เรตินอยด์คืออะไร ทำไมทุกคนถึงพูดถึง?
ปี 2025 คือยุคทองของสกินแคร์สาย เรตินอยด์ (Retinoid) และ เรตินอล (Retinol) แบบหลบยังไงก็ไม่พ้นฟีด แต่หลายคนยังงงว่าแตกต่างกันยังไง ใช้อะไรดี ผิวแบบเราควรเริ่มตรงไหน
ถ้าเลือกถูก ผิวปังเด็กลงเหมือนไทม์แมชชีน แต่ถ้าใช้มั่ว ผิวแหก แดง ลอกได้เหมือนกัน มาทำความเข้าใจแบบง่าย ๆ ก่อนเริ่มใช้กันดีกว่า
เรตินอยด์ vs เรตินอล ต่างกันยังไง?
เรตินอยด์ (Retinoid) คือชื่อใหญ่ของตระกูลวิตามินเอ
กลุ่ม เรตินอยด์ คืออนุพันธ์ของวิตามินเอที่ช่วยเรื่อง
การผลัดเซลล์ผิว
ลดเลือนริ้วรอย
กระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสติน
จัดการสิวและรูขุมขนอุดตัน
เรตินอยด์มีทั้งแบบที่เป็น “ยา” และแบบที่ใช้ในสกินแคร์/เวชสำอาง
กลุ่มเรตินอยด์แบบยา (ต้องอยู่ในการดูแลแพทย์)
ตัวอย่างที่หลายคนคุ้นชื่อ เช่น
Adapalene
Tretinoin
Tazarotene
Trifarotene
Isotretinoin
โดยเฉพาะกลุ่มที่มี Retinoic Acid จะออกฤทธิ์แรง ช่วยให้สิวยุบเร็ว แต่ก็แลกมากับโอกาสระคายเคืองสูง ผิวอาจ
แห้ง
แดง
ลอก
ไวต่อแดดมากขึ้น

กลุ่มเรตินอยด์ในสกินแคร์ (เวชสำอาง)
อีกฝั่งหนึ่งคือกลุ่มที่เจอในครีม/เซรั่มทั่วไป ซึ่งจะอ่อนโยนกว่า ไล่จากเบาสุดไปแรงกว่า ได้แก่
เรตินิล เอสเทอร์ (Retinyl Esters)
เรตินอล (Retinol)
เรตินัลดีไฮด์ (Retinaldehyde)
เรตินอล (Retinol) คือหนึ่งในอนุพันธ์ของเรตินอยด์ที่นิยมใช้มาก เพราะให้ Retinoic Acid ในระดับที่ผิวพอรับได้ ช่วยได้ทั้ง
ผลัดเซลล์ผิวอุดตัน
ลดริ้วรอย
กระตุ้นคอลลาเจน
รักษาสิว
แต่ต้องใช้ต่อเนื่องประมาณ 1 เดือนขึ้นไป ถึงจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง
New Gen Retinoid: HPR สายอ่อนโยนแต่เอาอยู่
ในยุคนี้มีการพัฒนาเรตินอยด์เจนใหม่ เช่น
Hydroxypinacolone Retinoate (HPR)
จุดเด่นคือ
ทำงานได้ทันทีที่ผิว โดยไม่ต้องเปลี่ยนฟอร์ม
เสถียรกว่าเรตินอยด์รุ่นเก่า
ระคายเคืองน้อยกว่า
ไม่ทำให้ผิวไวต่อแสงเท่าแบบดั้งเดิม
เหมาะกับคนที่อยากได้ผลลัพธ์แบบเรตินอยด์ แต่ไม่อยากเสี่ยงหน้าแหก

มือใหม่ใช้เรตินอยด์ ต้องระวังอะไรบ้าง?
