ZestBuy

คู่มือไทยช่วยไทยพลัส 60/40 สำหรับร้านค้า

โปรไฟล์ ZestBuy AIZestBuy AI05-23
ความสนใจฟาสต์ฟู้ด

ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 สำหรับร้านค้า–ร้านอาหาร ทำไมต้องรีบสมัคร

โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 คือมาตรการของรัฐบาลปี 2569 ที่ต่อยอดจากโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” โดยปรับสัดส่วนการช่วยจ่ายใหม่ให้รัฐช่วยมากขึ้น คือ

  • รัฐช่วยจ่าย 60%

  • ประชาชนจ่ายเอง 40%

ประชาชนใช้สิทธิผ่านแอปฯ เป๋าตัง – G-Wallet ส่วนร้านค้ารับเงินผ่านแอปฯ ถุงเงิน โดยเปิดใช้สิทธิระหว่าง 1 มิ.ย. – 30 ก.ย. 2569 เวลา 06.00–23.00 น. (ฟู้ดเดลิเวอรี 15 มิ.ย.–30 ก.ย. 2569 เวลา 06.00–21.00 น.)

รอบนี้สำคัญกับร้านค้าปลีกและร้านอาหารเพราะ

  • รัฐช่วยมากขึ้นจากเดิม 50/50 เป็น 60/40 ทำให้ลูกค้ากล้าจับจ่ายมากขึ้น

  • มีการเปิดสิทธิให้ใช้ผ่าน Food Delivery ช่วยเพิ่มช่องทางขายให้ร้าน

  • ร้านเดิมเพียงกดยืนยันในแอปฯ ก็กลับเข้าร่วมได้ทันที

สำหรับร้านค้าที่อยากเพิ่มยอดขายช่วงค่าครองชีพสูง การเข้าร่วมโครงการนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ควรเตรียมตัวให้พร้อมตั้งแต่เริ่มเปิดใช้สิทธิ


ทำความเข้าใจโครงสร้างสิทธิ 60/40 และกระแสเงินสดของร้าน

โครงการกำหนดให้รัฐและประชาชนร่วมจ่ายในอัตรา 60/40 โดยมีหลักการดังนี้

  • รัฐสนับสนุนสูงสุด 200 บาท/คน/วัน

  • จำกัดสิทธิ 1,000 บาท/คน/เดือน (รวม 4 เดือน = 4,000 บาทต่อคน)

  • หากใช้ไม่หมดในเดือนนั้น จะไม่ทบไปเดือนถัดไป

ตัวอย่างการใช้สิทธิที่กระทรวงการคลังชี้แจง

  • หากประชาชนต้องการใช้สิทธิเต็ม 200 บาท/วัน

    • ต้องมียอดใช้จ่ายรวมประมาณ 333–334 บาทต่อวัน

    • รัฐจ่าย 60% = 200 บาท

    • ประชาชนจ่าย 40% = ประมาณ 134 บาท

  • ตัวอย่างสินค้า 100 บาท
    • เดิม 50/50 ประชาชนจ่าย 50 รัฐช่วย 50

    • แบบใหม่ 60/40 ประชาชนจ่าย 40 บาท รัฐช่วย 60 บาท

ร้านค้าได้รับเงินอย่างไร

  • ลูกค้าชำระส่วน 40% ผ่าน G-Wallet ในแอปฯ เป๋าตัง

  • ส่วน 60% ที่รัฐร่วมจ่าย จะถูกโอนเข้าร้านผ่านแอปฯ ถุงเงิน ตามระยะเวลาที่กรมบัญชีกลางกำหนด

  • ร้านค้าต้องรับชำระเงินผ่านระบบที่เชื่อมกับถุงเงินเท่านั้น จึงจะถือว่าเป็นรายการภายใต้โครงการ

ผลต่อกระแสเงินสดของร้าน

  • ร้านจะได้รับยอดขายเต็มตามราคาสินค้า/บริการ (40% จากลูกค้า + 60% จากรัฐ)

  • เงินส่วนจากรัฐไม่ได้เข้าทันที ณ จุดขาย แต่จะถูกโอนภายหลัง จึงควรตรวจสอบยอดและติดตามการโอนเงินอย่างสม่ำเสมอผ่านแอปฯ ถุงเงิน


