รับแอปรับแอป

จับคู่สีให้เป๊ะ! ใช้วงล้อสีแต่งหน้ากลบทุกจุดพังบนใบหน้า

อดิศร วัฒนะ02-01

เริ่มจากสี ก่อนเริ่มจากสไตล์

ช่วงนี้ใครๆ ก็พูดถึงการแต่งหน้าตาม personal color กันสนั่น แต่ถ้าอยากให้เมกอัพดูเนียนเป๊ะแบบไม่ต้องง้อฟิลเตอร์ สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลยคือ ทฤษฎีสีและวงล้อสี (color wheel) ที่เป็นเหมือนพื้นฐานของงานผิวทั้งหมด

ต่อให้สกินแคร์และเมกอัพยุคนี้จะล้ำแค่ไหน มีไอเท็มงานผิวให้เลือกเป็นร้อย แต่ถ้าเลือก “สี” ผิด เวลาจะกลบรอยสิว ปิดแพนด้า หรือเบลอเส้นเลือดบนใบหน้า ทุกอย่างก็พังได้ในไม่กี่วินาที

ถ้าอยากให้ผิวดูเนียนเหมือนรีทัชตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการแต่งหน้า นอกจากโครงหน้า แสง และเทคนิคลงเมกอัพแล้ว ต้องให้ความสำคัญกับ การใช้สีบนวงล้อสี ให้เป็นด้วย

ทำความรู้จัก “คู่สีตรงข้าม” ผู้ช่วยกลบทุกปัญหาผิว

ทฤษฎีคู่สีตรงข้าม (Complementary Color) คือคู่สีที่เมื่อวางซ้อนกันแล้วจะช่วย หักล้างสีให้กลายเป็นสีที่ดูเป็นกลาง จึงถูกนำมาใช้ในเมกอัพงานผิวเพื่ออำพรางปัญหาต่างๆ เช่น

  • รอยคล้ำ

  • รอยดำ รอยแดง

  • ฝ้า กระ จุดด่างดำ

  • สีผิวไม่สม่ำเสมอ

บนวงล้อสีจะมีทั้งหมด 12 สี และแบ่งออกเป็น 6 คู่สีตรงข้าม ซึ่งเมื่อนำมาใช้ร่วมกันอย่างถูกวิธี จะช่วยกลบสีของจุดบกพร่องบนใบหน้า ทำให้ผิวดูกลับมาสมดุลและกลมกลืนมากขึ้น

6 คู่สีสำคัญ ใช้ให้เป็น ผิวก็ปังขึ้นทันที

มาดูทีละสีแบบเข้าใจง่าย ว่าควรหยิบสีไหนมาแก้ปัญหาอะไรบนผิวหน้า

1. GREEN – คู่ตรงข้ามของสีแดง

สีเขียวคือสียอดฮิตในกลุ่มคอร์เร็กเตอร์ เพราะทำความเข้าใจง่ายและเห็นผลชัด ใช้เพื่อ

  • กลบรอยแดงจากสิว

  • ปกปิดเส้นเลือดฝอย

  • ช่วยเบลอรอยสิวใหม่ๆ

  • ปรับผิวที่มีอันเดอร์โทนเหลืองให้ดูสว่างขึ้น

ทิปส์: ลงบางๆ เฉพาะบริเวณที่แดงจริงๆ แล้วค่อยตามด้วยรองพื้นหรือคอนซีลเลอร์ที่เข้ากับสีผิว

2. YELLOW – คู่ตรงข้ามของสีม่วง

สีเหลืองเป็นอีกหนึ่งสีที่มีไอเท็มงานผิวให้เลือกเยอะมาก เพราะช่วยแก้ปัญหา

  • ผิวหมองคล้ำ

  • สีผิวไม่สม่ำเสมอ

  • รอยคล้ำที่ดูอมม่วงหรือหม่น

  • รอยช้ำบางประเภท

ใช้คอนซีลเลอร์หรือคอร์เร็กเตอร์สีเหลืองแตะบริเวณใต้ตา มุมปาก หรือจุดที่ผิวดูหมอง จะช่วยให้หน้าดูสดใสขึ้นแบบเนียนๆ

