเกินไป
เสียงเกิน 85 dB หากเจอต่อเนื่องนาน ๆ อาจทำให้การได้ยินเสื่อมลงแบบถาวร
เสียงระดับ 120 dB ขึ้นไป มักทำให้รู้สึกเจ็บหูทันที
เสียงแถว ๆ 140 dB หรือมากกว่า สามารถทำลายโครงสร้างภายในหูได้อย่างถาวรในเวลาอันสั้น
นอกจากเรื่องหู เสียงดังต่อเนื่องยังอาจส่งผลต่อ
ระบบประสาท
ระดับความเครียด
ความดันโลหิตและสุขภาพหัวใจ
ยิ่งเสียงดังนาน ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพ
มาตรฐานความปลอดภัยด้านเสียง
องค์กรด้านสุขภาพและความปลอดภัยหลายแห่งได้กำหนดแนวทางคร่าว ๆ ไว้ เช่น
สำนักงานหรือสถานที่ทำงานทั่วไป ไม่ควรเกิน ประมาณ 70 dB
- พื้นที่อยู่อาศัย
กลางวันไม่ควรเกิน ราว ๆ 55 dB
กลางคืนควรเงียบลงเหลือ ประมาณ 45 dB
สถานที่ทำงานที่มีเสียงดัง เช่น โรงงาน หรือเวทีการแสดง
ควรจำกัดเวลาอยู่ในระดับ 85 dB ไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน
วิธีป้องกันหูจากเสียงดัง
ถ้าเลี่ยงเสียงดังไม่ได้ อย่างน้อยเราก็ป้องกันตัวเองได้
ใช้ อุปกรณ์ป้องกันหู เช่น ที่อุดหู หรือหูฟังลดเสียง เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เสียงดัง
จำกัดเวลา อยู่ในที่ที่เสียงเกิน 85 dB ไม่ควรอยู่นานเกินจำเป็น
ออกแบบหรือเลือกพื้นที่ทำงาน/ห้องฟังเพลงให้มี การกันเสียงและดูดซับเสียงที่ดี
ตรวจเช็กการได้ยินเป็นระยะ โดยเฉพาะคนที่ทำงานหรือใช้ชีวิตอยู่กับเสียงดังเป็นประจำ
สุขภาพหูเสียแล้วเรียกคืนยาก ป้องกันง่ายกว่ารักษาเสมอ
ใช้ความรู้เรื่องเดซิเบลให้เป็นประโยชน์ในงานเสียง

สำหรับโลกของระบบเสียงมืออาชีพ เดซิเบลคือภาษากลางที่ทุกคนต้องเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นสายฟัง สายเล่น หรือสายมิกซ์
การออกแบบระบบเสียงให้ทั้งเพราะและปลอดภัย
ในการออกแบบระบบเสียงที่ดี ไม่ใช่แค่ทำให้ดัง แต่ต้อง ดังอย่างมีคุณภาพและไม่ทำร้ายหูใคร
การคำนวณและวิเคราะห์ค่า dB ช่วยให้
เลือกกำลังขับของลำโพงได้เหมาะกับพื้นที่
กำหนดระยะห่างของลำโพงและตำแหน่งการติดตั้งได้อย่างมีเหตุผล
ปรับบาลานซ์ระดับเสียงในแต่ละโซนให้ชัดเจน เสียงไม่หาย ไม่ล้น ไม่บาดหู
ผลลัพธ์คือเสียงที่ ฟังสบาย คมชัด ครอบคลุมพื้นที่ โดยไม่เสี่ยงต่อการทำลายการได้ยินของผู้ฟัง
การควบคุมเสียงรบกวนในอาคารและพื้นที่สาธารณะ
ความเข้าใจเรื่องเดซิเบลยังช่วยจัดการปัญหาเสียงรบกวนได้ดีขึ้น เช่น
เลือกใช้วัสดุกันเสียงและวัสดุดูดซับเสียงให้เหมาะกับประเภทพื้นที่
วางตำแหน่งลำโพงและอุปกรณ์เสียงให้ลดการรบกวนพื้นที่ที่ไม่ต้องการเสียง
ปรับระดับเสียงให้อยู่ในกรอบที่กฎหมายและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมกำหนด
ผลที่ได้คือสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ขึ้น ทั้งสำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้ที่มาใช้งานพื้นที่
มาตรฐานการติดตั้งระบบเสียง
ในงานติดตั้งระบบเสียงระดับมืออาชีพ การคำนึงถึงเดซิเบลคือสิ่งที่ต้องทำตั้งแต่ต้นจนจบ
ครอบคลุมตั้งแต่
การเลือกอุปกรณ์ที่มีกำลังและสเปกเหมาะสม
การจัดวางตำแหน่งอุปกรณ์เสียงในพื้นที่จริง
การปรับจูนระดับเสียง รวมถึงการทดสอบสมรรถนะของระบบ
เป้าหมายคือ
ได้ระบบเสียงที่ มีประสิทธิภาพสูงสุด
อยู่ในระดับเดซิเบลที่ ปลอดภัยต่อผู้ฟัง
สอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
บทสรุป: อยากฟังเพลงให้สนุก หูต้องอยู่กับเรานาน ๆ
ตอนนี้เรารู้แล้วว่า เดซิเบลไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือกุญแจสำคัญในการควบคุมทั้งคุณภาพเสียงและสุขภาพการได้ยิน
เข้าใจระดับเดซิเบล = เลือกความดังได้เหมาะกับการใช้งาน
รู้ว่าเสียงระดับไหนเริ่มอันตราย = ป้องกันหูได้ทันเวลา
ใช้ความรู้เรื่อง dB ในการจัดระบบเสียง = ได้ทั้งเสียงดีและสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย
สำหรับคนที่ชอบฟังเพลง ดูคอนเสิร์ต หรือทำงานเกี่ยวกับเสียง การใส่ใจเรื่องเดซิเบลตั้งแต่วันนี้ คือการลงทุนให้กับ ประสบการณ์การฟังที่ดี และการได้ยินที่อยู่กับเราไปให้นานที่สุด

