รับแอปรับแอป

เซี่ยงไฮ้–หางโจว 6 วัน 5 คืน ตะลุยดิสนีย์–หุบเขาเทวดา–เหิงเตี้ยน ในงบไม่ถึง 20,000

ณัฐวุฒิ วงศ์ดี01-31

เปิดทริปฟีลดี : จีนฟรีวีซ่า ต้องไปให้สุด

เซี่ยงไฮ้ – หางโจว – Disneyland – หุบเขาเทวดา – Hengdian World Studios ทั้งทริปจัดเต็ม 6 วัน 5 คืน แต่คุมงบอยู่ที่ไม่เกิน 20,000 บาท แบบเที่ยวเองทุกสเต็ป ไม่ง้อทัวร์

เป้าหมายหลักคือเก็บ Disneyland ให้ครบทุกประเทศ ในทริปนี้เลยจัดเซี่ยงไฮ้เป็นเมืองแรกของจีน เติมฝันด้วยดิสนีย์แลนด์ แล้วต่อด้วยธรรมชาติอลังการที่ หุบเขาเทวดา Wangxian Valley และปิดท้ายด้วยการตามรอยซีรีส์จีนที่ Hengdian World Studios ก่อนจะมาชิลริมทะเลสาบซีหูที่หางโจว

ทริปนี้แพลนแค่คืนเดียว ซื้อตั๋วล่วงหน้าแค่ 9 วันแล้วบินเลย บินตรงถึงเซี่ยงไฮ้ตอนตีห้า กลับจากหางโจวห้าทุ่มกว่า ได้เวลาเที่ยวเต็มๆ ทั้ง 6 วันแบบจุใจ

อากาศช่วงพฤศจิกายนอยู่ที่ประมาณ 10–22 องศา เย็นสบาย เดินเล่นได้ทั้งวัน แม้จะมีฝนพรำสองวันแรกที่เซี่ยงไฮ้ แต่ฟีลรวมคือดีมาก

ก่อนบินต้องรู้ : ระบบจ่ายเงิน–เน็ต–แผนที่–ขนส่งจีน

การใช้จ่ายเงินในจีน

ระบบจ่ายเงินที่จีนสะดวกจนอยากย้ายไปอยู่ ยุคนี้แทบไม่ต้องง้อเงินสดแล้ว แค่เตรียม 3 วิธีนี้ให้พร้อมก็พอ

  • Alipay

    • โหลดแอพและลงทะเบียนจากไทยให้เรียบร้อย เพราะต้องรับ OTP ยืนยันตัวตน

    • ผูกบัตรเครดิต/เดบิต/travel card ได้หลายใบในเครื่องเดียว และ 1 ใบก็ใช้ผูกได้หลายเครื่อง เผื่อบัตรหรือเครื่องใครงอแง

    • ถ้าไม่มีบัตรเอง จะใช้เลขบัตรของคนในครอบครัวหรือเพื่อนก็ได้ (ต้องขออนุญาตและโอนเงินคืนเขาด้วยนะ)

    • ตอนกรอกวันหมดอายุบัตร ใส่แบบค.ศ. ถ้า iPhone เซ็ตเป็น พ.ศ. ต้องไปแก้ที่ calendar ก่อน

  • TrueMoney

    • เติมเงินเป็นบาทเข้า Wallet เหมือนเวลาจ่ายที่ 7-11

    • ใช้จ่ายที่จีนได้ทุกที่ที่มีโลโก้ Alipay เช่นกัน เหมาะสำหรับสายที่ไม่อยากใช้บัตรเครดิตโดยตรง

  • เงินสด

    • พกนิดหน่อยพอ เผื่อเน็ตล่ม หรือเอาไว้จ่ายค่ามัดจำต่างๆ แล้วรับคืนตอนจบ เช่น โรงแรม/เช่าชุด (ทริปนี้แลกหยวนไปแค่ 300 หยวน)

จริงๆ ยังจ่ายผ่าน UnionPay / WeChat Pay ได้อีก แต่ตลอดทริปใช้แค่ Alipay + TrueMoney + เงินสดก็เอาอยู่แล้ว ทั้งร้านอาหาร รถเมล์ รถไฟใต้ดิน จ่ายด้วย QR ได้หมด

อินเทอร์เน็ตและการใช้โซเชียล

  • ซื้อ eSIM ผ่านแอพ trip แล้วเค้าจะส่ง QR Code ทางอีเมล

  • สแกนตั้งแต่ยังอยู่สนามบินไทย ตั้งค่าให้พร้อม พอลงจากเครื่องที่จีนก็เล่นเน็ตได้เลย

  • ใช้ได้ทุกโซเชียล แต่ TikTok แนะนำให้ปิด Location ในแอพก่อนเดินทาง

แผนที่ : ใช้ Amap ให้เป็น แล้วชีวิตจะง่าย

  • โหลดแอพ Amap

  • ถ้าจะเสิร์ชเป็นภาษาอังกฤษ ให้เข้า Setting ของแอพแล้วเปลี่ยนภาษาก่อน จะได้ไม่ต้องก๊อปชื่อจีนมาวาง

  • โลเคชันละเอียดมาก ซูมเห็นถึงทางม้าลายและไฟจราจร เหมาะกับคนเน้นเดิน+นั่งใต้ดิน คอยนับจำนวนแยกไฟแดงเอา ยังไงก็ไม่หลง

