แรกพบ Flydigi Apex 4
ช่วงหลังเริ่มหันมาเปิดใจกับจอยเกมแบรนด์อื่น นอกจากสาย Playstation กับ Xbox เพราะรู้สึกชัดเจนเลยว่า จอยเกมฝั่งอื่นให้ฟีเจอร์จัดเต็มกว่า ในราคาที่เป็นมิตรกว่าเยอะ
จอยเจ้าดังบางค่ายเพิ่มปุ่มเล็กน้อย แต่ราคาโดดไป 2–3 เท่า แถมยุคนี้ดริฟท์ก็ยังมีให้เห็นกันอยู่ ไม่ค่อยแฟร์เท่าไร
ครั้งนี้เลยลองโดดมาจับ Flydigi Apex 4 จอยที่แบรนด์ประกาศตัวแรงๆ ว่าเป็นผู้ผลิตจอยเกมอันดับ 1 จากจีน รองรับทั้ง PC, Android, iOS และ Nintendo Switch แต่จุดประสงค์ของเราซื้อมาเพื่อ เล่นเกม PC ล้วนๆ
ราคาที่ได้มาประมาณ 2,800 บาท จากแอปส้ม พร้อมกดโค้ดลดเพิ่มตามสไตล์สายช้อปออนไลน์ตัวจริง
จุดเด่นที่ทำให้จอยนี้โหดเกินราคา
สเปกที่เน้นสายจริงจัง
Polling Rate 1000Hz ในโหมด Wireless
จอยทั่วไปมักจะอยู่แถวๆ 500Hz
จอย Xbox One ยังอยู่แค่ราวๆ 125Hz
จอย PS5 ประมาณ 600–800Hz
Deadzone 0 แต่ไม่ดริฟท์
ใช้อนาล็อกที่ออกแบบเองแบบเฉพาะทาง เคลมว่าตัดปัญหาดริฟท์ทิ้งไปได้ ในขณะที่หลายคนยังปวดหัวกับดริฟท์บนจอยเจ้าใหญ่บางยี่ห้อตั้งโปรไฟล์เกมได้หลายแบบ
สามารถสร้างโปรไฟล์หลายชุด และกดเปลี่ยนโหมดบนจอยได้เลย ไม่ต้องมานั่งไล่ตั้งค่าทุกครั้งแกนอนาล็อกปรับความหนืดได้
ปรับความลื่นหรือฝืดของการโยกได้ตามใจ ผ่านกลไกหมุนที่อยู่บนตัวจอยเองรองรับ Gyroscope
เหมาะมากกับสาย FPS ที่อยากได้การเล็งแบบละเอียด เนียนกว่าเมาส์ในบางสถานการณ์ด้วยซ้ำ ถ้าชินมือTrigger ปรับได้ 6 รูปแบบ
เลือกให้เข้ากับแนวเกมที่เล่น จะสายยิง สายแข่งรถ หรือสายต่อสู้ก็จูนได้หมดระบบสั่นจัดเต็ม
เอฟเฟกต์สั่นให้ฟีลสมจริงมากกว่าเกมแพดทั่วๆ ไป เล่นแล้วรู้สึกถึงแรงกระแทกและจังหวะเกมชัดขึ้นหน้าจอ Customize Screen บนตัวจอย
มีหน้าจอเล็กๆ ที่ปรับแต่งลายได้เอง จะใส่รูปนิ่งหรือ GIF ก็ได้ เพิ่มความเป็นตัวเองแบบสุดทางไฟ RGB ปรับได้เอง
สาย RGB ไม่ถูกลืม อยากให้ไฟวิ่งแบบไหนก็ปรับแต่งให้เข้ากับชุดโต๊ะเกมมิ่งได้สบาย
แกะกล่อง Flydigi Apex 4
ของในกล่องมีอะไรบ้าง
ตัวกล่องออกแบบมาดูจริงจังในแบบจอยระดับสูง

เปิดฝาขึ้นมา จะเจอคำอวยพรพร้อมลายเซ็น Director ของโปรเจกต์ แปะมาให้เป็นกิมมิกเล็กๆ ให้รู้สึกว่าจอยนี้มีที่มา ไม่ได้ทำลอยๆ

ของที่ให้มาภายในกล่องมีครบเซ็ตสำหรับสายไร้สาย
ตัวจอย Flydigi Apex 4
สาย USB Type‑C
USB Dongle สำหรับเชื่อมต่อไร้สาย

ตัว Dongle สีขาวล้วน มีโลโก้เล็กๆ ดูเรียบๆ อาจไม่ได้ให้ฟีลหรูมาก แต่ใช้งานจริงก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร

