รับแอปรับแอป

3 หนังฟอร์มยักษ์สายแฟนตาซี–เอาชีวิตรอด ที่คอหนังพลาดแล้วจะเสียดาย

ปกรณ์ ศรีสุวรรณ01-30

เปิดเพลย์ลิสต์หนังวันนี้

ใครกำลังหา หนังดูเพลินแต่มีอะไรให้คิดต่อ ทั้งสายแฟนตาซี ดราม่าหนักอารมณ์ ไปจนถึงหนังเอาชีวิตรอดหลังวันสิ้นโลก มัดรวมมาให้แล้ว 3 เรื่อง เน้นครบทั้งอารมณ์ ภาพสวย และประเด็นให้ถกกันต่อหลังดูจบ

The Wicked for Good : แม่มดชั่วร้าย หรือแค่คนที่ถูกเล่าเรื่องผิด?

The Wicked for Good เป็นหนังแฟนตาซีที่ไม่ได้ขายแต่เวทมนตร์หรือฉากอลังการ แต่เลือกโฟกัสไปที่ หัวใจของตัวละครและมิตรภาพ แบบเต็ม ๆ

เรื่องนี้ผสมทั้งแฟนตาซี ดราม่า และความสัมพันธ์ของตัวละครได้กลมกล่อม จุดที่น่าจดจำที่สุดคือการพาเราไปตั้งคำถามว่า

  • “ความดี” กับ “ความชั่ว” จริง ๆ แล้วถูกตัดสินจากอะไร

  • เรารู้จักตัวละครจาก สิ่งที่เขาทำจริง ๆ หรือจาก เรื่องเล่าที่คนอื่นเล่าให้ฟัง

หนังเหมือนจะบอกเรากลาย ๆ ว่า ภาพจำที่สังคมสร้างขึ้น อาจโหดร้ายกว่าความเป็นจริงเสมอ

เรื่องย่อ (โดยไม่สปอยล์ตอนจบ)

หลังเหตุการณ์ที่เอลฟาบาถูกตราหน้าว่าเป็น “แม่มดชั่วร้ายแห่งทิศตะวันตก” โลกออซก็เต็มไปด้วยความวุ่นวายและความหวาดกลัว

ด้านกลินดา ในฐานะผู้นำคนใหม่ ต้องรับหน้าที่กอบกู้ความสงบ แต่ในใจลึก ๆ เธอไม่เคยเลิกคิดถึงเพื่อนเก่าคนสำคัญ และยังรู้สึกผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต

ในขณะเดียวกัน เอลฟาบาไม่ได้ตายจากไปอย่างที่ใครเข้าใจ เธอยังมีชีวิตอยู่ และคอยช่วยเหลือคนที่ถูกกดขี่อย่างลับ ๆ จนค่อย ๆ มองเห็นความจริงว่า มีผู้มีอำนาจบางกลุ่มกำลังใช้คำว่า “แม่มด” เป็นเครื่องมือปกครองและปิดปากคนเห็นต่าง

หนังเลยพาเราเข้าไปอยู่ในการต่อสู้ของเอลฟาบา ที่ต้อง พิสูจน์ความจริงให้หลุดพ้นจากภาพลักษณ์ปีศาจ ที่คนทั้งโลกถูกปลูกฝังให้เชื่อ

ประเด็นน่าสนใจ

  • การเล่ามุมกลับของตัวละครที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็นฝ่ายชั่วร้าย

  • การวิพากษ์อำนาจ การสร้างเรื่องเล่า และการปั้น “วายร้าย” เพื่อควบคุมมวลชน

  • มิตรภาพที่ยังคงอยู่ แม้โลกจะตีตราให้คนสองคนอยู่กันคนละฝั่ง

Avatar: อัคนีและธุลีดิน – กลับสู่แพนดอรากับงานภาพที่ยังชนะทุกยุค

ภาคใหม่ของ Avatar ยังคงยืนหนึ่งในฐานะหนังที่หลายคนยอมกลับเข้าโรงเพียงเพื่อ เสพงานภาพและโลกสมมติระดับท็อปของวงการ

