ZestBuy

คู่มือร้านค้าไทยช่วยไทย พลัส 60/40

โปรไฟล์ ZestBuy AIZestBuy AI05-24

ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 สำหรับร้านค้า: เข้าใจโครงการให้คุ้มก่อนกดสมัคร

1. ภาพรวมโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ปี 2569

โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เป็นมาตรการของรัฐบาลปี 2569 ที่ออกแบบมาเพื่อ

  • บรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน

  • ประคับประคองกำลังซื้อในช่วงวิกฤตพลังงาน

  • เพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่น

โครงสร้างหลักของโครงการฝั่งประชาชนคือ

  • รัฐช่วยจ่ายค่าสินค้า/บริการ 60%

  • ประชาชนร่วมจ่าย 40%

  • วงเงินรัฐช่วยสูงสุด 1,000 บาท/คน/เดือน เป็นเวลา 4 เดือน (มิ.ย. – ก.ย. 2569)

  • ใช้สิทธิผ่าน G-Wallet ในแอปฯ “เป๋าตัง” เพื่อจ่ายให้ร้านค้าที่ร่วมโครงการ

สำหรับร้านค้า โครงการนี้คือการเปิดโอกาสให้รับเงินจากลูกค้าที่ใช้สิทธิ 60/40 ผ่านแอปฯ “ถุงเงิน” ซึ่งรัฐจะโอนเงินส่วนที่ช่วยจ่ายให้ร้านค้าในภายหลังตามกำหนด

โครงการนี้มีพื้นฐานคล้าย “คนละครึ่ง พลัส” แต่ปรับสัดส่วนเป็น 60/40 (จากเดิม 50/50) และขยายวงเงินรวมให้ประชาชนใช้จ่ายมากขึ้นตลอด 4 เดือน ทำให้มียอดการใช้จ่ายที่อาจไหลเข้าสู่ร้านค้ารายย่อยมากขึ้น

2. เงื่อนไขการเข้าร่วมสำหรับร้านค้าและขั้นตอนสมัคร

2.1 ร้านค้าที่สมัครได้

ร้านค้าที่สามารถเข้าร่วมโครงการ แบ่งได้หลายกลุ่ม โดยมีคุณสมบัติหลักคือ ต้องเป็นผู้ประกอบการสัญชาติไทย และมีลักษณะกิจการตามที่กำหนด ได้แก่

(1) ร้านค้าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป

  • ผู้ประกอบการที่ไม่ใช่นิติบุคคล

  • ร้านค้าธงฟ้าฯ ที่ไม่ใช่นิติบุคคล (ยกเว้นร้านค้าธงฟ้าฯ ของสหกรณ์ตามกฎหมายสหกรณ์)

  • ร้านค้าของกองทุนหมู่บ้าน/กองทุนชุมชนเมือง

  • ร้านค้าของวิสาหกิจชุมชน

  • ต้องไม่เป็นร้านสะดวกซื้อแบบแฟรนไชส์

  • ต้องไม่เป็นกิจการที่รับสินค้าคนอื่นมาขาย แล้วส่งเงินกลับและรับค่าตอบแทนตามยอดขาย

  • ต้องมีกิจการจริง ตรวจสอบได้

(2) ผู้ประกอบการด้านขนส่งสาธารณะ (ไม่ใช่นิติบุคคล)

  • แท็กซี่มิเตอร์

  • รถตู้โดยสารประจำทางที่จดทะเบียนถูกต้อง

  • รถสามล้อสาธารณะ

  • รถสองแถวรับจ้าง

  • รถจักรยานยนต์สาธารณะ (มีใบขับขี่รถสาธารณะถูกต้อง)

  • รถรับจ้างขนส่งผู้โดยสารที่ตรวจสอบได้ เช่น สามล้อถีบ

(3) ผู้ประกอบการขนส่งมวลชนสาธารณะ

  • รถไฟฟ้าในเขตเมือง

  • รถไฟ

  • รถโดยสารประจำทางสาธารณะ

  • รถร่วมบริการที่เข้าร่วมเดินรถกับผู้ได้รับใบอนุญาต

  • เรือโดยสารสาธารณะ

(4) นิติบุคคลขนาดเล็ก (บริษัท/ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล)

  • ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย

  • ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 สำหรับรอบบัญชีปี 2567

  • ขายอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป หรือให้บริการขนส่งสาธารณะ

  • รายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท ตามข้อมูลกรมสรรพากร ณ 30 เม.ย. 2569