3. RED – คู่ตรงข้ามของสีเขียว

สีแดงอาจดูแรง แต่ถ้าใช้ถูกวิธีกลับช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้นได้ โดยเฉพาะในกรณีเหล่านี้

  • คนที่มีเส้นเลือดทำให้ผิวดูไม่สม่ำเสมอ

  • ผิวโทนเข้มที่อยากเพิ่มความสว่างให้รองพื้น

สามารถใช้เบสหรือคอร์เร็กเตอร์สีแดงบางๆ เป็นเลเยอร์แรก แล้วลงรองพื้นทับ จะช่วยบาลานซ์สีผิวให้ดูสม่ำเสมอมากขึ้น

4. PURPLE – คู่ตรงข้ามของสีเหลือง

แม้ในต้นฉบับจะสะกดผิด แต่ที่ใช้จริงคือ สีม่วง (Purple) ซึ่งเหมาะกับคนที่มี

  • ผิวโทนเหลืองแบบไม่สม่ำเสมอ

  • ผิวดูหม่น ขาดความเปล่งปลั่ง

การใช้เบสหรือแป้งโทนม่วงช่วยให้

  • ผิวดูไบรท์ขึ้น

  • สีผิวดูเนียนและกระจ่างใส

  • ช่วยกลบรอยฟกช้ำหรือเส้นเลือดบางจุดได้

5. PINK – คู่ตรงข้ามของสีเขียวในกลุ่มรอยช้ำอมเขียวอมม่วง

สีชมพูเหมาะมากสำหรับ

  • รอยช้ำโทนม่วงหรือเขียว

  • ผิวที่ผ่านหัตถการแล้วมีรอยช้ำ

ใช้คอร์เร็กเตอร์สีชมพูแตะเบาๆ บนรอยช้ำก่อนลงรองพื้น จะช่วยพรางให้ผิวดูกลมกลืนขึ้นแบบไม่สะดุดตา

6. ORANGE – คู่ตรงข้ามของสีน้ำเงิน

สีส้มมักถูกใช้เพื่อ

  • กลบรอยเส้นเลือดโทนเขียวและน้ำเงิน

  • ช่วยลดความหมองคล้ำโดยเฉพาะบนผิวโทนเข้ม

ทั้งคอร์เร็กเตอร์สีส้ม หรือแป้งฝุ่นที่มีเม็ดสีส้มเป็นหลัก สามารถช่วยให้ผิวดูสว่างและมีมิติขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ

Corrector vs Concealer ต่างกันยังไง ใช้อะไรตอนไหน?

หลายคนสับสนว่า Corrector กับ Concealer คืออย่างเดียวกันหรือเปล่า จริงๆ แล้วสองตัวนี้อยู่ในตระกูลเดียวกันก็จริง แต่มีหน้าที่และโทนสีที่ต่างกันชัดเจน

Concealer

  • โทนสีใกล้เคียงกับสีผิว

  • มีตั้งแต่โทนสว่าง โทนกลาง ไปจนถึงโทนเข้ม ครอบคลุมทุกสีผิว

  • ใช้เพื่อ
    • ปกปิดเฉพาะจุด

    • กลบสิว จุดด่างดำ

    • เก็บรายละเอียดหลังจากลงรองพื้น

Corrector

  • เน้นสีที่ “ไม่เหมือนสีผิว” เช่น เขียว ม่วง เหลือง แดง ฟ้า ชมพู

  • จุดประสงค์หลักคือ แก้สี (Color Correct) ไม่ใช่แค่ปกปิด

  • ใช้เพื่อลดโทนสีของปัญหาผิว เช่น รอยแดง รอยคล้ำ รอยช้ำ ก่อนจะตามด้วยรองพื้นหรือคอนซีลเลอร์

สรุปง่ายๆ: ใช้ Corrector เพื่อ “ปรับสี” ใช้ Concealer เพื่อ “เก็บรายละเอียดและกลบสุดท้าย”

เทคนิคใช้คอร์เร็กเตอร์ให้เนียน ไม่ตกร่อง

ก่อนจะลงคอร์เร็กเตอร์ ถ้าอยากให้เมกอัพติดทนและไม่เป็นคราบ มีเทคนิคเล็กๆ ที่ช่วยได้มาก

