เริ่มจากสี ก่อนเริ่มจากสไตล์
ช่วงนี้ใครๆ ก็พูดถึงการแต่งหน้าตาม personal color กันสนั่น แต่ถ้าอยากให้เมกอัพดูเนียนเป๊ะแบบไม่ต้องง้อฟิลเตอร์ สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลยคือ ทฤษฎีสีและวงล้อสี (color wheel) ที่เป็นเหมือนพื้นฐานของงานผิวทั้งหมด
ต่อให้สกินแคร์และเมกอัพยุคนี้จะล้ำแค่ไหน มีไอเท็มงานผิวให้เลือกเป็นร้อย แต่ถ้าเลือก “สี” ผิด เวลาจะกลบรอยสิว ปิดแพนด้า หรือเบลอเส้นเลือดบนใบหน้า ทุกอย่างก็พังได้ในไม่กี่วินาที
ถ้าอยากให้ผิวดูเนียนเหมือนรีทัชตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการแต่งหน้า นอกจากโครงหน้า แสง และเทคนิคลงเมกอัพแล้ว ต้องให้ความสำคัญกับ การใช้สีบนวงล้อสี ให้เป็นด้วย
ทำความรู้จัก “คู่สีตรงข้าม” ผู้ช่วยกลบทุกปัญหาผิว
ทฤษฎีคู่สีตรงข้าม (Complementary Color) คือคู่สีที่เมื่อวางซ้อนกันแล้วจะช่วย หักล้างสีให้กลายเป็นสีที่ดูเป็นกลาง จึงถูกนำมาใช้ในเมกอัพงานผิวเพื่ออำพรางปัญหาต่างๆ เช่น
รอยคล้ำ
รอยดำ รอยแดง
ฝ้า กระ จุดด่างดำ
สีผิวไม่สม่ำเสมอ
บนวงล้อสีจะมีทั้งหมด 12 สี และแบ่งออกเป็น 6 คู่สีตรงข้าม ซึ่งเมื่อนำมาใช้ร่วมกันอย่างถูกวิธี จะช่วยกลบสีของจุดบกพร่องบนใบหน้า ทำให้ผิวดูกลับมาสมดุลและกลมกลืนมากขึ้น
6 คู่สีสำคัญ ใช้ให้เป็น ผิวก็ปังขึ้นทันที
มาดูทีละสีแบบเข้าใจง่าย ว่าควรหยิบสีไหนมาแก้ปัญหาอะไรบนผิวหน้า
1. GREEN – คู่ตรงข้ามของสีแดง
สีเขียวคือสียอดฮิตในกลุ่มคอร์เร็กเตอร์ เพราะทำความเข้าใจง่ายและเห็นผลชัด ใช้เพื่อ
กลบรอยแดงจากสิว
ปกปิดเส้นเลือดฝอย
ช่วยเบลอรอยสิวใหม่ๆ
ปรับผิวที่มีอันเดอร์โทนเหลืองให้ดูสว่างขึ้น
ทิปส์: ลงบางๆ เฉพาะบริเวณที่แดงจริงๆ แล้วค่อยตามด้วยรองพื้นหรือคอนซีลเลอร์ที่เข้ากับสีผิว
2. YELLOW – คู่ตรงข้ามของสีม่วง
สีเหลืองเป็นอีกหนึ่งสีที่มีไอเท็มงานผิวให้เลือกเยอะมาก เพราะช่วยแก้ปัญหา
ผิวหมองคล้ำ
สีผิวไม่สม่ำเสมอ
รอยคล้ำที่ดูอมม่วงหรือหม่น
รอยช้ำบางประเภท
ใช้คอนซีลเลอร์หรือคอร์เร็กเตอร์สีเหลืองแตะบริเวณใต้ตา มุมปาก หรือจุดที่ผิวดูหมอง จะช่วยให้หน้าดูสดใสขึ้นแบบเนียนๆ
3. RED – คู่ตรงข้ามของสีเขียว
สีแดงอาจดูแรง แต่ถ้าใช้ถูกวิธีกลับช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้นได้ โดยเฉพาะในกรณีเหล่านี้
คนที่มีเส้นเลือดทำให้ผิวดูไม่สม่ำเสมอ