  • ผู้ให้บริการขนส่งต้องมีใบอนุญาตถูกต้อง

ข้อห้ามสำคัญ

  • ร้านนวด

  • สปา

  • ร้านทำเล็บ

  • ร้านทำผม

  • ร้านสะดวกซื้อแฟรนไชส์

  • ร้านค้าที่เคยถูก สศค. ระงับสิทธิ หรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการรัฐเดิม (คนละครึ่ง ระยะที่ 1–5 และคนละครึ่ง พลัส)

2.2 ประเภทสินค้า/บริการที่ใช้สิทธิได้

  • สินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น

  • อาหาร

  • เครื่องดื่ม

  • สินค้าทั่วไป

  • บริการขนส่งสาธารณะ

ไม่รวม

  • สลากกินแบ่งรัฐบาล

  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

  • ผลิตภัณฑ์ยาสูบ

  • บัตรกำนัล บัตรเงินสด

  • การชำระค่าสินค้าหรือบริการล่วงหน้า

2.3 วิธีสมัครสำหรับ “ร้านค้าเดิม” และ “ร้านค้าใหม่”

ร้านค้าเดิม (เคยร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส)

  • ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่

  • เข้าร่วมผ่านแอปฯ “ถุงเงิน” โดย

    • กดแบนเนอร์โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40

    • กดยอมรับเงื่อนไขเพื่อยืนยันสิทธิ

  • ระยะเวลายืนยันสิทธิ: 25 พ.ค. – 30 ก.ย. 2569

  • ระบบอนุมัติสิทธิ ทันที ภายในแอปฯ

ร้านค้าใหม่ (ไม่เคยร่วมโครงการ)

  • เปิดบัญชีและสมัครเป็นร้านค้าถุงเงินกับธนาคารกรุงไทยก่อน

  • ช่องทางสมัคร:
  • มีการตรวจสอบข้อมูล เช่น รูปถ่ายร้านค้า และการรับรองจากหน่วยงานรัฐในพื้นที่ (กระทรวงมหาดไทยหรือกรุงเทพมหานครมอบหมาย)

  • ระยะเวลาพิจารณา: ไม่เกิน 5 วัน

  • ระยะเวลาเปิดรับสมัครร้านค้าใหม่: 25 พ.ค. – 31 ก.ค. 2569

  • เมื่อได้รับ SMS ยืนยันแล้ว ให้กดรับแบนเนอร์โครงการในแอปฯ ถุงเงินเพื่อเริ่มเข้าร่วม

ช่องทางสอบถามของร้านค้า

  • โทร 0 2111 1122 กด 3 (สอบถามเรื่องรับเงินภาครัฐ การใช้ถุงเงิน และตรวจสถานะร้านค้า) บริการ 24 ชม.

2.4 การเชื่อมต่อ Food Delivery

  • ร้านค้าสามารถสมัครเข้าร่วมระบบ Food Delivery ผ่านแอปฯ ถุงเงินได้ตั้งแต่ 10 มิ.ย. 2569 เป็นต้นไป (ใช้เวลาอนุมัติราว 5 วัน)

  • ลูกค้าใช้สิทธิสั่งอาหารได้ 15 มิ.ย. – 30 ก.ย. 2569 เวลา 06.00 – 21.00 น.

3. โครงสร้าง 60/40 กับต้นทุนและเงินสดของร้านค้า

ฝั่งลูกค้า โครงสร้างคือ “รัฐ 60% – ลูกค้า 40%” โดยมีเพดานดังนี้

  • รัฐช่วยไม่เกิน 200 บาท/คน/วัน

  • รวมไม่เกิน 1,000 บาท/คน/เดือน

  • หากใช้ไม่หมดในเดือนนั้น ไม่มีการทบวงเงินไปเดือนถัดไป

ในเชิงกระแสเงินสดของร้านค้า

  • ลูกค้าจ่าย 40% ผ่าน G-Wallet

  • รัฐจ่าย 60% โอนให้ร้านผ่านระบบถุงเงินตามรอบที่กำหนดของกรมบัญชีกลาง

  • ร้านค้าได้รับเงินครบเต็มยอดขายสินค้า/บริการ (ตามที่ระบบอนุมัติ)

ข้อมูลในเอกสารไม่ได้ระบุอัตรากำไร (มาร์จิ้น) หรือต้นทุนของแต่ละธุรกิจโดยละเอียด แต่ระบุชัดว่า

  • ร้านค้าจะรับชำระผ่าน แอปฯ ถุงเงิน เท่านั้น

  • รัฐจะโอนส่วนร่วมจ่าย เข้าบัญชีร้านค้า ตามระบบราชการที่กำหนด

ดังนั้น สิ่งที่ร้านค้าต้องพิจารณาควบคู่กับต้นทุนจริงของตนเอง คือ

  • ความสามารถในการรอรับเงินส่วนของรัฐตามรอบโอน

  • การจัดการยอดขายที่เพิ่มขึ้น ผ่านช่องทางดิจิทัล (ถุงเงิน และ Food Delivery)

