เครียดนิดเดียว แต่ผมร่วงเป็นกำ เรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด
เคยไหม แค่สระผมเบา ๆ หรือหวีผมไม่กี่ครั้ง เส้นผมก็ร่วงติดมือมาเป็นกำ จนเริ่มกลัวว่าตัวเองกำลังหัวบางอยู่แบบไม่รู้ตัว
สำหรับคนวัยทำงานที่ต้องรับแรงกดดันสารพัด ทั้งงาน เงิน ความรับผิดชอบ ความเครียดเหล่านี้ไม่ได้แค่ทำให้ใจพัง แต่ยัง เร่งให้เส้นผมหลุดร่วงเร็วกว่าปกติจนกลายเป็น “ภาวะผมร่วง” ได้จริง
ถ้าปล่อยให้ผมร่วงต่อเนื่องนาน ๆ รากผมอาจเสียหายถาวร งอกใหม่ไม่ได้ และสุดท้ายเส้นผมจะค่อย ๆ บางลงจนเห็นหนังศีรษะชัดเจน กลายเป็น “ภาวะผมบาง” ที่กระทบความมั่นใจแบบเต็ม ๆ
ทำไมยิ่งเครียด ผมยิ่งร่วง
หนึ่งในตัวการหลักที่ทำให้ผมร่วงเยอะผิดปกติ โดยเฉพาะในช่วงอายุ 25–45 ปี คือ ความเครียดเรื้อรัง ในช่วงวัยที่ชีวิตเต็มไปด้วยเดดไลน์ เป้าหมาย และภาระรอบด้าน
เมื่อเครียดสะสม ระบบฮอร์โมนและการไหลเวียนเลือดในร่างกายถูกรบกวน วงจรชีวิตของเส้นผมสั้นลง รากผมอ่อนแอ ส่งผลให้ผมร่วงมากกว่าปกติ
ในบางคนที่มีภาวะเครียดหนักหรือมีภาวะซึมเศร้าร่วมด้วย อาจเผลอ ดึงผมตัวเองซ้ำ ๆ แบบไม่รู้ตัว หรือที่เรียกว่าโรคดึงผมตัวเอง (Trichotillomania) ซึ่งเร่งให้ผมบางลงเร็วกว่าเดิม
ไม่ได้มีแค่ความเครียด ปัจจัยอื่นที่ทำให้ผมร่วง
นอกจากความเครียด ยังมีอีกหลายสาเหตุที่แอบทำร้ายเส้นผมแบบเนียน ๆ จนบางทีเราไม่ทันระวัง
พันธุกรรม (Androgenetic Alopecia)
รากผมไวต่อฮอร์โมน DHT (Dihydrotestosterone) ทำให้ผมเส้นเล็กลง บางลง และร่วงเร็วขึ้น พบได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
ผู้หญิงหลังคลอด
วัยใกล้หมดประจำเดือน
การใช้ยาคุมกำเนิด หรือยารักษาสิวบางชนิด
ฮอร์โมนที่เปลี่ยนไปมีผลต่อวงจรเส้นผม ทำให้ผมร่วงมากกว่าปกติชั่วคราว
โภชนาการไม่สมดุล
การอดอาหาร ขาดธาตุเหล็ก วิตามิน D วิตามิน B12 หรือโปรตีน ทำให้เส้นผมขาดสารอาหาร ผมจึงอ่อนแอและหลุดร่วงง่ายพฤติกรรมทำร้ายผมในชีวิตประจำวัน
เข้านอนทั้งที่ผมยังชื้น
หวีผมแรง ๆ ขณะที่ผมเปียก
มัดผมตึงเกินไปเป็นประจำ
ใช้ความร้อนจัดจากไดร์ หนีบ ดัด อยู่ตลอด
ทำเคมี ซอย ย้อม ดัดบ่อยเกินไป
โรคที่เกี่ยวข้องกับเส้นผมและหนังศีรษะ
โรคผมร่วงเป็นหย่อม (Alopecia Areata)
ผื่นเซ็บเดิร์มบนหนังศีรษะ
ผลข้างเคียงจากยา
เช่น ยาเคมีบำบัด ยาต้านการแข็งตัวของเลือดบางชนิด ก็อาจทำให้ผมร่วงได้ชัดเจนไลฟ์สไตล์ทำร้ายรากผม
มลพิษทางอากาศ การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และการนอนดึกเรื้อรัง ล้วนส่งผลเสียต่อสุขภาพเส้นผมและหนังศีรษะทั้งสิ้น
ผมร่วงแค่ไหนต้องเริ่มกังวล?