ผิวโทนเข้มที่อยากเพิ่มความสว่างให้รองพื้น
สามารถใช้เบสหรือคอร์เร็กเตอร์สีแดงบางๆ เป็นเลเยอร์แรก แล้วลงรองพื้นทับ จะช่วยบาลานซ์สีผิวให้ดูสม่ำเสมอมากขึ้น
4. PURPLE – คู่ตรงข้ามของสีเหลือง
แม้ในต้นฉบับจะสะกดผิด แต่ที่ใช้จริงคือ สีม่วง (Purple) ซึ่งเหมาะกับคนที่มี
ผิวโทนเหลืองแบบไม่สม่ำเสมอ
ผิวดูหม่น ขาดความเปล่งปลั่ง
การใช้เบสหรือแป้งโทนม่วงช่วยให้
ผิวดูไบรท์ขึ้น
สีผิวดูเนียนและกระจ่างใส
ช่วยกลบรอยฟกช้ำหรือเส้นเลือดบางจุดได้
5. PINK – คู่ตรงข้ามของสีเขียวในกลุ่มรอยช้ำอมเขียวอมม่วง
สีชมพูเหมาะมากสำหรับ
รอยช้ำโทนม่วงหรือเขียว
ผิวที่ผ่านหัตถการแล้วมีรอยช้ำ
ใช้คอร์เร็กเตอร์สีชมพูแตะเบาๆ บนรอยช้ำก่อนลงรองพื้น จะช่วยพรางให้ผิวดูกลมกลืนขึ้นแบบไม่สะดุดตา
6. ORANGE – คู่ตรงข้ามของสีน้ำเงิน
สีส้มมักถูกใช้เพื่อ
กลบรอยเส้นเลือดโทนเขียวและน้ำเงิน
ช่วยลดความหมองคล้ำโดยเฉพาะบนผิวโทนเข้ม
ทั้งคอร์เร็กเตอร์สีส้ม หรือแป้งฝุ่นที่มีเม็ดสีส้มเป็นหลัก สามารถช่วยให้ผิวดูสว่างและมีมิติขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ
Corrector vs Concealer ต่างกันยังไง ใช้อะไรตอนไหน?
หลายคนสับสนว่า Corrector กับ Concealer คืออย่างเดียวกันหรือเปล่า จริงๆ แล้วสองตัวนี้อยู่ในตระกูลเดียวกันก็จริง แต่มีหน้าที่และโทนสีที่ต่างกันชัดเจน
Concealer
โทนสีใกล้เคียงกับสีผิว
มีตั้งแต่โทนสว่าง โทนกลาง ไปจนถึงโทนเข้ม ครอบคลุมทุกสีผิว
- ใช้เพื่อ
ปกปิดเฉพาะจุด
กลบสิว จุดด่างดำ
เก็บรายละเอียดหลังจากลงรองพื้น
Corrector
เน้นสีที่ “ไม่เหมือนสีผิว” เช่น เขียว ม่วง เหลือง แดง ฟ้า ชมพู
จุดประสงค์หลักคือ แก้สี (Color Correct) ไม่ใช่แค่ปกปิด
ใช้เพื่อลดโทนสีของปัญหาผิว เช่น รอยแดง รอยคล้ำ รอยช้ำ ก่อนจะตามด้วยรองพื้นหรือคอนซีลเลอร์
สรุปง่ายๆ: ใช้ Corrector เพื่อ “ปรับสี” ใช้ Concealer เพื่อ “เก็บรายละเอียดและกลบสุดท้าย”
เทคนิคใช้คอร์เร็กเตอร์ให้เนียน ไม่ตกร่อง
ก่อนจะลงคอร์เร็กเตอร์ ถ้าอยากให้เมกอัพติดทนและไม่เป็นคราบ มีเทคนิคเล็กๆ ที่ช่วยได้มาก
ลง ไพรเมอร์ ปรับผิวก่อน ช่วยให้ผิวเนียนขึ้นและลดโอกาสเมกอัพตกร่อง
เลือกเนื้อผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับสภาพผิว เช่น ผิวแห้งใช้เนื้อครีม ผิวมันใช้เนื้อบางเบา
เกลี่ยคอร์เร็กเตอร์ให้เนียนก่อนเสมอ แล้วค่อยลงรองพื้นหรือคอนซีลเลอร์ทับ