4. เปรียบเทียบภาพรวมเข้าร่วม vs ไม่เข้าร่วม (เชิงหลักการตามข้อมูล)

ในเอกสารไม่มีตัวเลขกำไร–ขาดทุนของร้านค้าแต่ละประเภทอย่างละเอียด แต่จากโครงสร้างโครงการสามารถสรุปเชิงหลักการได้ดังนี้

กรณี “ไม่เข้าร่วมโครงการ”

  • ยอดขายต่อบิลขึ้นอยู่กับกำลังซื้อปกติของลูกค้า

  • ไม่ได้เข้าถึงเม็ดเงิน 60% ที่รัฐช่วยจ่ายผ่านเป๋าตัง

  • ไม่ได้อยู่ในเครือข่ายร้านค้าที่ประชาชนค้นหาเพื่อใช้สิทธิในแอปฯ

กรณี “เข้าร่วมโครงการ”

  • ประชาชนมีวงเงินรัฐช่วยถึง 1,000 บาท/เดือน ต่อคน ใช้ได้เฉพาะกับร้านที่ร่วมโครงการ

  • หากร้านของคุณอยู่ในโครงการ ย่อมมีโอกาสได้รับลูกค้าเพิ่มจากกลุ่มที่ต้องการใช้สิทธิให้คุ้ม

  • ยอดใช้จ่ายต่อบิลอาจสูงขึ้น เพราะลูกค้าจ่ายจริงแค่ 40% ของราคา ทำให้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น

  • ร้านค้าได้เงินเต็มจากยอดขาย (ทั้งส่วนลูกค้าและส่วนรัฐ) ผ่านระบบดิจิทัล

อย่างไรก็ตาม เอกสารไม่ได้ระบุอัตราค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายแฝงอื่น ๆ ของร้านค้าไว้ จึงต้องพิจารณาเฉพาะข้อมูลที่มีคือ ร้านค้าได้รับรายได้จากยอดขายที่ใช้สิทธิ 60/40 ผ่านถุงเงิน และต้องจัดการกับการใช้ระบบและเอกสารตามเกณฑ์ของรัฐ

5. ลูกค้าและทราฟฟิก: โอกาสจากการร่วมโครงการ

โครงการนี้กำหนดกลุ่มเป้าหมายประชาชนชัดเจน

  • ประชาชนทั่วไปที่ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ: สิทธิรวม 30 ล้านสิทธิ

  • ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ: ได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มในบัตรโดยตรง 700 บาท/เดือน (รวมเป็น 1,000 บาท/เดือน) สำหรับซื้อสินค้าที่ร้านธงฟ้าฯ

ผลคือ

  • มีเม็ดเงินสนับสนุนจากรัฐหมุนเข้าระบบเศรษฐกิจฐานราก อย่างต่อเนื่อง 4 เดือน

  • ลูกค้าที่ได้รับสิทธิ 60/40 จะมองหาร้านที่เข้าร่วมโครงการเพื่อใช้วงเงินให้เต็ม โดยเฉพาะร้านอาหาร เครื่องดื่ม ร้านของชำ และร้านธงฟ้าฯ ขนาดไม่ใหญ่ที่เข้าเกณฑ์

ฝั่งร้านค้า เอกสารระบุชัดว่า รัฐบาลต้องการให้โครงการนี้

  • ช่วยเพิ่มช่องทางรายได้ให้ร้านค้ารายย่อย

  • ขยายฐานลูกค้า

  • กระจายโอกาสเศรษฐกิจสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง

ดังนั้น การเข้าร่วมโครงการมีโอกาสช่วยดึงทราฟฟิกลูกค้าใหม่ ทั้งหน้าร้านและผ่าน Food Delivery โดยร้านค้าสามารถใช้โอกาสนี้ขายสินค้าอื่น ๆ ที่อยู่นอกสิทธิ (แต่ยังอยู่ในกรอบกฎหมายทั่วไป) เพิ่มยอดขายรวมของร้านได้ในเชิงกลยุทธ์ของตนเอง

6. วางแผนสินค้า–ราคา–สต็อก–การตลาดให้คุ้มโครงการ

แม้ข้อมูลที่ให้มาจะไม่ได้ลงรายละเอียดเชิงเทคนิคด้านการตลาดของร้านค้า แต่จากโครงสร้างโครงการ สามารถสรุปกรอบการวางแผนที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลได้ดังนี้

