จากความผิดหวัง 3 ปีซ้อน สู่จุดสตาร์ททีมอาชีพ
เรื่องของทีมฟุตบอล “SRU กระบี่ เอฟซี” เริ่มจากคำถามง่ายๆ ว่า ทำไมทีมฟุตบอลของมหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานีถึงตกรอบคัดเลือกกีฬามหาวิทยาลัยภาคใต้มาถึง 3 ปีติดต่อกัน
จากความผิดหวังซ้ำๆ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัยต้องการเห็นทีมฟุตบอลที่แข็งแกร่ง มีมาตรฐาน และก้าวไปได้ไกลกว่าเดิม จึงเกิดภารกิจ “สร้างทีมใหม่ทั้งระบบ” ขึ้นมา
แกนกลางของแผนนี้เริ่มจากการ วางโครงสร้างทีมงานและที่ปรึกษา พร้อมมองภาพระยะยาวตั้งแต่ระดับมหาวิทยาลัยไปจนถึงการก้าวสู่ลีกอาชีพ
จุดเริ่มต้น: คัดตัว 30 ชีวิตจากภาคใต้
ฝ่ายบริหารได้ดึงเอาประสบการณ์จากผู้ที่เคยสร้างความสำเร็จให้กับฟุตบอลจังหวัดสุราษฎร์ธานีอย่าง อาจารย์เจิม อินทรกุล เข้ามาเป็นที่ปรึกษาทีมโดยตรง
จากนั้นจึงเริ่มกระบวนการคัดเลือกนักฟุตบอลในพื้นที่ภาคใต้จำนวน 30 คน เพื่อเข้ามาเป็นแกนหลักของทีม ซึ่งไม่ใช่แค่ดูฝีเท้า แต่ยังมองถึงทัศนคติ วินัย และความพร้อมจะเติบโตไปพร้อมสโมสร
เดิมทีเป้าหมายแรกของทีม คือ
ผ่านรอบคัดเลือกกีฬามหาวิทยาลัยให้ได้
ปูทางเตรียมตัวสำหรับการก้าวสู่ฟุตบอลอาชีพในปีถัดไป
แต่ทุกอย่างกลับ เดินเร็วเกินแผน แบบที่ไม่มีใครคาดคิด
โอกาสที่มาไว: จากมหาวิทยาลัยสู่ T3 ในชื่อ SRU กระบี่ เอฟซี
จุดหักเหสำคัญเกิดขึ้นเมื่อทีม กระบี่ เอฟซี ซึ่งถือสิทธิ์การแข่งขันในระดับ T3 หยุดทำทีมต่อ ทำให้สิทธิ์การเข้าร่วมแข่งขันบนเวทีฟุตบอลอาชีพเปิดขึ้นอย่างกะทันหัน
ทีมจากมหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานีจึงถูกดึงขึ้นไปผูกกับสิทธิ์ของกระบี่ เอฟซี และกลายเป็นที่มาของการก้าวเข้าสู่ลีกอาชีพภายใต้ชื่อใหม่ว่า “SRU กระบี่ เอฟซี”
ทีมจะลงเล่นในระดับ T3 อย่างเป็นทางการ โดยมีกำหนดเริ่มแข่งขันในวันที่ 14 กันยายน 2568 ซึ่งนับเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่จากทีมมหาวิทยาลัยสู่สโมสรฟุตบอลอาชีพอย่างเต็มตัว
สองสมรภูมิใหญ่: มหาวิทยาลัย + ราชภัฎคิงคัพ
แม้จะก้าวสู่ฟุตบอลอาชีพ แต่ทีมยังไม่ทิ้งเวทีสำคัญในระดับสถาบันการศึกษา เป้าหมายหลักที่วางไว้มี 2 รายการใหญ่ ได้แก่
การแข่งขันฟุตบอลกีฬามหาวิทยาลัยระดับประเทศ
การแข่งขันฟุตบอล ราชภัฎคิงคัพ
โดยศึกฟุตบอลราชภัฎคิงคัพนี้กำลังเข้าสู่ปีที่ 2 และในอีก 2 ปีข้างหน้า มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานีจะรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ซึ่งฝ่ายบริหารให้ความสำคัญอย่างมาก ทั้งในแง่ภาพลักษณ์และการยกระดับมาตรฐานการแข่งขัน