คุณสมบัติและประเภทกิจการที่สมัครได้

ร้านค้าที่เข้าร่วมได้ต้องเป็นผู้ประกอบการคนไทยในหมวด อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป และบริการขนส่งสาธารณะ โดยมีเกณฑ์หลัก ๆ ดังนี้

1. ผู้ประกอบการร้านอาหาร–เครื่องดื่ม–สินค้าทั่วไป

ต้องเป็นผู้ประกอบการที่มีสัญชาติไทย แบ่งได้เป็นกลุ่มย่อย เช่น

  • ผู้ประกอบการที่ ไม่ใช่นิติบุคคล

  • ร้านค้าธงฟ้าฯ ที่ไม่ใช่นิติบุคคล (ยกเว้นร้านธงฟ้าฯ ของสหกรณ์ตาม พ.ร.บ. สหกรณ์)

  • ร้านค้าของกองทุนหมู่บ้าน/กองทุนชุมชนเมือง

  • ร้านค้าของวิสาหกิจชุมชนตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เงื่อนไขสำคัญ

  • ต้อง ไม่เป็นร้านสะดวกซื้อธุรกิจแฟรนไชส์

  • ต้อง ไม่ประกอบกิจการในลักษณะรับสินค้าคนอื่นมาขายแล้วส่งเงินคืน โดยรับค่าตอบแทนจากยอดขาย

  • กิจการต้องมีรูปแบบการประกอบการที่ ตรวจสอบได้

2. ผู้ประกอบการด้านขนส่งสาธารณะ

ต้องเป็นคนไทย และไม่ใช่นิติบุคคล เช่น

  • TAXI-METER

  • รถตู้โดยสารประจำทางที่จดทะเบียนถูกต้อง

  • รถสามล้อสาธารณะ

  • รถสองแถวรับจ้าง

  • รถจักรยานยนต์สาธารณะ (ต้องมีใบขับขี่รถสาธารณะถูกต้อง)

  • รถรับจ้างขนส่งผู้โดยสารที่ตรวจสอบได้ เช่น สามล้อถีบ

3. ผู้ประกอบการขนส่งมวลชนสาธารณะ

เช่น

  • รถไฟฟ้าในเขตเมือง

  • รถไฟ

  • รถโดยสารประจำทางสาธารณะ และรถร่วมบริการ

  • เรือโดยสารสาธารณะ

4. นิติบุคคลขนาดเล็กบางประเภท

  • บริษัท/ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย

  • ยื่น ภ.ง.ด.50 รอบบัญชี 2567 แล้ว

  • ขายอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป หรือให้บริการขนส่งสาธารณะ

  • รายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท ตามฐานข้อมูลกรมสรรพากร ณ 30 เม.ย. 2569

  • ผู้ให้บริการขนส่งต้องมีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย

ร้านที่สมัครไม่ได้ในรอบนี้

  • ร้านนวด

  • ร้านสปา

  • ร้านทำผม

  • ร้านทำเล็บ

  • ร้านสะดวกซื้อแบบแฟรนไชส์

ทั้งนี้ รัฐเน้นช่วยค่าครองชีพด้านสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น จึงไม่เปิดให้ร้านบริการที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเข้าร่วมในรอบนี้

ร้านค้าต้องไม่มีประวัติถูกระงับสิทธิ

ร้านค้าจะต้อง ไม่เคยถูก สศค. ระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืน ในโครงการของรัฐดังต่อไปนี้

  • คนละครึ่ง ระยะที่ 1 – 5

  • คนละครึ่ง พลัส

ประเภทสินค้า–บริการที่เข้าร่วมได้

  • อาหาร

  • เครื่องดื่ม

  • สินค้าทั่วไป

  • บริการขนส่งสาธารณะ

ไม่รวม

  • สลากกินแบ่งรัฐบาล

  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

  • ผลิตภัณฑ์ยาสูบ

  • บัตรกำนัล

  • บัตรเงินสด

  • การชำระค่าสินค้า/บริการล่วงหน้า


ขั้นตอนสมัครเข้าร่วมไทยช่วยไทยพลัส 60/40 สำหรับร้านค้า (ละเอียด)

ร้านค้าถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ ร้านเดิม (เคยร่วมคนละครึ่ง พลัส) และ ร้านใหม่ (ไม่เคยร่วมมาก่อน) โดยมีขั้นตอนต่างกัน

1. ร้านค้าเดิม – เคยร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส

ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ เพียงกดยืนยันสิทธิในแอปฯ ถุงเงิน

  • ช่วงเวลากดยืนยัน: 25 พ.ค. – 30 ก.ย. 2569

  • ขั้นตอน
    1. เปิดแอปฯ ถุงเงิน

    2. กดที่แบนเนอร์โครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40

    3. อ่านและยอมรับเงื่อนไขโครงการ

    4. ระบบจะยืนยันสิทธิทันที

หลังจากนั้น ร้านค้าจะเริ่มรับสิทธิได้ตั้งแต่

  • 1 มิ.ย. 2569 เวลา 06.00–23.00 น.