นั่ง Metro ในจีนแบบไม่มึน

ใช้แอพ Metroman China จะช่วยชีวิตมาก เพราะมีแผนที่รถไฟใต้ดินทุกเมืองใหญ่ในจีน

  • เลือกเมือง → เลือกสถานีต้นทาง–ปลายทาง

  • แอพจะบอกทุกอย่าง: ต้องนั่งสายไหน เปลี่ยนสถานีไหน กี่สถานี ราคาเท่าไหร่

  • ค่า Metro ถูกมาก เริ่มต้น 3 หยวน นั่งยาวเป็นชั่วโมงยังประมาณ 7 หยวน

การซื้อตั๋ว Metro

  1. ใช้ QR ของ Alipay แตะเข้า–ออกได้เลย (ทุกคนต้องมีสมาร์ทโฟน + Alipay ของตัวเอง)

  2. ซื้อบัตรที่ตู้เหมือนบ้านเรา มีเมนูภาษาอังกฤษ กดสถานี ปริ้นตั๋ว แล้วจ่ายด้วย Alipay ได้เช่นกัน

รถไฟความเร็วสูงข้ามเมือง

รักมากกก นั่งสบาย เร็ว และระบบดีจนลืมเครื่องบินระยะสั้นไปเลย

  • จองผ่านแอพ trip ได้ตั๋วล่วงหน้า มีค่าธรรมเนียมแต่สบายใจกว่า ไม่ต้องลุ้นคิวหน้าเคาน์เตอร์

  • หลังจองจะมีอีเมลบอกทุกอย่างทั้งขบวน เวลา เลขตู้ เลขที่นั่ง

  • ชาวต่างชาติใช้ พาสปอร์ตแทนตั๋ว ได้เลย ไม่ต้องไปออกตั๋วกระดาษ (แต่ถ้าซื้อที่สถานีจะได้เป็นตั๋วกระดาษใบเล็กๆ ให้)

ขั้นตอนเข้าสถานีรถไฟ

  • ยื่นพาสปอร์ตให้เจ้าหน้าที่ เค้าจะเห็นข้อมูลการเดินทางของเราบนระบบทันทีว่าไปไหนกี่โมง

  • ผ่านจุด Security Check สแกนกระเป๋า คล้ายสนามบิน

  • แนะนำให้ถึงสถานีก่อนเวลาออกอย่างน้อย 1 ชั่วโมง จะได้ไม่วิ่งหน้าตั้ง

ด้านในสถานีใหญ่สะอาดและไฮเทค มีจอขึ้นรายละเอียดขบวนเหมือนสนามบิน เช่น ขบวน G2189 เวลา 7.28 Gate 15B เดินตามเลขขบวนกับ Gate อย่างเดียวก็พอ ไม่ต้องอ่านจีนออก

สถานีเล็กอย่าง Shangrao บาง Gate จะใช้ร่วมกันหลายขบวน ต้องดูทั้ง Gate และเลขชานชาลา

Gate เปิดก่อนเวลารถออกประมาณ 15 นาที และปิดก่อนออก 3 นาที อย่ามัวเดินเล่นเพลิน ให้มาเข้าคิวก่อนเวลา

พอจอขึ้นสีเขียวก็เข้าคิวเช็คพาสปอร์ตอีกครั้ง แล้วลงไปชานชาลาได้เลย หาเลขตู้–ที่นั่งให้ตรงกับที่จองไว้ เท่านี้ก็พร้อมซิ่งข้ามเมือง

Day 1 : ตะลุย Shanghai City แบบใช้ขาเดินล้วน

ลงเครื่องที่เซี่ยงไฮ้ประมาณตีห้า ผ่าน ตม. เสร็จ ได้ขึ้นรถไฟใต้ดินตอน 6.30 วันนี้จัดเป็น Shanghai City Tour เต็มวัน

One Day Pass – Metro คุ้มสุด

เพราะต้องเข้า–ออกสถานีหลายรอบ เลยซื้อ One Day Pass Metro ตั้งแต่เช้า ใช้ได้ไม่จำกัดภายใน 24 ชั่วโมง ราคา 18 หยวน/คน ถูกกว่าจ่ายทีละเที่ยวแน่นอน (จากสนามบินเข้าเมืองก็ 7 หยวนแล้ว)

เดินไปเคาน์เตอร์ ใช้แอพแปลพิมพ์ว่า “one day pass” ให้เจ้าหน้าที่ดู เค้าบอกราคา 18 หยวน ตรงปุ๊บก็จ่ายด้วย Alipay แล้วลุยต่อ

ถึงโรงแรมแล้วฝากกระเป๋า เพราะยังเช็คอินไม่ได้ จากนั้นออกเดินเที่ยวต่อแบบไม่ต้องพัก เหตุผลเดียวคือ นอนมาแล้วบนเครื่อง

The North Bund & The Bund – วิวหอไข่มุกแบบพาโนรามา

จุดแรกคือ The North Bund จุดไฮไลท์ชมวิวตึกฝั่ง Lujiazui และหอไข่มุก

พิกัด: สถานี International Cruise Terminal (line 12) Exit 3 เดินข้ามถนนเข้าไปในสวนสาธารณะได้เลย

เดินเลียบริมน้ำไปเรื่อยๆ วิวฝั่งหอไข่มุกคือสวยมาก ยิ่งช่วงที่เมฆไม่หนาเกินจะเห็นตึกเต็มแนวแบบตัดเส้นขอบฟ้าชัดๆ วิวระหว่างทางจาก The North Bund เดินไป The Bund นี่แหละคือพีคสุด