ทีมงานของมหาวิทยาลัยจึงต้องเตรียมความพร้อมทั้งในสนามและนอกสนามไปพร้อมกัน
นักบอลสายเรียนฟรีอยู่ฟรี แต่เกรดต้องไม่ตก
สิ่งที่แตกต่างจากสโมสรฟุตบอลอาชีพทั่วไป คือ โมเดลการสร้างทีมของมหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี นักฟุตบอลทุกคนไม่ใช่แค่ “นักเตะ” แต่ยังเป็น “นักศึกษาเต็มตัว” ด้วย
สิทธิพิเศษของนักฟุตบอลในทีมนี้คือ
กินฟรี
อยู่ฟรี
เรียนฟรี
ทุกคนเรียนอยู่ในห้องเรียนเดียวกัน ใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยร่วมกัน และลงสนามให้กับสถาบันในฐานะนักฟุตบอลตัวแทนของมหาวิทยาลัย
แต่สิทธิพิเศษไม่ได้มาแบบไร้เงื่อนไข เพราะนักเตะทุกคนต้องรักษา เกรดเฉลี่ยขั้นต่ำที่ 2.8 หากใครไม่เข้าเรียน ไม่ทำตามวินัยด้านการศึกษา ก็อาจส่งผลโดยตรงต่อโอกาสลงสนาม
แนวคิดที่วางไว้อย่างชัดเจนคือ
“นอกจากจะเป็นนักฟุตบอลที่ดี ต้องเป็นนักศึกษาที่มีผลการเรียนดีด้วย”
นี่ไม่ใช่ทีมที่สร้างขึ้นมาเพื่อฟุตบอลอย่างเดียว แต่เป็นทีมที่สร้างคนควบคู่ไปกับการสร้างอาชีพนักกีฬา
จุดแข็ง จุดอ่อน และความหวังของ SRU กระบี่ เอฟซี
ด้านทีมที่ปรึกษาอย่าง อาจารย์เจิม อินทรกุล มองว่าเสน่ห์ของทีม SRU กระบี่ เอฟซี อยู่ที่คำว่า “ทีมเวิร์ค” อย่างแท้จริง
จุดเด่นที่ชัดเจนคือ
นักเตะอยู่ร่วมกันภายในมหาวิทยาลัย
ซ้อมด้วยกันทุกวันในสภาพแวดล้อมเดียวกัน
มีวินัยในการใช้ชีวิตและการฝึกซ้อม
กำหนดโควตาการฝึกซ้อมที่ชัดเจนสำหรับ 30 คนในทีม
ใครที่ทนความเข้มข้นของการซ้อมไม่ไหว ก็ต้องถอยออกไปเอง ทำให้ทีมเหลือเฉพาะคนที่พร้อมจะทุ่มเทจริงๆ
ส่วนจุดอ่อนที่ต้องเร่งพัฒนาคือ ประสบการณ์ในระดับฟุตบอลอาชีพ ซึ่งยังถือว่าใหม่สำหรับผู้เล่นหลายคน แต่เมื่อมองในระดับมหาวิทยาลัย ทีมมีศักยภาพมากพอที่จะเดินไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้
บทสรุป: ทีมมหา’ลัยที่ไม่ได้เล่นแค่สนุกอีกต่อไป
จากทีมที่เคยตกรอบคัดเลือก 3 ปีซ้อน วันนี้ SRU กระบี่ เอฟซี กำลังก้าวขึ้นไปยืนในลีกอาชีพ T3 พร้อมภารกิจสองทาง ทั้งการล่าแชมป์ในระดับมหาวิทยาลัย และการพิสูจน์ตัวเองบนเวทีฟุตบอลอาชีพ
นี่ไม่ใช่แค่การสร้างทีมฟุตบอล แต่คือการสร้างโมเดลใหม่ของการพัฒนานักเตะที่ บาลานซ์ทั้งการเรียนและกีฬา อย่างจริงจัง
เส้นทางต่อจากนี้อาจไม่ง่าย แต่เรื่องราวของ SRU กระบี่ เอฟซี ก็พิสูจน์ไปแล้วว่า
เมื่อมีวิสัยทัศน์ ทีมมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้เป็นแค่ทีมสมัครเล่นอีกต่อไป