6.1 การเลือกสินค้าเข้าร่วม

  • โครงการเน้น สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

  • ร้านอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป และร้านธงฟ้าฯ เป็นกลุ่มหลักที่ลูกค้าน่าจะใช้สิทธิ

  • การจัดรายการสินค้าจำเป็นให้รองรับยอดซื้อที่เพิ่มขึ้นช่วงโครงการ คือจุดสำคัญในการบริหารสต็อก

6.2 การบริหารสต็อก

  • โครงการดำเนินการยาว 4 เดือน (มิ.ย.–ก.ย. 2569)

  • ลูกค้าใช้สิทธิได้ทุกวันช่วงเวลา 06.00–23.00 น. (Food Delivery 06.00–21.00 น.)

  • ร้านค้าควรมีสต็อกเพียงพอตามช่วงเวลาที่คาดว่าลูกค้าจะใช้สิทธิมาก (เช่น ช่วงต้นเดือน หรือหลังได้รับสิทธิใหม่)

6.3 การกำหนดราคาและโปรโมชัน

ในเอกสารไม่ได้ระบุให้ร้านค้าปรับลดราคาหรือจัดโปรโมชันเพิ่มเติมเป็นเงื่อนไขบังคับ โครงสร้างประโยชน์หลักมาจาก

  • รัฐช่วยจ่าย 60% ทำให้ราคาที่ลูกค้ารู้สึกว่าจ่ายจริง ต่ำลงกว่าราคาปกติ

ดังนั้น ราคาขายหน้าร้านยังอยู่ในดุลยพินิจของผู้ประกอบการ ภายใต้

  • กติกาโครงการที่ห้ามปรับขึ้นราคาเพื่อเอาเปรียบผู้บริโภค (แม้ในเอกสารนี้ไม่ได้ลงรายละเอียดบทลงโทษ แต่โครงการรัฐลักษณะนี้โดยปกติจะมีการกำกับดูแล)

ร้านค้าจึงควรวางแผนราคาให้สอดรับกับกำลังซื้อของลูกค้าที่มีวงเงินอุดหนุนจากรัฐ ไม่เกินเพดาน 200 บาทต่อวันต่อคน และ 1,000 บาทต่อเดือนต่อคน

6.4 การทำการตลาดควบคู่ (ในกรอบข้อมูลโครงการ)

ข้อมูลจากโครงการระบุว่า

  • ร้านค้าจะเข้าถึงองค์ความรู้ผ่านแอปฯ ถุงเงิน ซึ่งจะใช้ AI วิเคราะห์ธุรกิจ เช่น ต้นทุน สต็อก สภาพคล่อง และยอดขายตามช่วงเวลา

  • ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ร้านค้าปรับแผนการขายและการจัดสินค้าให้เหมาะกับความต้องการลูกค้าในช่วงโครงการได้ดีขึ้น

7. ข้อดี–ข้อเสียและความเสี่ยงที่ร้านค้าต้องระวัง

จากข้อมูลโครงการ สามารถรวบรวมมุมมองสำคัญสำหรับร้านค้าได้ดังนี้

7.1 ข้อดี

  • เข้าถึงเม็ดเงินสนับสนุนจากรัฐผ่านการจับจ่ายของประชาชน

  • เพิ่มโอกาสทางการค้าและขยายฐานลูกค้า ตามเจตนารมณ์ของรัฐบาล

  • ช่วยเสริมรายได้ให้ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่น

  • เพิ่มช่องทางรายได้ใหม่ผ่าน Food Delivery ที่ผูกกับโครงการ

  • ได้ใช้แอปฯ ถุงเงินเป็นเครื่องมือจัดการรายได้ และเข้าถึงการวิเคราะห์ธุรกิจด้วย AI (เช่น การบริหารสต็อก ต้นทุน กระแสเงินสด)

7.2 ข้อจำกัดและความเสี่ยง

  • ร้านค้าต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและเกณฑ์ของรัฐอย่างเคร่งครัด หากฝ่าฝืนมีความเสี่ยงถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืน (อ้างอิงประวัติโครงการก่อนหน้า)

  • กลุ่มกิจการบางประเภท เช่น ร้านนวด สปา ทำผม ทำเล็บ ไม่สามารถเข้าร่วมได้ในรอบนี้

  • ร้านสะดวกซื้อแฟรนไชส์ถูกกันออกจากโครงการ

  • ต้องรับภาระด้านงานเอกสารและการตรวจสอบกิจการจริง โดยหน่วยงานรัฐในพื้นที่ (โดยเฉพาะร้านค้าใหม่)