กลุ่มเรตินอยด์ทั้งหมดมีโอกาสทำให้ผิวระคายเคืองได้ โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยใช้มาก่อน ผิวอาจเจออาการเหล่านี้
ผิวแห้ง ตึง
แดง ลอก คัน
สิวถูกดันขึ้นมา
ถ้าคุณเป็นคนผิวแห้งหรือผิวบอบบาง ต้องใจเย็นเป็นพิเศษ เพราะผิวอาจแห้งและระคายเคืองมากกว่าปกติ
อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้มักเกิดในช่วงที่ผิวกำลังปรับตัว เมื่อผ่านเฟสนี้ไป ผิวจะเริ่มนิ่งขึ้นและแข็งแรงขึ้น
วิธีเริ่มใช้เรตินอยด์แบบปลอดภัย ไม่หน้าเละ
หลักใหญ่ใจความของมือใหม่คือ: ค่อย ๆ เริ่ม ใช้น้อย และให้เวลาผิวปรับตัว
แนวทางเบื้องต้น:
สัปดาห์แรก: ใช้ปริมาณประมาณเท่า “เม็ดถั่ว”
ทาแบบ วันเว้นวัน เพื่อเช็คว่าผิวรับไหวไหม
ถ้าผ่านไปแล้วไม่รู้สึกแสบ แดง ลอกแรง ๆ ค่อยเพิ่มเป็น ใช้ทุกวัน
ปริมาณสามารถขยับเป็นประมาณ 1–2 ปั๊ม (แล้วแต่เนื้อผลิตภัณฑ์)
ใช้ เฉพาะกลางคืน เพราะเรตินอยด์ไวต่อแสง

สเต็ปการใช้เรตินอยด์ให้ผิวไม่พัง
อยากล็อคหน้าเด็ก ลดริ้วรอย และให้ผิวดูอ่อนเยาว์แบบยืนระยะ เรตินอยด์ช่วยได้ แต่ต้องใช้ให้ถูกวิธี
1. เตรียมผิวให้แข็งแรงก่อน
ก่อนจะกระโดดเข้าเรตินอยด์เต็มตัว ควร
เน้นสกินแคร์ที่ช่วยเสริมเกราะผิว (barrier)
บำรุงให้ผิวชุ่มชื้นและสมดุล ไม่แห้งเกินไป
2. ทาแบบ “แซนด์วิช” เสริมชั้นผิว
การใช้เรตินอยด์ร่วมกับมอยเจอร์ไรเซอร์เป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะผิวบอบบาง
ทามอยเจอร์ไรเซอร์ก่อน
ตามด้วยเรตินอยด์
ปิดท้ายด้วยมอยเจอร์ไรเซอร์อีกครั้ง
เพื่อช่วยลดการระคายเคืองและล็อคความชุ่มชื้น
3. สเต็ปสำหรับแต่ละสภาพผิว
ผิวแห้ง / ผิวแพ้ง่าย / ผิวระคายเคืองง่าย
ลำดับการทาแนะนำ:
เอสเซนส์
เซรั่ม
มอยเจอร์ไรเซอร์เนื้อโลชั่นหรือครีม
เรตินอยด์
มอยเจอร์ไรเซอร์เนื้อเข้มข้นปิดท้าย
ผิวมัน / ผิวผสม / ผิวธรรมดา
ลำดับการทาแนะนำ:
เอสเซนส์
เซรั่ม
เรตินอยด์
มอยเจอร์ไรเซอร์ (จะเนื้อเบาหรือเข้มข้นแล้วแต่สภาพผิว)
4. เทคนิคการทาให้ลดโอกาสลอก
แต้มเป็นจุด ๆ บนใบหน้า
เริ่มจาก กรอบหน้า แล้วค่อยไล่เข้ามากลางหน้า
เลี่ยงบริเวณที่บอบบางมาก เช่น ข้างจมูก รอบปาก เพื่อช่วยลดอาการลอก
5. อย่าใช้คู่กับอะไร?
เพื่อไม่ให้ผิวระคายเคืองเกินไป ควร เลี่ยงการใช้ในคืนเดียวกัน กับสกินแคร์ที่มี
AHA
BHA
Vitamin C ความเข้มข้นสูง
ถ้าอยากใช้ทั้งหมด แนะนำสลับคืนกันไปจะปลอดภัยกว่า
6. ใช้คู่กับอะไรแล้วปังขึ้น?
