รับแอปรับแอป

ผมร่วงเพราะเครียดหรือป่วยจริง? คู่มือเช็กอาการ–ดูแลเส้นผม ก่อนผมบางถาวร

พิชิต ศรีทอง01-31

เครียดนิดเดียว แต่ผมร่วงเป็นกำ เรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด

เคยไหม แค่สระผมเบา ๆ หรือหวีผมไม่กี่ครั้ง เส้นผมก็ร่วงติดมือมาเป็นกำ จนเริ่มกลัวว่าตัวเองกำลังหัวบางอยู่แบบไม่รู้ตัว

สำหรับคนวัยทำงานที่ต้องรับแรงกดดันสารพัด ทั้งงาน เงิน ความรับผิดชอบ ความเครียดเหล่านี้ไม่ได้แค่ทำให้ใจพัง แต่ยัง เร่งให้เส้นผมหลุดร่วงเร็วกว่าปกติจนกลายเป็น “ภาวะผมร่วง” ได้จริง

ถ้าปล่อยให้ผมร่วงต่อเนื่องนาน ๆ รากผมอาจเสียหายถาวร งอกใหม่ไม่ได้ และสุดท้ายเส้นผมจะค่อย ๆ บางลงจนเห็นหนังศีรษะชัดเจน กลายเป็น “ภาวะผมบาง” ที่กระทบความมั่นใจแบบเต็ม ๆ

ทำไมยิ่งเครียด ผมยิ่งร่วง

หนึ่งในตัวการหลักที่ทำให้ผมร่วงเยอะผิดปกติ โดยเฉพาะในช่วงอายุ 25–45 ปี คือ ความเครียดเรื้อรัง ในช่วงวัยที่ชีวิตเต็มไปด้วยเดดไลน์ เป้าหมาย และภาระรอบด้าน

เมื่อเครียดสะสม ระบบฮอร์โมนและการไหลเวียนเลือดในร่างกายถูกรบกวน วงจรชีวิตของเส้นผมสั้นลง รากผมอ่อนแอ ส่งผลให้ผมร่วงมากกว่าปกติ

ในบางคนที่มีภาวะเครียดหนักหรือมีภาวะซึมเศร้าร่วมด้วย อาจเผลอ ดึงผมตัวเองซ้ำ ๆ แบบไม่รู้ตัว หรือที่เรียกว่าโรคดึงผมตัวเอง (Trichotillomania) ซึ่งเร่งให้ผมบางลงเร็วกว่าเดิม

ไม่ได้มีแค่ความเครียด ปัจจัยอื่นที่ทำให้ผมร่วง

นอกจากความเครียด ยังมีอีกหลายสาเหตุที่แอบทำร้ายเส้นผมแบบเนียน ๆ จนบางทีเราไม่ทันระวัง

  • พันธุกรรม (Androgenetic Alopecia)
    รากผมไวต่อฮอร์โมน DHT (Dihydrotestosterone) ทำให้ผมเส้นเล็กลง บางลง และร่วงเร็วขึ้น พบได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง

  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

    • ผู้หญิงหลังคลอด

    • วัยใกล้หมดประจำเดือน

    • การใช้ยาคุมกำเนิด หรือยารักษาสิวบางชนิด
      ฮอร์โมนที่เปลี่ยนไปมีผลต่อวงจรเส้นผม ทำให้ผมร่วงมากกว่าปกติชั่วคราว

  • โภชนาการไม่สมดุล
    การอดอาหาร ขาดธาตุเหล็ก วิตามิน D วิตามิน B12 หรือโปรตีน ทำให้เส้นผมขาดสารอาหาร ผมจึงอ่อนแอและหลุดร่วงง่าย

  • พฤติกรรมทำร้ายผมในชีวิตประจำวัน

    • เข้านอนทั้งที่ผมยังชื้น

    • หวีผมแรง ๆ ขณะที่ผมเปียก

    • มัดผมตึงเกินไปเป็นประจำ

    • ใช้ความร้อนจัดจากไดร์ หนีบ ดัด อยู่ตลอด

    • ทำเคมี ซอย ย้อม ดัดบ่อยเกินไป

  • โรคที่เกี่ยวข้องกับเส้นผมและหนังศีรษะ

    • โรคผมร่วงเป็นหย่อม (Alopecia Areata)

    • ผื่นเซ็บเดิร์มบนหนังศีรษะ

  • ผลข้างเคียงจากยา
    เช่น ยาเคมีบำบัด ยาต้านการแข็งตัวของเลือดบางชนิด ก็อาจทำให้ผมร่วงได้ชัดเจน

  • ไลฟ์สไตล์ทำร้ายรากผม
    มลพิษทางอากาศ การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และการนอนดึกเรื้อรัง ล้วนส่งผลเสียต่อสุขภาพเส้นผมและหนังศีรษะทั้งสิ้น

ผมร่วงแค่ไหนต้องเริ่มกังวล?

หลายคนชอบถามตัวเองว่า “ผมร่วงเท่านี้ปกติไหม หรือควรไปหาหมอแล้ว?”