ทำไม Avatar ถึงยังครองใจคนดูได้ยาว ๆ

  • งานภาพล้ำยุคเหนือมาตรฐานทั่วไป
    ภาพแบบจัดเต็มทั้ง CGI, Motion Capture และเทคโนโลยี 3D ทำให้โลกแพนดอราดูมีมิติและมีชีวิต สมจริงจนรู้สึกเหมือนเราเดินอยู่ตรงนั้น

  • โลกของเรื่อง (World-building) แข็งแรงมาก
    แพนดอราไม่ได้เป็นแค่ฉากหลังสวย ๆ แต่ถูกออกแบบให้มี

    • ระบบนิเวศของสิ่งมีชีวิตและธรรมชาติ

    • วัฒนธรรมและวิถีชีวิตเฉพาะของชาวนาวี

    • ภาษา ความเชื่อ และสายสัมพันธ์ระหว่างเผ่าต่าง ๆ

ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้ชม ผูกพันกับโลกใบนี้เหมือนเป็นสถานที่จริง และอยากกลับไปสำรวจซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ภาค “อัคนีและธุลีดิน” ยังสานต่อธีมความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ความเป็นครอบครัว และการปกป้องบ้านของตัวเอง เพิ่มเลเยอร์อารมณ์ให้มากกว่าคำว่าหนังแฟนตาซีฟอร์มยักษ์ธรรมดา

Greenland 2 : เมื่อโลกไม่ปลอดภัย แม้หลบอยู่ใต้ดิน

เข้าสู่สายเอาชีวิตรอดกันบ้างกับ Greenland 2 ที่พาเราไปไกลกว่าคำว่า “วันสิ้นโลก” เพราะเรื่องจริงมันเริ่มต้น หลังจากโลกพังไปแล้วต่างหาก

พล็อตคร่าว ๆ

เหตุการณ์ในภาคนี้เกิดขึ้นหลังหายนะล้างโลก ผู้รอดชีวิตกลุ่มสุดท้ายถูกบังคับให้ต้องออกจากบังเกอร์ เพื่อเผชิญหน้ากับโลกใบใหม่ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

บนผิวโลก ทุกอย่างเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สังคมใหม่ กติกาใหม่ และภัยคุกคามที่ไม่มีใครคาดเดาได้

ตัวละครต้องเผชิญกับคำถามใหญ่ระดับมนุษยชาติว่า

  • จะ เอาตัวรอดคนเดียว แล้วปิดใจจากทุกคน

  • หรือจะ ร่วมมือกันสร้างโลกใหม่ แม้ต้องแลกด้วยความเสี่ยงและการเสียสละ

หนังชูประเด็นว่า การอยู่รอดไม่ได้วัดกันที่ใครแข็งแรงที่สุด แต่คือใครยัง “เป็นมนุษย์” ได้มากที่สุดท่ามกลางโลกที่โหดร้าย

สรุป: สายดูหนังมีให้เลือกครบทั้งโลกเวทมนตร์, แฟนตาซีไซไฟ และเอาชีวิตรอด

ถ้าคุณชอบ…

  • หนังที่เล่าเรื่องจากมุมของตัวละครที่ถูกเข้าใจผิด ลองเริ่มที่ The Wicked for Good

  • งานภาพระดับเทพ สร้างโลกได้เนียนจนลืมไปเลยว่านี่คือ CGI ต้องจัด Avatar: อัคนีและธุลีดิน

  • ความกดดันเอาชีวิตรอดพร้อมคำถามเรื่องศีลธรรมมนุษย์ แนะนำ Greenland 2

เลือกเรื่องที่ใช่ แล้วเตรียมหาเวลาให้ตัวเองได้หลุดเข้าไปอีกโลกหนึ่ง เพราะบางครั้งหนังดี ๆ ไม่ได้ให้แค่ความบันเทิง แต่ยังสะกิดให้เรามองโลกใบเดิมต่างออกไปด้วย