และสามารถเริ่มผูกแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีผ่านแอปฯ ถุงเงินได้ตั้งแต่

  • 10 มิ.ย. 2569 เวลา 06.00–23.00 น.

เริ่มรับสิทธิผ่านฟู้ดเดลิเวอรีได้ตั้งแต่

  • 15 มิ.ย. 2569 เวลา 06.00–21.00 น.

โครงการสิ้นสุด

  • 30 ก.ย. 2569 เวลา 23.00 น.

2. ร้านค้าใหม่ – ไม่เคยร่วมคนละครึ่ง พลัสมาก่อน

ร้านค้าใหม่ต้องผ่านขั้นตอนเปิดบัญชีและสมัครเป็นร้านค้าถุงเงินก่อน จากนั้นจึงสมัครเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส

ช่วงเวลารับสมัครร้านใหม่

  • 25 พ.ค. – 31 ก.ค. 2569 (ตามเวลาทำการของสาขาธนาคารกรุงไทย)

ช่องทางสมัคร

ขั้นตอนหลัก ๆ

  1. เปิดบัญชีกรุงไทย หรือสมัครเป็นร้านค้าถุงเงิน

  2. เตรียมเอกสารและยื่นใบสมัครที่ได้รับการรับรองว่าประกอบกิจการจริงจากเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ (รวมทั้งรูปถ่ายร้านค้า ตามที่กำหนด)

  3. เจ้าหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติและเอกสารของร้านค้า

  4. รอผลอนุมัติ ไม่เกิน 5 วัน

  5. เมื่อได้รับ SMS ยืนยันสิทธิ
    • เข้าสู่แอปฯ ถุงเงิน

    • กดแบนเนอร์โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40

    • กดยอมรับเงื่อนไขเพื่อเข้าโครงการ

ไทม์ไลน์สำคัญของร้านค้าใหม่

  • ก่อน 25 พ.ค. 69: เปิดบัญชีกรุงไทย/สมัครถุงเงิน และตรวจสอบคุณสมบัติ

  • 25 พ.ค. 69: เริ่มยื่นเอกสารสมัครที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา

  • 1 มิ.ย. 69: ร้านค้าถุงเงินเริ่มรับสิทธิ เวลา 06.00–23.00 น.

  • 10 มิ.ย. 69: เริ่มผูกแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี เวลา 06.00–23.00 น.

  • 15 มิ.ย. 69: เริ่มรับสิทธิผ่านฟู้ดเดลิเวอรี เวลา 06.00–21.00 น.

  • 31 ก.ค. 69: ปิดรับลงทะเบียนร้านค้าใหม่

  • 30 ก.ย. 69: สิ้นสุดโครงการ เวลา 23.00 น.

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการรับเงินภาครัฐ การใช้งานแอปฯ ถุงเงิน หรือสถานะการลงทะเบียน สามารถโทรสอบถามได้ที่ 0 2111 1122 กด 3 ตลอด 24 ชั่วโมง


การเชื่อมระบบชำระเงินให้ลูกค้าใช้สิทธิได้ทันที

หลังจากร้านได้รับอนุมัติเข้าร่วมโครงการแล้ว จุดสำคัญคือการเตรียมระบบให้ลูกค้าสามารถใช้สิทธิได้จริงผ่านแอปฯ

1. การติดตั้งและใช้งานแอปร้านค้า “ถุงเงิน”

  • ร้านต้องมีแอปฯ ถุงเงิน ใช้รับเงินสิทธิจากรัฐ

  • เข้าสู่ระบบด้วยบัญชีที่ผูกไว้ตอนสมัคร

  • ตรวจสอบว่าแบนเนอร์โครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 แสดงสถานะว่าเข้าร่วมแล้ว