ประมาณ 15 นาทีก็ถึงโซน The Bund จุดยอดฮิตคือแถวสะพาน Waibaidu Bridge แต่ถ้าชอบภาพกว้างแบบพาโนรามา วิวระหว่างทางจริงๆ สวยกว่าเยอะ

แนะนำหนึ่งมุมลับ เป็นซอกตึกที่หันไปแล้วเห็นหอไข่มุกพอดี ถ่ายรูปออกมาฟีลโปสการ์ดมาก

วันแรกฝนตกๆ หยุดๆ ฟ้าจะหม่นหน่อย แต่แสงแบบนี้ก็ให้ฟีลอีกแบบ ถ่ายรูปออกมาก็เท่ดี

Nanjinglu – ถนนช้อปปิ้งฮิตสุดของเซี่ยงไฮ้

จาก The Bund เดินเข้าถนน Nanjing Road (East) ได้เลย ที่นี่คือแหล่งรวมร้านค้า ร้านอาหาร ของฝาก และโรงแรม คล้ายย่านสยามบ้านเรา ใครอยากเจอคนไทย มาย่านนี้มีโอกาสสูงมาก

มื้อเที่ยงจัดร้านอาหารจีนยอดฮิตในหมู่คนไทย เมนูมีภาษาไทย และลด 10% สำหรับคนไทยด้วย เมนูเด่นคือ Spicy Beef เผ็ดหนักแน่นกินกับข้าวร้อนคือดีมาก ที่จีน portion ใหญ่ แบบมาชามเบ้อเริ่ม ไปสองคนสั่งได้จานเดียวก็อิ่มแล้ว มื้อนี้หลังลดราคาเหลือ 55 หยวน

กินเสร็จเดินย่อยต่อที่ Nanjinglu ร้านรวงเพียบ

แวะ Miniso สาขายักษ์กลางถนนนี้ มีหลายชั้น เล่นเดินเพลินได้เป็นชั่วโมง

1000 Trees – ตึกภูเขาต้นไม้แลนด์มาร์กใหม่

จาก East Nanjing Road จะต้องไปเปลี่ยนสายที่ West Nanjing Road ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่สถานีที่ต้องเดินออกจากสถานีแล้วสแกนบัตรเข้าใหม่ (ไม่ได้เชื่อมกันใต้ดิน) ถ้าใช้ One Day Pass จะไม่รู้สึกอะไร แต่ถ้าจ่ายทีละเที่ยวอาจต้องเช็กดีๆ ว่าคิดรอบใหม่ไหม

สถานีนี้ยังเป็นที่ตั้ง Starbucks ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วย

เป้าหมายถัดไปคือ 1000 Trees โปรเจกต์รักษ์โลกที่เปลี่ยนตึกให้เหมือนภูเขาที่มีต้นไม้เรียงเต็มระเบียง

พิกัด: สถานี Jiangning Road (line 13) Exit 1 ออกมาเลี้ยวขวาแล้วเดินตรงไป จะเห็นตึกชัดๆ ข้างหน้า

ปกติจุดถ่ายรูปจะอยู่บนสะพาน แต่ถ้าอยากได้ช็อตพาโนรามาแบบในโซเชียล ต้องข้ามไปฝั่งตรงข้ามตัวตึก ซึ่งจริงๆ เป็นสวนของอพาร์ตเมนต์ส่วนตัว ไม่ใช่สวนสาธารณะ แต่เดินเข้าไปได้ คนแถวนั้นน่าจะชินกับนักท่องเที่ยวแล้ว

ประตูออกไปสวนจะต้องใช้บัตรสแกน บางทีหาไม่เจอ แนะนำให้เปิดรูปให้เจ้าหน้าที่อพาร์ตเมนต์ดู เค้าจะพาไปจุดที่ออกได้โดยไม่ต้องสแกน (แล้วค่อยเดินกลับทางเดิมตอนถ่ายเสร็จ)

Xintiandi – ย่านเดินเล่นชิคๆ

ต่อมาคือ Xintiandi ย่านช้อปปิ้ง–คาเฟ่สไตล์ต่างจาก Nanjinglu จะไม่พลุกพล่านเท่า เป็นโซนเดินชิลดูตึกสวยมากกว่า

พิกัด: สถานี Xintiandi (line 13/line 10) Exit 6

Yu Yuan Market – ถนนคนเดินของกินล้นทาง

พระอาทิตย์ตกเร็วมาก ช่วงที่ไป 5 โมงก็มืดแล้ว เลยย้ายมาที่ Yu Yuan Market ถนนคนเดินขนาดใหญ่ ของกินเยอะจนตาลาย มื้อเย็นจบที่นี่แบบไม่ต้องคิดเยอะ

พิกัด: สถานี Yuyuan Garden (line 10) Exit 1

The Bund ตอนกลางคืน – แสงสีที่ไม่ควรพลาด

มาถึงเซี่ยงไฮ้แล้วต้องโดน The Bund ตอนกลางคืน หอไข่มุกและตึกฝั่ง Lujiazui จะเปิดไฟเล่นสีสวยมาก

พิกัด: สถานี East Nanjing Road (line 2/line 10) Exit 3

วันแรกเดินไปประมาณ 30,000 ก้าว กลับที่พักแบบหมดแรง แต่ใจฟูมาก

Day 2 : เก็บดิสนีย์แลนด์เซี่ยงไฮ้ให้ครบ ทั้งเกม พาเหรด และพลุ

วันนี้ทั้งวันยกให้ Shanghai Disneyland แบบไม่หวงเวลา ที่นี่คือดิสนีย์แลนด์แห่งที่ 5 ที่ไปเยือน เหลืออีกแห่งเดียวคือโตเกียวแล้วจะครบทุกประเทศ