  • ร้านค้าต้องพึ่งระบบดิจิทัล (ถุงเงิน–เป๋าตัง) เป็นหลัก หากไม่คุ้นเคยต้องเรียนรู้เพิ่มเติม

ความเสี่ยงอีกประการหนึ่งที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์โครงการ คือ

  • หากร้านค้าพึ่งพายอดขายจากโครงการมากเกินไป เมื่อโครงการสิ้นสุดลง (30 ก.ย. 2569) อาจเกิดช่องว่างรายได้ จึงควรเตรียมแผนรองรับหลังหมดมาตรการควบคู่กันไป

8. ร้านค้าแบบไหน “ควร” หรือ “ไม่ควร” สมัคร และคำถามเช็กตัวเองก่อนตัดสินใจ

จากเกณฑ์โครงการ สามารถสรุปเงื่อนไขเชิงประเภทกิจการได้ชัดเจนว่า

8.1 ร้านค้าที่ “สมัครได้” ตามเกณฑ์

  • ร้านอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไปที่เป็นบุคคลธรรมดา

  • ร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น (ที่เข้าเกณฑ์)

  • ร้านค้าของกองทุนหมู่บ้าน กองทุนชุมชนเมือง และวิสาหกิจชุมชน

  • ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ (แท็กซี่ รถตู้ รถสองแถว รถจักรยานยนต์รับจ้าง ฯลฯ) ที่ถูกต้องตามกฎหมาย

  • ผู้ประกอบการขนส่งมวลชนสาธารณะ (รถไฟฟ้า รถไฟ รถโดยสาร เรือโดยสาร ฯลฯ)

  • นิติบุคคลขนาดเล็กที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท และเข้าเกณฑ์ตามกฎหมายภาษี

8.2 ร้านค้าที่ “สมัครไม่ได้” ในรอบนี้

  • ร้านนวด สปา

  • ร้านทำผม

  • ร้านทำเล็บ

  • ร้านสะดวกซื้อที่เป็นธุรกิจแฟรนไชส์

  • ร้านที่เคยถูก สศค. ระงับสิทธิหรือเรียกเงินคืนจากโครงการรัฐเดิม (คนละครึ่ง 1–5 และคนละครึ่ง พลัส)

8.3 เช็กลิสต์คำถามให้เจ้าของร้านใช้ประเมินตัวเอง

ก่อนตัดสินใจเข้าร่วม คุณสามารถใช้คำถามเหล่านี้ช่วยประเมิน โดยยึดจากข้อมูลโครงการที่ให้มา:

  1. ร้านของฉันอยู่ในกลุ่มกิจการที่โครงการอนุญาตหรือไม่?

    • อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าจำเป็น หรือขนส่งสาธารณะ

  2. ร้านเคยถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนจากโครงการคนละครึ่ง/คนละครึ่ง พลัส มาก่อนไหม?

  3. ร้านพร้อมใช้แอปฯ ถุงเงินในการรับชำระเงินทุกวันตั้งแต่เวลา 06.00–23.00 น. หรือไม่?

  4. หากเป็นร้านใหม่ สามารถจัดเตรียมเอกสาร รูปถ่ายร้าน และให้เจ้าหน้าที่รัฐมาตรวจสอบกิจการจริงได้หรือไม่?

  5. ร้านของฉันขายสินค้าที่เข้าข่ายต้องห้ามหรือไม่? เช่น สลากกินแบ่ง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ บัตรกำนัล บัตรเงินสด หรือบริการล่วงหน้า

  6. ร้านมีความพร้อมด้านสต็อกสินค้าและบริการที่จะรองรับยอดใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้นตลอด 4 เดือนหรือไม่?

  7. ฉันมองเห็นโอกาสในการดึงลูกค้าที่ถือสิทธิ 60/40 เข้าร้านได้จริงหรือไม่? เช่น อยู่ในทำเลที่มีคนใช้เป๋าตังจำนวนมาก หรือใกล้ชุมชนหนาแน่น

  8. หลังจบโครงการ (หลัง 30 ก.ย. 2569) ร้านมีแผนรักษาลูกค้าและยอดขายอย่างไร?

หากคำตอบส่วนใหญ่ชี้ว่าร้านของคุณเข้าเกณฑ์และมีความพร้อมด้านระบบและสต็อก การเข้าร่วม “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” จะเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มช่องทางรายได้และขยายฐานลูกค้าในช่วง 4 เดือนของโครงการ โดยอยู่ภายใต้เงื่อนไขและกรอบข้อมูลตามที่ภาครัฐกำหนดไว้ในเอกสารนี้

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น