  • ลง ไพรเมอร์ ปรับผิวก่อน ช่วยให้ผิวเนียนขึ้นและลดโอกาสเมกอัพตกร่อง

  • เลือกเนื้อผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับสภาพผิว เช่น ผิวแห้งใช้เนื้อครีม ผิวมันใช้เนื้อบางเบา

  • เกลี่ยคอร์เร็กเตอร์ให้เนียนก่อนเสมอ แล้วค่อยลงรองพื้นหรือคอนซีลเลอร์ทับ

  • หลังแต่งหน้าเสร็จ ควร เซ็ตด้วยแป้งฝุ่น เพื่อ

    • คุมความมัน

    • ล็อกเมกอัพให้อยู่ทนทั้งวัน

    • ช่วยให้ผิวดูสว่างและกระจ่างใสขึ้น

รวมไอเท็มช่วยปรับสีผิวและล็อกงานผิวให้เป๊ะ

พาเลตต์คอร์เร็กเตอร์ & คอนซีลเลอร์

  • Correct & Perfect All-in-One Color Correcting Palette
    คอร์เร็กเตอร์ 5 เฉดสี พร้อมเซตติ้งพาวเดอร์ 2 เฉดในตลับเดียว ออกแบบมาเพื่อปกปิดจุดบกพร่องและปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ดูกระจ่างใสแบบครบจบ

  • Pro Concealer Palette สี 01 Cover
    พาเลตต์คอนซีลเลอร์ 9 เฉดสี ใช้ได้ทั้งการปกปิด คอนทัวร์ และแก้ไขทรงหน้า ปรับให้เข้ากับทุกโทนสีผิว ช่วยให้งานผิวดูสมบูรณ์และกลมกลืน

แป้งฝุ่นและแป้งโทนอัพสำหรับผิวใสเป็นฟิลเตอร์

  • Easy Bake Loose Powder สี UBE Birthday Cake
    แป้งฝุ่นโปร่งแสงที่ช่วยลดความหมองคล้ำ ทำให้ผิวดูสว่างเรียบเนียน เหมาะสำหรับใช้เซ็ตงานผิวให้ดูไบรท์ขึ้น

  • Prisme Libre 4-Color Loose Powder สี N° 01 Mousseline Pastel
    แป้งฝุ่น 4 เฉดสีเนื้อเนียนละเอียด ช่วยเพิ่มมิติให้ใบหน้า กระจายแสงอย่างสวยงาม พร้อมควบคุมความมันโดยไม่ทำให้สีเมกอัพดรอป

  • Skin Veil Tone-Up Powder
    แป้งโทนอัพสีม่วงอณูละเอียด ช่วยให้ผิวดูสว่าง ปรับความไม่เรียบเนียน และพรางรูขุมขน แถมยังช่วยลดความหมองคล้ำระหว่างวัน

ไพรเมอร์ปรับโทนก่อนแต่งจริง

  • Step 1 Primer Color Corrector สี Redness Corrector
    ไพรเมอร์ที่ช่วยบาลานซ์โทนแดง โทนเหลือง และผิวหมองให้กลับมาดูเนียนสว่างอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้เมกอัพที่ลงตามมาติดทนและดูเรียบลื่นกว่าเดิม

สรุป: อยากแต่งหน้าปัง ต้องเข้าใจเรื่อง “สี” ก่อน

การแต่งหน้าที่ดูเนียนเหมือนผิวดีมาตั้งแต่เกิด ไม่ได้อยู่ที่รองพื้นแพงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ เราเข้าใจวงล้อสีและคู่สีตรงข้ามมากแค่ไหน

  • ใช้คู่สีตรงข้ามให้ถูกจุด ผิวจะดูเป็นกลางและเรียบเนียนขึ้นทันที

  • เลือก Corrector และ Concealer ให้เหมาะกับปัญหาผิว ไม่ต้องลงหนาหนักก็เอาอยู่

  • อย่าลืมเตรียมผิวด้วยไพรเมอร์ และล็อกทุกอย่างด้วยแป้งฝุ่นเพื่อความเป๊ะทั้งวัน

เมื่อเข้าใจเรื่องสี การแต่งหน้ากลบสิว กลบแพนด้า หรือปิดรอยช้ำ ก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แถมยังช่วยให้งานผิวดูแพงและละเอียดได้แบบมือโปรด้วยตัวเอง