ด้านหน้าใช้เลย์เอาท์แบบจอย Xbox มีปุ่ม Home และปุ่มลัดเล็กๆ ใต้โลโก้ จัดวางได้คุ้นมือ ใครเคยใช้สาย Xbox มาก่อนปรับตัวไม่ยาก

ด้านหลังมีปุ่มมาโครให้ใช้งาน จำนวน 4 ปุ่ม สำหรับแมปคำสั่งลัดต่างๆ ได้ตามใจ ผู้เล่นสายแข่ง สาย MOBA หรือสายแอ็กชันจะรักปุ่มพวกนี้มาก

เปิดจอขึ้นมา จะมีโลโก้ APEX โผล่บนหน้าจอเล็กๆ ของตัวจอย จุดขายหลักคือเราสามารถเอารูปที่ตัวเองชอบใส่เข้าไปได้ ทั้งภาพนิ่งและภาพ GIF ทำให้จอยดูเป็นของเราแบบสุดๆ

ปรับแต่งผ่านโปรแกรม Flydigi Space Station

เมื่อเชื่อมจอยเข้ากับโปรแกรม Flydigi Space Station จะสามารถจูนค่าต่างๆ ได้ละเอียดมาก
สิ่งที่ปรับแต่งได้ในโปรแกรม เช่น
แมโคร (Macro)
Deadzone ของอนาล็อก
การตอบสนองของ Gyroscope
ระยะและรูปแบบของ Trigger
โหมดและเอฟเฟกต์ไฟ RGB บนจอย
นอกจากนี้ยังตั้ง Profile เกมได้ 4 แบบ แล้วสลับผ่านปุ่มลัดบนจอยได้ทันที หลังเซ็ตอัปเสร็จแล้วไม่จำเป็นต้องเสียบสายซ้ำๆ เพื่อเปลี่ยนโปรไฟล์อีก
ใส่รูปบนหน้าจอจอย เล่นให้สุดสาย Custom

ในโปรแกรมจะมีภาพจากทาง Official ให้เลือกใช้ ซึ่งหลายภาพสายอาร์ตแรงใช้ได้ ใครไม่อินแนวภาพที่ให้มาก็สามารถข้ามไปใช้รูปตัวเองแทนได้






ถึงภาพจาก Official บางส่วนจะมีโทนแปลกๆ ชวนงงว่าปล่อยผ่านมาได้ยังไง แต่ข้อดีคือ เราไม่จำเป็นต้องใช้ภาพเหล่านั้นเลยก็ได้ เพราะสามารถอัปโหลดรูปตัวเองได้เต็มที่

ขั้นตอนคือเลือกภาพที่อยากใช้ ตัด (crop) ให้พอดี จากนั้นเสียบสาย USB แล้วปล่อยให้โปรแกรมอัปโหลดเข้าจอย เพียงเท่านี้ก็ได้หน้าจอจอยในสไตล์ของตัวเอง


จะเปลี่ยนไปกี่รูปก็ได้ ลองสลับไปมาจนกว่าจะเจอลายที่รู้สึกว่า “ใช่กูแล้ว”
ปรับความหนืดของอนาล็อกแบบโคตรจริงจัง
ฟีเจอร์หนึ่งที่ทำให้จอยนี้ดูโปรมากคือ สามารถปรับความหนืดของอนาล็อกได้จริงๆ
อยากให้อนาล็อกออกฟีลหนักๆ คุมง่ายเวลาเล่น FPS หรืออยากให้เบาแตะนิดเดียวไปไกลๆ สำหรับเกมทั่วๆ ไป ก็จัดการได้เองหมด
ขั้นตอนการปรับจะประมาณนี้
ถอดหัวอนาล็อกและ D‑Pad ก่อน
แค่ดึงขึ้นมาตรงๆ ไม่ต้องกลัวหัก เพราะออกแบบมาให้ถอดได้อยู่แล้ว

ถอดกรอบด้านหน้าออก
ตัวกรอบยึดด้วยแม่เหล็ก ดึงออกง่าย ใช้แรงนิดหน่อย ไม่มีเสียงหักแน่นอน

มองหาก้านเหล็กด้านข้าง
จะเห็นเหล็กเสียบเอาไว้ นั่นคือแกนสำหรับใช้หมุนปรับความหนืดของจอย

หมุนปรับความหนืดข้างๆ แกนอนาล็อก
ข้างอนาล็อกจะมีช่องสำหรับหมุน ปรับให้ลื่นหรือหนืดตามรสนิยมการเล่นของตัวเอง