จาก Metro สถานี Disney Resort ต้องเดินไกลพอสมควรกว่าจะถึง Gate เข้า แต่วิวระหว่างทางก็ช่วยให้ตื่นเต้นตลอด

ตั๋วซื้อจาก Klook ไว้ล่วงหน้า พอมาถึงก็แค่สแกนแล้วเข้าได้เลย ภายในวันเดียวเล่นไปได้ถึง 8 เครื่องเล่น ดูพาเหรด 2 รอบ และปิดท้ายด้วยพลุรอบ 20.15 ครบทุกไฮไลท์

เมนูที่ต้องกินทุกดิสนีย์คือ น่องไก่งวง เซี่ยงไฮ้ขายที่ 88 หยวน จะไปกี่สาขาก็กินซ้ำได้ไม่เบื่อ

พาเหรดดูทั้งรอบบ่ายและรอบเย็น บรรยากาศดีแบบไม่อยากกลับ

ช่วงพลุเป็นไฮไลท์สุด โดยเฉพาะรอบที่ไปเป็นช่วงฉลองวันเกิดมิกกี้และมินนี่ มีเอฟเฟกต์พิเศษเพิ่มเข้าไปด้วย

พอพลุจบทุกคนก็ไหลไปขึ้น Metro ต้องคอยดูเวลารถไฟขบวนสุดท้ายด้วย เพราะส่วนมากจะหมดราวๆ 22.00 ถ้ามีเปลี่ยนขบวนระหว่างทางต้องเปลี่ยนให้ทันนะ

Day 3 : หนีเมืองใหญ่ ไปสูดอากาศที่หุบเขาเทวดา Wangxian Valley

ถึงวันที่ 3 ได้เวลาโบกมือลาเซี่ยงไฮ้ชั่วคราว มุ่งหน้าไป หุบเขาเทวดา Wangxiangu / Wangxian Valley หมู่บ้านริมผาระดับ 4A ของมณฑลเจียงซี ที่ธรรมชาติและสถาปัตยกรรมเข้ากันแบบลงตัวมาก

จากเซี่ยงไฮ้ไปใช้รถไฟความเร็วสูงประมาณ 3 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าไม่ไกลจนเกินไปสำหรับวิวระดับเทพที่กำลังจะได้เห็น

เริ่มด้วยการนั่ง Metro ไปสถานี Shanghai Hongqiao แล้วขึ้นรถไฟความเร็วสูงไปสถานี Shangrao (ซ่างเหรา) จองตั๋วล่วงหน้าผ่านแอพ trip รอบ 7.28 (จริงๆ ถ้าย้อนเลือกได้จะเลื่อนไปสายอีกชั่วโมงให้นอนเพิ่มหน่อย)

ถึง Shangrao แล้วต้องนั่งแท็กซี่ต่อไปหุบเขา ระยะทางราว 50 กม. ใช้เวลาประมาณชั่วโมงนึง

  • ถ้าเรียก DiDi ปกติ ราคาประมาณ 140–150 หยวน

  • วิธีประหยัดคือ ให้โรงแรมช่วยเรียกรถ Pool ล่วงหน้า นั่งรวม 4 คน คนละ 35 หยวนเท่านั้น และจะได้ WeChat ของคนขับไว้คุยต่อได้เลย แปลในแอพ WeChat ได้ ไม่ต้องกังวลเรื่องภาษา

ที่พักคือ Shangrao Yungujuju อยู่ห่างทางเข้าหุบเขาเทวดาเพียง 10 นาที ราคาแถวๆ 850 บาท/คืน มีอาหารเช้าเป็นหมี่ผัดให้ และเจ้าของยินดีขับรถไปส่ง–รับที่จุดท่องเที่ยวตามนัดผ่าน WeChat

มาถึงเที่ยง เช็คอินเก็บของแล้วออกไปหาอะไรกินก่อน อาหารจีนที่นี่รสมือดีมาก แต่ต้องทำใจเรื่องน้ำมันนิดนึง อย่างเมนูปลานึ่งมะนาวจานนี้ ราคา 70 หยวน แต่หน้าตาเหมือนปลานึ่งมะนาวในทะเลน้ำมันชัดๆ

บ่ายสามให้โรงแรมส่งไปที่ Wangxian Valley ซื้อตั๋วหน้างานได้เลย ราคาอัปเดตล่าสุด 120 หยวนทุกวัน ไฮไลท์จริงๆ จะเริ่มหลังพระอาทิตย์ตก เพราะหมู่บ้านจะค่อยๆ เปิดไฟทั้งหุบเขา

ประมาณห้าโมงเย็น แสงเริ่มหาย ไฟจากบ้านเรือนค่อยๆ ติดขึ้นทีละดวง จนทั้งหน้าผากลายเป็นหมู่บ้านลอยกลางอากาศ สวยมากแบบหยุดถ่ายรูปไม่ได้

มีโชว์การแสดงทั้งแบบร่ายรำ และโชว์กระบองไฟที่อลังการมาก เป็นสีสันยามค่ำของหมู่บ้านบนผา