หลังแต่งหน้าเสร็จ ควร เซ็ตด้วยแป้งฝุ่น เพื่อ
คุมความมัน
ล็อกเมกอัพให้อยู่ทนทั้งวัน
ช่วยให้ผิวดูสว่างและกระจ่างใสขึ้น
รวมไอเท็มช่วยปรับสีผิวและล็อกงานผิวให้เป๊ะ
พาเลตต์คอร์เร็กเตอร์ & คอนซีลเลอร์
Correct & Perfect All-in-One Color Correcting Palette
คอร์เร็กเตอร์ 5 เฉดสี พร้อมเซตติ้งพาวเดอร์ 2 เฉดในตลับเดียว ออกแบบมาเพื่อปกปิดจุดบกพร่องและปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ดูกระจ่างใสแบบครบจบPro Concealer Palette สี 01 Cover
พาเลตต์คอนซีลเลอร์ 9 เฉดสี ใช้ได้ทั้งการปกปิด คอนทัวร์ และแก้ไขทรงหน้า ปรับให้เข้ากับทุกโทนสีผิว ช่วยให้งานผิวดูสมบูรณ์และกลมกลืน
แป้งฝุ่นและแป้งโทนอัพสำหรับผิวใสเป็นฟิลเตอร์
Easy Bake Loose Powder สี UBE Birthday Cake
แป้งฝุ่นโปร่งแสงที่ช่วยลดความหมองคล้ำ ทำให้ผิวดูสว่างเรียบเนียน เหมาะสำหรับใช้เซ็ตงานผิวให้ดูไบรท์ขึ้นPrisme Libre 4-Color Loose Powder สี N° 01 Mousseline Pastel
แป้งฝุ่น 4 เฉดสีเนื้อเนียนละเอียด ช่วยเพิ่มมิติให้ใบหน้า กระจายแสงอย่างสวยงาม พร้อมควบคุมความมันโดยไม่ทำให้สีเมกอัพดรอปSkin Veil Tone-Up Powder
แป้งโทนอัพสีม่วงอณูละเอียด ช่วยให้ผิวดูสว่าง ปรับความไม่เรียบเนียน และพรางรูขุมขน แถมยังช่วยลดความหมองคล้ำระหว่างวัน
ไพรเมอร์ปรับโทนก่อนแต่งจริง
Step 1 Primer Color Corrector สี Redness Corrector
ไพรเมอร์ที่ช่วยบาลานซ์โทนแดง โทนเหลือง และผิวหมองให้กลับมาดูเนียนสว่างอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้เมกอัพที่ลงตามมาติดทนและดูเรียบลื่นกว่าเดิม
สรุป: อยากแต่งหน้าปัง ต้องเข้าใจเรื่อง “สี” ก่อน
การแต่งหน้าที่ดูเนียนเหมือนผิวดีมาตั้งแต่เกิด ไม่ได้อยู่ที่รองพื้นแพงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ เราเข้าใจวงล้อสีและคู่สีตรงข้ามมากแค่ไหน
ใช้คู่สีตรงข้ามให้ถูกจุด ผิวจะดูเป็นกลางและเรียบเนียนขึ้นทันที
เลือก Corrector และ Concealer ให้เหมาะกับปัญหาผิว ไม่ต้องลงหนาหนักก็เอาอยู่
อย่าลืมเตรียมผิวด้วยไพรเมอร์ และล็อกทุกอย่างด้วยแป้งฝุ่นเพื่อความเป๊ะทั้งวัน
เมื่อเข้าใจเรื่องสี การแต่งหน้ากลบสิว กลบแพนด้า หรือปิดรอยช้ำ ก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แถมยังช่วยให้งานผิวดูแพงและละเอียดได้แบบมือโปรด้วยตัวเอง