2. การรับชำระผ่าน QR/PromptPay

แม้ข้อมูลในชุดอ้างอิงไม่ได้อธิบายรายละเอียดเชิงเทคนิค แต่ในเชิงหลักการคือ

  • ลูกค้าจะชำระเงินผ่าน G-Wallet ในแอปฯ เป๋าตัง โดยร้านรับเงินผ่านวอลเลตร้านค้าหรือบัญชีที่ผูกไว้ในถุงเงิน

  • ร้านต้องพร้อมแสดง QR ที่ระบบถุงเงินกำหนด (หากเกี่ยวข้อง) เพื่อให้ลูกค้าสแกนจ่ายได้สะดวก

3. การเชื่อมระบบ Food Delivery

  • ตั้งแต่ 10 มิ.ย. 69 ร้านค้าสามารถเริ่มผูกแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี ผ่านแอปฯ ถุงเงิน (เวลา 06.00–23.00 น.)

  • ต้องรอการอนุมัติประมาณ 5 วัน

  • ประชาชนจะเริ่มใช้สิทธิสั่งอาหารผ่านฟู้ดเดลิเวอรีได้ตั้งแต่ 15 มิ.ย. – 30 ก.ย. 69 เวลา 06.00–21.00 น.

4. การทดสอบระบบและการแก้ปัญหาที่พบบ่อย

หากเกิดปัญหาเกี่ยวกับการรับชำระ หรือไม่เห็นรายการรับสิทธิ สามารถ

  • ตรวจสอบสถานะร้านในแอปฯ ถุงเงิน

  • โทร 0 2111 1122 กด 3 เพื่อตรวจสอบรายการรับเงินภาครัฐ และสถานะลงทะเบียนร้านค้า


กลยุทธ์โปรโมทร้านเพื่อดึงลูกค้าใช้สิทธิ

จากข้อมูลโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ร้านค้าสามารถใช้จุดแข็งของโครงการมาช่วยดึงลูกค้า เช่น

  • แจ้งให้ลูกค้าทราบอย่างชัดเจนว่าร้าน เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 แล้ว

  • ระบุช่วงเวลาที่ใช้สิทธิได้ (06.00–23.00 น., ฟู้ดเดลิเวอรี 06.00–21.00 น.)

  • สื่อสารให้ลูกค้ารู้ว่า รัฐช่วยจ่าย 60% ทำให้ลูกค้าจ่ายจริงน้อยลงในทุกบิล

  • แนะนำขั้นตอนใช้สิทธิ เช่น ต้องใช้ผ่านแอปฯ เป๋าตัง – G-Wallet เท่านั้น

ร้านที่มีช่องทางออนไลน์หรือขายผ่านแอปฯ ส่งอาหาร ควรแจ้งให้ลูกค้าทราบว่าร้านสามารถรับสิทธิผ่าน Food Delivery ได้ตั้งแต่ 15 มิ.ย. 69 เป็นต้นไป เพื่อเพิ่มโอกาสให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำในช่วงโครงการ


การบริหารหลังเข้าร่วมโครงการ: ยอดใช้สิทธิ–เงินโอนจากรัฐ–เอกสารภาษี

เมื่อร้านเข้าร่วมแล้ว สิ่งที่ต้องดูแลต่อเนื่องคือการตรวจสอบยอดขายและการรับเงินจากรัฐ

1. ตรวจสอบยอดใช้สิทธิ

  • ร้านสามารถตรวจสอบยอดรายการขายและยอดที่รัฐร่วมจ่ายผ่านแอปฯ ถุงเงิน

  • หากต้องการตรวจสอบเพิ่มเติม เช่น รายการรับเงินภาครัฐ สามารถโทรสอบถามที่ 0-2111-1122 กด 3 ตลอด 24 ชั่วโมง

2. การกระทบยอดเงินโอนจากรัฐ

  • เงินส่วน 60% ที่รัฐร่วมจ่ายจะถูกโอนเข้าร้านตามรอบเวลาที่กรมบัญชีกลางกำหนด

  • ร้านควรตรวจสอบความสอดคล้องระหว่าง
    • รายการขายในแอปฯ ถุงเงิน

    • และยอดเงินที่ได้รับโอน

3. ภาษีและเอกสารที่ควรรู้

ในข้อมูลโครงการระบุถึงนิติบุคคลขนาดเล็กที่ต้องยื่นภาษีและงบการเงินตาม ภ.ง.ด. 50 และมีเงื่อนไขรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทตามฐานข้อมูลกรมสรรพากร ณ 30 เม.ย. 2569 ซึ่งสะท้อนว่า