เรื่องกินไม่ต้องห่วงเลย มีตั้งแต่สตรีทฟู้ดง่ายๆ ไปจนหม้อไฟชามโต ถ้ามาหลายคนแนะนำจัดหม้อไฟ ส่วนเรามาสองคนเลยวนกินสตรีทฟู้ดแทน ไฮไลท์คือ น่องห่านย่างหม่าล่า อันละ 15 หยวน ฟินมาก

อยู่ถ่ายรูปจนประมาณ 2–3 ทุ่มค่อย WeChat บอกให้เจ้าของโรงแรมมารับกลับไปพัก เตรียมตัวลุยต่อวันถัดไป

Day 4 : ย้ายเมืองสู่ Hengdian – จองตั๋วสตูดิโอซีรีส์จีนในฝัน

เช้าวันที่ 4 ชิลๆ มีหมี่ผัดกับไข่ดาวเป็นอาหารเช้าแบบโฮมมี่จากที่พัก

นัดคนขับรถที่เคยนั่ง Pool ไว้มารับตอน 10.30 กลับไปสถานีรถไฟ Shangrao อีกครั้ง คนละ 35 หยวนเช่นเดิม รอบนี้นั่งรถไฟความเร็วสูงไป สถานี Yiwu (อี๋หวู่) รอบ 12.17 ใช้เวลาประมาณชั่วโมงนิดๆ

เป้าหมายจริงๆ ไม่ใช่ Yiwu แต่คือเมือง Hengdian (เหิงเตี้ยน) ที่ตั้งของ Hengdian World Studios สตูดิโอถ่ายซีรีส์จีนพีเรียดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในฐานะแฟนซีรีส์จีน ที่นี่คือดินแดนศักดิ์สิทธิ์

ทำความรู้จัก Hengdian World Studios แบบเร็วๆ

โซนยอดฮิตหลักๆ มี 4 ที่

  • 1. Palace of Ming and Qing Dynasties
    เปิด 8.30–16.30 / 180 หยวน

  • 2. Guangzhou Street + Hong Kong Street
    เปิด 14.00–20.30 (Winter) / 14.00–21.00 (Summer) / 180 หยวน

  • 3. The Palace of Qin
    เปิด 8.30–16.00 (Winter) / 8.30–16.30 (Summer) / 190 หยวน

  • 4. Qing Ming Shang He Tu
    เปิด 9.30–16.30 (Winter) / 9.30–17.00 (Summer) / 180 หยวน

นอกจากนี้ยังมี สวนสนุก Dream Valley เปิดตอนบ่ายถึงค่ำ แยกบัตรกัน

สามารถซื้อบัตรเข้าแบบแยกแต่ละโซน หรือซื้อแบบ แพ็กเกจ One Day เลือก 3 โซนหลัก (ไม่รวมสวนสนุก) ในราคา 358 หยวน เทียบเท่าซื้อ 2 โซนแล้วแถมอีก 1

เราเลือกจองผ่านแอพ trip ได้ราคาสองคนรวม 1,615 บาท ใช้พาสปอร์ตแทนตั๋วเหมือนรถไฟ ไม่ต้องมีตั๋วกระดาษให้ยุ่งยาก ไปถึงค่อยเลือกหน้างานได้ว่าจะเข้า 3 โซนไหนบ้าง เจ้าหน้าที่แค่พิมพ์เลขพาสปอร์ตก็เห็นประวัติการใช้บัตรแล้ว

จากสถานี Yiwu ไปเมือง Hengdian

ออกจากสถานีให้เดินตามป้าย Bus ไปที่ช่อง 7 จะมีรถ Shuttle ลักษณะเป็นรถตู้จอดอยู่ ค่ารถคนละ 35 หยวน บอกชื่อโรงแรมที่พัก แล้วขอ WeChat คนขับไว้สำหรับวันกลับด้วย

ประมาณบ่ายสามก็มาถึง Elan Hotel โรงแรมที่เลือกเพราะทำเลคือเลิศมาก อยู่ตรงข้าม The Palace of Qin แบบเดินไม่ถึง 5 นาที ห้องใหญ่ สวย และได้อัปเกรดฟรี ทั้งหมดนี้คืนละประมาณ 540 บาทเท่านั้น

วิวหน้าต่างคือมองออกไปเห็นโซน The Palace of Qin เลย สมค่าแก่การมาเพื่อแฟนซีรีส์จีนมากๆ

เตรียมตัวเป็นองค์หญิง : เช่าชุดฮั่นฝูก่อนวันจริง

มาเยือนสตูดิโอพีเรียดทั้งที ต้องมีรูปในชุดฮั่นฝูเก็บไว้เป็นที่ระลึก เย็นนี้เลยข้ามถนนไปหาร้านเช่าชุดก่อนเลย มีสองร้านติดกัน เลือกร้านกันสาดสีเขียว

ราคาที่ต่อรองได้คือ 170 หยวน รวมแต่งหน้า–ทำผมเต็มชุด และมีค่ามัดจำชุด 200 หยวน (จ่ายเงินสด พอคืนชุดก็ได้เงินคืนทันที) สามารถยืมพร็อพฟรีทั้งร่ม พัด รองเท้า

ร้านเปิด 8.00 แต่สตูดิโอเปิด 8.30 อยากไปถ่ายตอนคนยังน้อย เลยขอให้ร้านเปิดเร็วเป็นพิเศษตอน 7.00 ซึ่งทางร้านก็โอเค แบบไม่คิดค่าบริการเพิ่ม