หลายคนชอบถามตัวเองว่า “ผมร่วงเท่านี้ปกติไหม หรือควรไปหาหมอแล้ว?”
ความจริงคือ เส้นผมของเรามีร่วงทุกวันอยู่แล้ว โดยเฉลี่ย
ประมาณ 100 เส้นต่อวัน ในวันปกติ
ประมาณ 200 เส้นต่อวัน ในวันที่สระผม
แต่ถ้าเริ่มสังเกตว่า
ผมติดหวีเป็นกระจุก
หมอนมีเส้นผมเต็ม
พื้นห้องน้ำ พื้นห้องนอนมีผมหล่นเยอะผิดปกติ
นั่นคือ สัญญาณเตือนระยะเริ่มต้น ที่ไม่ควรมองข้าม
วิธีเช็กง่าย ๆ ด้วยตัวเอง
ใช้นิ้วสางผมเบา ๆ ถ้าทุกครั้งที่สางมีผมหลุดออกมา เกิน 2 เส้นซ้ำ ๆ หลายครั้งติดกัน ควรเริ่มเข้าปรึกษาแพทย์
และถ้ามีอาการต่อไปนี้ ห้ามรอ ให้ไปพบแพทย์ทันที
ผมร่วงเป็นหย่อม เหมือนเหรียญกลม ๆ บนหนังศีรษะ
คลำแล้วเจอจุดหัวล้าน ชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ
หนังศีรษะมีอาการคัน แสบ แดง มีสะเก็ดหรือมีหนองร่วมด้วย
ผมร่วงรวดเร็วผิดปกติ ภายใน 2–4 สัปดาห์เริ่มเห็นหัวล้านชัดขึ้น
มีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เหนื่อยง่าย น้ำหนักลด ประจำเดือนขาด
เพราะผมร่วงบางครั้งอาจไม่ใช่แค่เรื่องเส้นผม แต่เป็นสัญญาณของโรคอื่นในร่างกาย การไปพบแพทย์เร็วจะช่วยให้หาสาเหตุและรักษาได้ตรงจุด
วิธีรักษาผมร่วง–ผมบางที่ใช้กันในปัจจุบัน
การรักษาผมร่วงทุกวันนี้ไปไกลกว่าการใช้แชมพูเฉพาะทางแล้ว มีทั้งการใช้ยา เทคโนโลยี และหัตถการเสริม เพื่อช่วยให้รากผมกลับมาแข็งแรงขึ้น
กลุ่มยาที่ใช้บ่อย
Minoxidil
ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดบริเวณรากผม ทำให้รากผมได้รับสารอาหารมากขึ้น เส้นผมแข็งแรงขึ้น ใช้ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย (ภายใต้คำแนะนำแพทย์)Finasteride
เป็นยาลดระดับฮอร์โมน DHT ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในภาวะผมร่วงจากพันธุกรรม นิยมใช้ในผู้ชายเพื่อชะลอผมบางจากกรรมพันธุ์
เทคโนโลยีและหัตถการเสริม
PRP (Platelet-Rich Plasma)
การฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้นกลับเข้าไปที่หนังศีรษะ เพื่อกระตุ้นการทำงานของรากผม ให้กลับมาแข็งแรงและต่ออายุเส้นผมที่ยังเหลืออยู่การฉายแสงสีแดง (Low-level laser therapy)
ใช้พลังงานแสงความเข้มต่ำช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและการทำงานของรากผมอย่างอ่อนโยน เหมาะสำหรับคนที่ผมเริ่มบางแต่ยังมีรากผมอยู่
ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมที่เลือกใช้ได้อย่างมีสติ
ผลิตภัณฑ์ดูแลผมไม่ได้ไร้ประโยชน์ แต่ก็ไม่ใช่ปาฏิหาริย์สำเร็จรูป สิ่งสำคัญคือ ต้องเลือกให้ถูกและใช้ให้เป็น
ตัวอย่างสารสำคัญที่มักช่วยเสริมสุขภาพเส้นผม ได้แก่