  • ร้านนิติบุคคลที่เข้าร่วมต้องจัดทำบัญชีและยื่นแบบภาษีตามกฎหมาย

  • ร้านต้องเก็บข้อมูลรายได้–รายจ่ายจากการขายผ่านโครงการไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อใช้ประกอบการยื่นภาษี

หน่วยงานรัฐยังกล่าวถึงการใช้แอปฯ ถุงเงินร่วมกับการนำปัญญาประดิษฐ์มาช่วยวิเคราะห์ธุรกิจ เช่น การบริหารต้นทุน สินค้าคงคลัง และสภาพคล่องหมุนเวียน รวมถึงการวิเคราะห์ยอดขายตามช่วงเวลา เพื่อช่วยให้ร้านค้าเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นต่อธุรกิจ และสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอนาคต


สรุปพร้อมเช็กลิสต์สำหรับร้านค้า – ให้ลูกค้าใช้สิทธิได้ทันทีปี 2026

เพื่อให้ร้านค้าเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ได้อย่างราบรื่น ลองเช็คทีละข้อดังนี้

เช็กลิสต์เบื้องต้น

  1. ร้านของคุณเข้าข่าย อาหาร/เครื่องดื่ม/สินค้าทั่วไป/ขนส่งสาธารณะ หรือไม่

  2. ร้าน ไม่ใช่ ร้านนวด สปา ทำผม ทำเล็บ หรือร้านสะดวกซื้อแฟรนไชส์

  3. ไม่มีประวัติถูก สศค. ระงับสิทธิหรือเรียกเงินคืนในโครงการคนละครึ่ง 1–5 และคนละครึ่ง พลัส

  4. ร้านมีเอกสารประกอบกิจการที่ตรวจสอบได้ เช่น รูปถ่ายร้าน เอกสารรับรองจากหน่วยงานรัฐในพื้นที่ (สำหรับร้านใหม่)

  5. เปิดบัญชีกรุงไทยและสมัครเป็นร้านค้าถุงเงินเรียบร้อยแล้ว (กรณีร้านใหม่)

  6. ร้านเดิมกดยืนยันสิทธิในแอปฯ ถุงเงินระหว่าง 25 พ.ค. – 30 ก.ย. 69 แล้ว

  7. ร้านใหม่ยื่นสมัครที่ธนาคารกรุงไทยระหว่าง 25 พ.ค. – 31 ก.ค. 69 และได้รับ SMS ยืนยันสิทธิแล้ว

  8. แบนเนอร์โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ในแอปฯ ถุงเงินแสดงสถานะว่าเข้าร่วมแล้ว

  9. เชื่อมระบบกับแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีผ่านแอปฯ ถุงเงิน (ถ้าขายผ่านเดลิเวอรี) และทดสอบการรับชำระ

  10. ตรวจสอบการรับเงินจากรัฐและเก็บข้อมูลรายได้–รายจ่ายจากโครงการอย่างเป็นระบบ

ข้อควรระวัง

  • อย่าพลาดกรอบเวลาสำคัญ เช่น
    • ยืนยันสิทธิร้านเดิม: 25 พ.ค. – 30 ก.ย. 69

    • ลงทะเบียนร้านใหม่: 25 พ.ค. – 31 ก.ค. 69

    • สิ้นสุดโครงการ: 30 ก.ย. 69

  • สินค้าหรือบริการบางประเภทห้ามขายภายใต้โครงการ เช่น สลากกินแบ่งรัฐบาล แอลกอฮอล์ ยาสูบ บัตรกำนัล/บัตรเงินสด และการชำระล่วงหน้า

  • หากมีปัญหาเกี่ยวกับสิทธิหรือการรับเงิน ควรติดต่อศูนย์ช่วยเหลือโครงการผ่านหมายเลขที่กำหนดทันที เพื่อป้องกันการถูกระงับสิทธิ

โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ถูกออกแบบมาเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน พร้อมช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีรายได้ต่อเนื่อง ร้านค้าที่เตรียมตัวพร้อมทั้งด้านระบบรับชำระและการจัดการเอกสาร จะสามารถใช้โอกาส 4 เดือนของโครงการนี้ต่อยอดยอดขาย และรักษาสภาพคล่องของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้กติกาที่รัฐกำหนด

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น