จากร้านชุดเดินไปหน่อยก็เจอทางเข้าสวนสนุก Dream Valley ของ Hengdian ผ่านไปแอบเหล่บรรยากาศนิดหน่อย ก่อนมุ่งหน้าไปหาอาหารเย็น

มื้อนี้ได้กินอาหารจานไม่ใหญ่จนเกินไป เลยสั่งได้หลายอย่าง รวมข้าวแล้วราคาราว 80 หยวน หน้าตาดีทุกจาน

Day 5 : ตามรอยซีรีส์จีนใน Hengdian World Studios

เช้าตื่นมาพร้อมภารกิจแปลงร่างเป็นองค์หญิง ไปถึงร้านฮั่นฝูตอน 7.00 แต่งชุดแป๊บเดียวเสร็จ แต่เมคอัพจัดเต็มแบบสายซีรีส์ ใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆ กว่าจะเรียบร้อยพร้อมออกกล้อง

อากาศราว 15 องศา เลยแอบใส่ฮีทเทคไว้ด้านใน ชุดบางก็สู้ลมจีนได้สบาย

The Palace of Qin – โลเคชันมหากาพย์ซีรีส์จีน

จากร้านเดินไป The Palace of Qin แค่ 5 นาที ยื่นพาสปอร์ตให้เจ้าหน้าที่ แล้วเข้าได้เลย เพราะข้อมูลแพ็กเกจอยู่ในระบบหมดแล้ว

ช่วงที่ไป เพิ่งเปิดได้ราว 15 นาที คนเลยยังไม่เยอะมาก ได้รูปสวยๆ แบบแทบไม่ติดคน โดยไม่ต้องใช้แอพลบคนเลย แต่พอสายหน่อยทัวร์และทัศนศึกษาก็เริ่มทะยอยเข้า

โลเคชันแรกคือ กำแพงสูง ที่แฟนซีรีส์จีนหลายเรื่องต้องคุ้นตา เพราะเป็นฉากประจำที่ใช้ถ่ายบ่อยมาก คนดูซีรีส์น่าจะร้องอ๋อทันที เวลาแฟนเราดูยังเคยพูดว่าอยากมาเห็นกำแพงนี้ของจริง ในที่สุดก็ได้ยืนตรงนี้ด้วยตัวเอง

บรรยากาศยิ่งอินเพราะมีคนมาเป่าเครื่องดนตรี เล่นเพลงประกอบจากซีรีส์ “สามชาติสามภพ ป่าท้อสิบหลี่” อยู่ตรงนั้นพอดี ฟังแล้วขนลุก

เดินผ่านกำแพงเข้ามาก็จะเจอลานกว้างและพระราชวังสไตล์แบบที่เห็นในซีรีส์พีเรียดใหญ่ๆ

ระหว่างเดินก็เจอการแสดงฮองเฮาและขันทีออกมาเดินสร้างบรรยากาศให้สมจริงยิ่งขึ้น

ต่อมาแวะโซนสนามฝึกยุทธ จินตนาการฉากฝึกทหารในซีรีส์ได้ทันที

หน้ากำแพงเมืองก็ต้องมีซีนองค์หญิงเข้าเมืองสักช็อต

ทริคถ่ายรูปไม่ติดคน คือ ใช้ความใจเย็นเข้าไว้ ถ้ามีคนเดินผ่านเฟรมก็รอให้เค้าเดินไปก่อน ระหว่างนั้นเล็งมุม–คิดท่าโพส พอพื้นที่โล่งปุ๊บก็กดถ่ายทันที ได้รูปสวยแบบไม่ต้องไปนั่งลบคนทีหลัง

ที่นี่มีเครื่องเล่น Dragon Emperor 4D Ride ซ่อนอยู่ด้วย เป็นเครื่องเล่น 4D เปิดเป็นรอบๆ เราเดินไปถามเจ้าหน้าที่ด้วยแอพแปลภาษา รอไม่นานก็ได้เล่น สนุกและตื่นเต้นกว่าที่คิด ตัวตึกหน้าตาเหมือนมีมังกรสีดำเกาะอยู่ด้านหน้า อยู่ใกล้โซนขายอาหาร

ออกมาจากเครื่องเล่นก็เดินเจอร้านอาหารพอดี แวะเติมพลังกลางวันกัน

Qing Ming Shang He Tu – บ้านขุนนาง & ตลาดเมืองหลวง

จาก The Palace of Qin สามารถเดินไป Qing Ming Shang He Tu ได้ในราว 15 นาที โซนนี้คือหมู่บ้านขุนนาง สวนจิบน้ำชา และตลาดในเมืองหลวงที่คุ้นหน้าคุ้นตาในหลายเรื่อง แถมคนไม่เยอะ ถ่ายรูปสบายๆ

ห้องต่างๆ ภายในอาคารส่วนมากจะโล่ง ทีมงานจะมาเซ็ตพร็อพเฉพาะตอนถ่ายซีรีส์ ทำให้แต่ละเรื่องสามารถปรับบรรยากาศได้หลากหลายจากพื้นฐานโครงสร้างเดิม

ระหว่างทางเจอกองถ่ายจริงอยู่ด้วย เค้าจะกั้นพื้นที่ห้ามเข้า ทำให้รู้สึกได้ทันทีว่ากำลังอยู่ในโลเกชันที่ซีรีส์กำลังถ่ายทำกันแบบเรียลไทม์