แชมพูที่มี Ketoconazole ช่วยลดการอักเสบของหนังศีรษะ และมีฤทธิ์ต้าน DHT บางส่วน
ผลิตภัณฑ์ที่มี Saw Palmetto, ไบโอติน, วิตามินกลุ่ม B, วิตามิน E ช่วยบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ
แต่อย่าลืมว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ช่วยดูแลเฉพาะเส้นผมที่ยังมีอยู่ หากผมร่วงหนัก ผมบางชัด หรือรากผมเสียหายไปแล้ว การพบแพทย์เพื่อวางแผนรักษาอย่างจริงจังคือทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า
ปลูกผม: ทางเลือกเมื่อรากผมเสียหายถาวร
ถ้าปล่อยให้ผมร่วงนานจนรากผมบางส่วนตายถาวร การใช้ยาและผลิตภัณฑ์บำรุงอาจไม่พอ แพทย์อาจแนะนำให้ใช้เทคโนโลยีปลูกผมเข้ามาช่วย
วิธีปลูกผมที่นิยม
FUE (Follicular Unit Extraction)
ใช้เครื่องมือขนาดเล็กเจาะเอารากผมทีละกราฟจากบริเวณท้ายทอย แล้วย้ายไปปลูกในบริเวณที่ผมบางหรือหัวล้านแผลมีขนาดเล็ก
ฟื้นตัวไว
ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ
FUT (Follicular Unit Transplantation)
เป็นการเลาะหนังศีรษะบริเวณท้ายทอยออกมาเป็นชิ้นแล้วแยกรากผมเพื่อนำไปปลูกได้จำนวนกราฟผมเยอะในครั้งเดียว
แต่แผลใหญ่และใช้เวลาพักฟื้นนานกว่า
ในปัจจุบันยังมีงานวิจัยด้าน สเต็มเซลล์ และ 3D Hair Bioprinting ที่หากพัฒนาได้สำเร็จ อาจช่วยสร้างรากผมใหม่ในอนาคต เป็นความหวังอีกก้าวของคนที่ผมบางมานาน
ดูแลใจ–ดูแลผม ไปพร้อมกัน
ภาวะผมร่วงและผมบาง โดยเฉพาะในวัยทำงานที่ต้องพบเจอผู้คนเยอะ สามารถกระทบความมั่นใจอย่างหนัก หลายคนเริ่มหลบเลี่ยงการเข้าสังคม ไม่กล้าถ่ายรูป หรือเครียดซ้ำเข้าไปอีก
แต่สิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้คือ “คุณค่าของเราไม่ได้ถูกวัดด้วยจำนวนเส้นผมบนศีรษะ” และภาวะผมร่วงจำนวนมากในทุกวันนี้ มีวิธีช่วยและทางเลือกการรักษา ที่ก้าวหน้าและหลากหลายมากขึ้น
สิ่งที่เราทำได้ทันทีคือการค่อย ๆ ปรับไลฟ์สไตล์ให้เป็นมิตรกับเส้นผมมากขึ้น
พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่นอนดึกต่อเนื่อง
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น
เลือกกินอาหารที่ดีต่อเส้นผม เช่น กล้วย ฝรั่ง ไข่แดง อะโวคาโด และอาหารที่มีโปรตีนคุณภาพดี
ลดความเครียดด้วยกิจกรรมที่ผ่อนคลาย เหมาะกับตัวเอง
ถ้าเริ่มจับได้ว่าผมร่วงมากผิดปกติ อย่ารอให้หัวบางก่อนค่อยขยับ การเข้าพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้
หาสาเหตุของผมร่วงได้ตรงจุด
วางแผนการรักษาได้เหมาะกับแต่ละคน
ป้องกันไม่ให้ผมบางถาวรจนเสียความมั่นใจระยะยาว
ดูแลเส้นผมตั้งแต่วันนี้ เพราะการรักษาเมื่อ “รากผมยังมีชีวิต” ง่ายกว่าการมานั่งเสียใจตอนที่ผมไม่พร้อมงอกคืนให้เราแล้ว