หมุนเสร็จแล้วก็ประกอบทุกอย่างกลับตามเดิม แค่นี้ก็ได้ฟีลอนาล็อกใหม่ที่เข้ามือกว่าก่อนแบบชัดเจน

ฟีลลิ่งหลังใช้จริง: จุดที่ชอบและจุดที่ต้องยอม
หลังจากใช้งานมาระยะหนึ่ง ก็พอจะสรุปความรู้สึกกับ Flydigi Apex 4 ได้ประมาณนี้
สิ่งที่ทำได้ดีมาก
แบตอึดแบบโหด 1500mAh
เคยเล่นรวมๆ ราว 100 ชั่วโมงโดยไม่ต้องเสียบชาร์จเลย แบตเตอรี่ถือว่าเป็นจุดแข็งของจอยนี้วัสดุและงานประกอบแน่น
ตัวบอดี้ให้ความรู้สึกแข็งแรง สมราคา ไม่ได้ให้ฟีลจอยถูกเลยฟีเจอร์เทียบชั้นจอยแพง
ทั้ง Polling Rate, Deadzone 0, Gyro, Trigger ปรับได้, ปุ่มมาโคร, หน้าจอและ RGB รวมๆ แล้วให้ของมาครบกว่าจอยบางเจ้าที่แพงกว่า
จุดที่อาจไม่ถูกใจทุกคน
น้ำหนัก 328 กรัม และจุดถ่วงแอบแปลก
จอยค่อนข้างหนัก และน้ำหนักไปกองแถวๆ มือจับด้านล่างเยอะ ทำให้บาลานซ์การถ่วงไม่ค่อยดี คนที่ชอบจอยเบาๆ อาจรู้สึกเมื่อยมือไวปุ่ม ABXY เป็นแบบคลิกเหมือนเมาส์
เสียงและฟีลลิ่งจะคลิกๆ เหมือนคลิกเมาส์ เวลาเล่นเกมที่ต้องกดรัวนานๆ เช่นสายมุโซ นิ้วมีล้ากันบ้างD‑Pad ติดกันทั้งก้อน
จากตอนที่แกะมาปรับอนาล็อกจะเห็นว่า D‑Pad เป็นชิ้นเดียวกันทั้งหมด ทำให้เวลาเล่นแนว Metroidvania หรือเกมที่ต้องใช้ทิศเป๊ะๆ มักจะมีจังหวะกดขวาแล้วไปโดนเฉียงบน/เฉียงล่าง เผลอกดผิดได้บ่อยปุ่มมาโครด้านหลังกดง่ายไป
ตำแหน่งปุ่มหลังค่อนข้างไวต่อการสัมผัส ใครจับจอยแน่นหน่อยอาจเผลอกดบ่อย (อันนี้ขึ้นกับนิสัยการจับของแต่ละคนด้วย)ฟีเจอร์ใส่รูปบนหน้าจอ… ไม่จำเป็นเท่าไร
แม้จะดูเท่ แต่การเปิดหน้าจอให้โชว์ภาพตลอดทำให้แบตลดเร็วขึ้น โดยเฉพาะถ้าใช้ภาพแบบขยับได้ ถ้าเน้นใช้งานจริงจังอาจอยากปิดฟีเจอร์นี้ไปเลยเคยมีช่วงที่อนาล็อกมีเสียงเอี๊ยด
ระหว่างใช้งานเคยเจอปัญหาอนาล็อกมีเสียงฝืดๆ ให้ความรู้สึกรำคาญอยู่พักหนึ่ง แต่หลังจากใช้ไปต่อก็หายไปเอง ยังไม่ชัวร์ว่าสาเหตุคืออะไร
สรุป: คุ้มไหมถ้าจะทิ้งจอยคอนโซลมาเล่นตัวนี้
โดยภาพรวม Flydigi Apex 4 เป็นจอยที่ทำการบ้านมาดีมาก ฟีเจอร์แน่น งานประกอบแข็งแรง ลูกเล่นเยอะ และให้ความรู้สึกว่าคุ้มค่ากับราคามากกว่าไปทุ่มซื้อจอย Xbox มาตรงๆ ในงบใกล้เคียงกัน
ถ้าใครยังยึดติดกับการซื้อจอยแค่สองค่ายหลักอย่าง PS หรือ Xbox ลองเปิดใจให้จอยสายพีซีที่เน้นฟีเจอร์จัดเต็มแบบนี้ดูบ้าง อาจค้นพบว่า จอยเกมมิ่งในยุคนี้ ไม่ได้มีแต่แบรนด์เดิมๆ ให้เลือกอีกต่อไปแล้ว