Palace of Ming and Qing Dynasties – พระราชวังต้องห้ามเวอร์ชันถ่ายซีรีส์

สองโซนแรกใช้เวลาไปพอสมควร แต่อยู่แค่บ่ายสองนิดๆ เลยตัดสินใจไปต่อที่ที่สาม คือ Palace of Ming and Qing Dynasties หรือพระราชวังต้องห้ามจำลองแบบสเกล 1:1 กับกู้กงที่ปักกิ่ง แต่ภายในออกแบบไว้สำหรับถ่ายซีรีส์ ไม่ได้เป็นพิพิธภัณฑ์แบบตัวจริง

ระยะทางจากโซนเมื่อกี้ไกลเกินจะเดิน เลยเลือกขึ้นรถ Shuttle Bus ของสตูดิโอจากป้ายใกล้ประตู ใช้ Alipay จ่ายคนละ 2 หยวน นั่งราว 15–20 นาที คนขับจะช่วยบอกจุดลง

ถึงแล้วก็เข้าโซน Palace of Ming and Qing Dynasties ราวบ่ายสาม คนไม่เยอะมาก ถ่ายรูปได้สบาย

ออกจากโซนนี้ตอนห้าโมงเย็น ฟ้าเริ่มมืดพอดี มีแท็กซี่จอดรอหน้า Gate เลยนั่งกลับไปแถวโรงแรมที่อยู่ฝั่งตรงข้ามร้านเช่าชุด ใช้มิเตอร์และจ่ายด้วย Alipay ประมาณ 23 หยวน คืนชุด รับเงินมัดจำกลับมา แล้วข้ามถนนไปโรงแรมเก็บกระเป๋า

จากนั้นส่งข้อความหาเจ้าเดิมที่ขับ Shuttle จาก Yiwu ให้มารับที่หน้าโรงแรมตอน 18.00 ไปถึงสถานีรถไฟ Yiwu ราว 19.20 เดิมจองรถไฟกลับหางโจวรอบ 21.10 เผื่อเวลาไว้เยอะมาก แต่สถานีนี้ร้านอาหารแทบไม่มี เลยตัดสินใจไปเปลี่ยนตั๋วเป็นรอบ 19.55 แทน

การเปลี่ยนรอบคือซื้อรอบใหม่ แล้วค่อยยื่นเรื่องยกเลิกตั๋วเดิมที่จองผ่าน trip เงินค่าตั๋วจะคืนเข้าบัตรเครดิต ยกเว้นค่าธรรมเนียมแอพระดับเก้าสิบกว่าบาท

นั่งรถไฟประมาณครึ่งชั่วโมงก็มาถึง สถานี Hangzhou East เมืองหางโจว โรงแรมอยู่ห่างแค่เดิน 5 นาที ระหว่างทางแวะทานมื้อค่ำก่อนด้วย อาหารที่นี่ราคาดีมาก ทั้งโต๊ะไม่ถึง 50 หยวน

Day 6 : หางโจว – บุฟเฟต์ซีฟู้ดโหด + เดินชิลทะเลสาบซีหู

ตื่นเช้ามาเปิดม่านเห็นสถานี Hangzhou East อยู่ตรงหน้าแบบพอดี และสถานีนี้ก็เชื่อมกับ Metro สายไปสนามบินด้วย ถ้าใครจะมาหางโจว แนะนำพักแถวนี้ สะดวกมาก แถมราคาที่พักประมาณ 500 กว่าบาทต่อคืนเอง

วันนี้ตั้งใจชิล ไม่วิ่งตารางแน่น แพลนคร่าวๆ แค่ กินบุฟเฟต์ดีๆ แล้วไปเดินเล่นริมทะเลสาบซีหู เลยเปิด Douyin (TikTok จีน) หารีวิวจนเจอร้านบุฟเฟต์ซีฟู้ด+ฮอตพอตที่น่าสนใจอยู่ใกล้สถานีไปซีหูพอดี

พิกัด: ร้าน 威多港蒸汽海鲜自助 ชั้น 4 ห้าง 工联CC City Center Metro สถานี Longxiangqiao ทางออก A

ร้านเปิด 11.00 เราไปถึงตั้งแต่ 10.30 ระบบร้านคือ จ่ายเงินก่อนเข้า คนละ 149 หยวน และวางค่ามัดจำ 50 หยวน (สำหรับความเสียหาย/อาหารเหลือ) กินเสร็จเช็กบิลแล้วเขาคืนทันที เลยเลือกจ่ายมัดจำเป็นเงินสด ทานได้ 2 ชั่วโมงเต็ม

ทุกโต๊ะมีทั้งหม้อนึ่งซีฟู้ดและหม้อ Hotpot น้ำซุปพื้นฐานเป็นน้ำใส อยากกินหม่าล่าให้ไปหยิบก้อนปรุงมาใส่เอง เราใส่ไปสามก้อน เข้มข้นสะใจ

โซนเนื้อสัตว์จัดเต็มแบบเรียงอย่างสวยงาม มีตั้งแต่หมู เนื้อ ไก่ ไปจนถึงกบ

โซนซีฟู้ดคือพระเอก แทบทุกอย่างเป็นของสดอยู่ในตู้ให้คีบเอง ความสดระดับที่พอเปิดฝาหม้อนึ่ง ปูไต่หนีออกมาได้เลย

ยังไม่พอ มีโซนอาหารปรุงสุก ซูชิ ซาชิมิ ขนม และเครื่องดื่มทั้งเบียร์และเหล้าจีน เหมือนยกตลาดซีฟู้ดมาไว้ในห้าง