ผลิตภัณฑ์ที่มี เปปไทด์ (Peptide) ช่วยซัพพอร์ตการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน
ส่วนผสมกลุ่มเติมน้ำให้ผิวอย่าง ไฮยาลูรอน (Hyaluron) เพื่อเติมความชุ่มชื้น ลดโอกาสลอก
7. กันแดดคือกฏเหล็กของคนใช้เรตินอยด์
ทา ครีมกันแดดทุกเช้า แบบไม่ต่อรอง
เลือก SPF ที่เหมาะ และทาซ้ำถ้าต้องออกกลางแจ้งนาน ๆ
หลีกเลี่ยงอยู่กลางแดดจัดเป็นเวลานาน และควรมีตัวช่วยกันแดด เช่น หมวก ร่ม แว่นกันแดด
8. เคสพิเศษที่ควรงดใช้ชั่วคราว
งดใช้ก่อนออกทริปกลางแจ้งแรง ๆ (ทะเล ภูเขา) ประมาณ 1–2 วัน
งดใช้ 1–2 สัปดาห์ก่อนและหลังการทำเลเซอร์หน้า เพื่อไม่ให้ผิวบางเกินไป
เรตินอยด์สายอ่อนโยน: Hybrid Retinoids จากกิฟฟารีน
แบรนด์ไทยอย่าง กิฟฟารีน (Giffarine) ก็ลงสนามเรตินอยด์ด้วยเช่นกัน โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์
“กิฟฟารีน พรีเมียม เอชพีอาร์ เรตินอยด์ สกิน บูสเตอร์ (Giffarine Premium HPR Retinoid Skin Booster)”
จุดเด่นคือใช้นวัตกรรม Hybrid Retinoids สูตรเฉพาะ ที่เน้นทั้งความอ่อนโยนและประสิทธิภาพ โดยผสาน:
2% HPR-CS (New Gen-Retinoid Complex Solution)
เทียบเท่า HPR เข้มข้น 0.2%
เป็นเรตินอยด์เจนใหม่ที่ให้ผลดีแต่ระคายเคืองน้อย
Max Dose Phyto-Retinol
เรตินอลจากธรรมชาติ
ให้ผลใกล้เคียง Retinol ทั่วไป แต่โอกาสระคายเคืองน้อยกว่า
พร้อมเสริมสารบำรุงที่เน้นการฟื้นปราการผิว เช่น
Liposome Ceramide NP ช่วยให้เกราะผิวดูแข็งแรงขึ้น
3% Hydra-Soothing Complex ที่รวม
Natural Hyaluron 100%
Cica
Natural Betaine
Panthenol
ทั้งหมดนี้ช่วยปลอบประโลมผิว เติมความชุ่มชื้น และลดโอกาสการระคายเคืองได้ดี

เรตินอยด์เจนใหม่: โดสจัดเต็มแต่ผิวไม่โดนทำร้าย
“กิฟฟารีน พรีเมียม เอชพีอาร์ เรตินอยด์ สกิน บูสเตอร์ เรตินอยด์” ถูกออกแบบมาในคอนเซ็ปต์ Effective Dose คือ
ให้ปริมาณสารบำรุงที่ทำงานได้จริง
ผ่านการรองรับด้วยงานวิจัย
ทดสอบโดยแพทย์ผิวหนังว่า ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวในระดับทดสอบที่กำหนด
จึงตอบโจทย์คนที่อยากใช้เรตินอยด์แบบ
อ่อนโยน แต่ยังรู้สึกได้ว่าผิวมีการผลัดตัว
ช่วยเสริมการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติ โดยไม่ทำลายชั้นผิว
และยังตัดส่วนผสมที่หลายคนกังวลออกไป ถึง 6 อย่าง ได้แก่
ไม่มีน้ำหอม
ไม่มีซิลิโคน
ไม่มีมิเนอรัลออยล์
ไม่มีแอลกอฮอล์
ไม่มีพาราเบน
ไม่มีสีสังเคราะห์
ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งได้เปรียบเรื่องผิว
อย่ารอให้ริ้วรอยมาเคาะประตูหน้ากระจกแล้วค่อยเริ่มดูแลผิว การใช้เรตินอยด์ตั้งแต่ช่วงอายุประมาณ 20 ปีขึ้นไป ถือเป็นการลงทุนกับผิวระยะยาวที่คุ้มค่ามาก
เพราะเรตินอยด์ช่วยให้ผิว
ดูอ่อนเยาว์ขึ้น
เรียบเนียนและชุ่มชื้นขึ้น
ชะลอการเกิดริ้วรอยในอนาคต
ถ้าอยากเริ่มด้วยสกินแคร์สายอ่อนโยนแต่จริงจังกับผลลัพธ์ ตัวบูสเตอร์อย่าง “กิฟฟารีน พรีเมียม เอชพีอาร์ เรตินอยด์ สกิน บูสเตอร์” ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากยืดอายุผิวให้ดูดีไปได้นาน ๆ
ท้ายที่สุด การดูแลผิวไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่คือการเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเอง ผิวแข็งแรง = เราก็กล้าใช้ชีวิตเต็มที่มากขึ้น