เราจัดหนักซีฟู้ดเป็นหลัก Hotpot ก็มีตักบ้างแต่ไม่เน้น เพราะท้องเต็มทะเลไปหมดแล้ว

มีเบียร์ให้กดฟรี ระหว่างมื้อจัดไป 4 ขวดตั้งแต่ก่อนบ่ายสอง พอครบเวลาสองชั่วโมงก็ขอไอศกรีมออกมานั่งกินต่อหน้าร้านแบบฟินๆ

เดินย่อยริมทะเลสาบซีหู – ชมเจดีย์เหลยเฟิงแบบไม่เร่งรีบ

บ่ายโมงครึ่งได้เวลาย่อยอาหาร เลยเดินไปทะเลสาบซีหู อุณหภูมิวันนั้นประมาณ 13 องศา เย็นกำลังดี ใส่แค่ Heattech + เสื้อไหมพรมก็เอาอยู่

เดินพ้นโซนช้อปปิ้งเข้าไปก็เจอทะเลสาบที่เงียบสงบ ตัดกับความคึกคักของเมืองอย่างชัดเจน ช่วงบ่ายมีผู้สูงอายุออกมารวมกลุ่มเล่นหมากรุก เต้นรำ ร้องเพลง รำไทเก๊ก เป็นชีวิตช้าที่น่ารักมาก

เดินไปไม่ไกลก็เจอ เจดีย์กลางน้ำ สัญลักษณ์ของทะเลสาบซีหู เห็นมุมนี้คนไม่ค่อยติดเฟรม จริงๆ เพราะใช้ทริคเดิมคือ “นั่งรอ” ให้คนออกจากศาลาแล้วค่อยกดถ่าย

จากนั้นเดินต่อไปเรื่อยๆ ตามริมทะเลสาบ เป้าหมายคือเดินไปให้ถึง เจดีย์เหลยเฟิง (เจดีย์ในตำนานนางพญางูขาว) ระยะทางไกลพอสมควร ใครเดินไม่ไหวมีรถบริการ คิดราคาเพิ่ม

ระหว่างทางจะเห็นตู้ Vending Machine อยู่หลายจุด ซื้อของจากตู้ได้ด้วย Alipay สะดวกมาก

เดินไปเรื่อยๆ ก็จะเจอมุมถ่ายภาพเจดีย์เหลยเฟิงที่สวยที่สุดแบบมีทะเลสาบอยู่ด้านหน้าและต้นไม้เฟรมด้านข้างพอดี

สุดท้ายเราเดินจนถึงเชิงเจดีย์เหลยเฟิงแต่ไม่ได้ขึ้น เพราะใช้เวลาเดิน+ถ่ายรูปมาจนเกือบสามชั่วโมงแล้ว ถ้าขึ้นไปแล้วเดินกลับอีกน่าจะมืด ก็เลยเลือกเดินย้อนกลับแบบค่อยๆ เก็บบรรยากาศช่วงเย็นแทน

ขาไปใช้เวลาเกือบสามชั่วโมง ขากลับเดินรวดเดียวชั่วโมงเดียวถึง จุดเจดีย์กลางน้ำตอน 17.30 ท้องฟ้าเริ่มมืด ไฟริมทางสวยไปอีกแบบ

จากนั้นเดินต่อเข้าโซนช้อปปิ้ง แวะดูของฝากเล็กน้อย แล้วนั่ง Metro กลับโรงแรม รับกระเป๋า แล้วนั่ง Metro ตรงไปสนามบิน จบทริปแบบอิ่มทั้งของกิน วิว และความทรงจำ

สรุปฟีล–งบ–ความรู้สึกหลังเที่ยวจีนเองครั้งนี้

ทริปนี้คือแพลนปุบปับแต่โคตรคุ้ม ได้ทั้งเมืองใหญ่สุดโมเดิร์นอย่างเซี่ยงไฮ้ ธรรมชาติอลังการที่หุบเขาเทวดา ฟีลย้อนยุคแบบซีรีส์จีนในเหิงเตี้ยน และวันชิลๆ ที่หางโจว แถมงบทั้งทริปยังคุมอยู่ไม่เกิน 20,000 บาทต่อคน

หลายคนอาจยังกลัวภาพจำเก่าๆ ว่าห้องน้ำจีนจะโหดมั้ย คนจีนจะเสียงดังอย่างที่เคยได้ยินหรือเปล่า แต่จากประสบการณ์รอบนี้ ห้องน้ำในห้างสะอาดมาก ส่วนคนก็ไม่ได้โวยวายอะไรอย่างที่หลายคนกลัว เมืองใหญ่ๆ เดินเที่ยวสบายและปลอดภัยกว่าที่คิดเยอะ

สรุปให้สั้นๆ:

  • เที่ยว 6 วัน 5 คืน จัดทั้งเมือง–ธรรมชาติ–สตูดิโอซีรีส์–ดิสนีย์แลนด์

  • ใช้ระบบจ่ายเงินดิจิทัลเป็นหลัก พกเงินสดนิดเดียวก็เอาอยู่

  • เดินทางด้วย Metro + รถไฟความเร็วสูงเป็นหลัก ไม่ต้องง้อทัวร์

  • ทั้งหมดนี้ งบไม่ถึง 20,000 บาท ต่อคนในยุคจีนฟรีวีซ่า

บอกได้คำเดียวว่า จีนต้องมีรอบสอง รอบสามแน่นอน ใครเล็งอยู่ อย่าคิดเยอะ แพลนดีๆ สักคืน แล้วกดจองตั๋วเหมือนทริปนี้เลย