ความจริงคือ เส้นผมของเรามีร่วงทุกวันอยู่แล้ว โดยเฉลี่ย

  • ประมาณ 100 เส้นต่อวัน ในวันปกติ

  • ประมาณ 200 เส้นต่อวัน ในวันที่สระผม

แต่ถ้าเริ่มสังเกตว่า

  • ผมติดหวีเป็นกระจุก

  • หมอนมีเส้นผมเต็ม

  • พื้นห้องน้ำ พื้นห้องนอนมีผมหล่นเยอะผิดปกติ

นั่นคือ สัญญาณเตือนระยะเริ่มต้น ที่ไม่ควรมองข้าม

วิธีเช็กง่าย ๆ ด้วยตัวเอง

  • ใช้นิ้วสางผมเบา ๆ ถ้าทุกครั้งที่สางมีผมหลุดออกมา เกิน 2 เส้นซ้ำ ๆ หลายครั้งติดกัน ควรเริ่มเข้าปรึกษาแพทย์

และถ้ามีอาการต่อไปนี้ ห้ามรอ ให้ไปพบแพทย์ทันที

  • ผมร่วงเป็นหย่อม เหมือนเหรียญกลม ๆ บนหนังศีรษะ

  • คลำแล้วเจอจุดหัวล้าน ชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ

  • หนังศีรษะมีอาการคัน แสบ แดง มีสะเก็ดหรือมีหนองร่วมด้วย

  • ผมร่วงรวดเร็วผิดปกติ ภายใน 2–4 สัปดาห์เริ่มเห็นหัวล้านชัดขึ้น

  • มีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เหนื่อยง่าย น้ำหนักลด ประจำเดือนขาด

เพราะผมร่วงบางครั้งอาจไม่ใช่แค่เรื่องเส้นผม แต่เป็นสัญญาณของโรคอื่นในร่างกาย การไปพบแพทย์เร็วจะช่วยให้หาสาเหตุและรักษาได้ตรงจุด

วิธีรักษาผมร่วง–ผมบางที่ใช้กันในปัจจุบัน

การรักษาผมร่วงทุกวันนี้ไปไกลกว่าการใช้แชมพูเฉพาะทางแล้ว มีทั้งการใช้ยา เทคโนโลยี และหัตถการเสริม เพื่อช่วยให้รากผมกลับมาแข็งแรงขึ้น

กลุ่มยาที่ใช้บ่อย

  • Minoxidil
    ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดบริเวณรากผม ทำให้รากผมได้รับสารอาหารมากขึ้น เส้นผมแข็งแรงขึ้น ใช้ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย (ภายใต้คำแนะนำแพทย์)

  • Finasteride
    เป็นยาลดระดับฮอร์โมน DHT ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในภาวะผมร่วงจากพันธุกรรม นิยมใช้ในผู้ชายเพื่อชะลอผมบางจากกรรมพันธุ์

เทคโนโลยีและหัตถการเสริม

  • PRP (Platelet-Rich Plasma)
    การฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้นกลับเข้าไปที่หนังศีรษะ เพื่อกระตุ้นการทำงานของรากผม ให้กลับมาแข็งแรงและต่ออายุเส้นผมที่ยังเหลืออยู่

  • การฉายแสงสีแดง (Low-level laser therapy)
    ใช้พลังงานแสงความเข้มต่ำช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและการทำงานของรากผมอย่างอ่อนโยน เหมาะสำหรับคนที่ผมเริ่มบางแต่ยังมีรากผมอยู่

ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมที่เลือกใช้ได้อย่างมีสติ

ผลิตภัณฑ์ดูแลผมไม่ได้ไร้ประโยชน์ แต่ก็ไม่ใช่ปาฏิหาริย์สำเร็จรูป สิ่งสำคัญคือ ต้องเลือกให้ถูกและใช้ให้เป็น

ตัวอย่างสารสำคัญที่มักช่วยเสริมสุขภาพเส้นผม ได้แก่

  • แชมพูที่มี Ketoconazole ช่วยลดการอักเสบของหนังศีรษะ และมีฤทธิ์ต้าน DHT บางส่วน

  • ผลิตภัณฑ์ที่มี Saw Palmetto, ไบโอติน, วิตามินกลุ่ม B, วิตามิน E ช่วยบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ

แต่อย่าลืมว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ช่วยดูแลเฉพาะเส้นผมที่ยังมีอยู่ หากผมร่วงหนัก ผมบางชัด หรือรากผมเสียหายไปแล้ว การพบแพทย์เพื่อวางแผนรักษาอย่างจริงจังคือทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า

ปลูกผม: ทางเลือกเมื่อรากผมเสียหายถาวร

ถ้าปล่อยให้ผมร่วงนานจนรากผมบางส่วนตายถาวร การใช้ยาและผลิตภัณฑ์บำรุงอาจไม่พอ แพทย์อาจแนะนำให้ใช้เทคโนโลยีปลูกผมเข้ามาช่วย

วิธีปลูกผมที่นิยม

  • FUE (Follicular Unit Extraction)
    ใช้เครื่องมือขนาดเล็กเจาะเอารากผมทีละกราฟจากบริเวณท้ายทอย แล้วย้ายไปปลูกในบริเวณที่ผมบางหรือหัวล้าน

    • แผลมีขนาดเล็ก

    • ฟื้นตัวไว

    • ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ

  • FUT (Follicular Unit Transplantation)
    เป็นการเลาะหนังศีรษะบริเวณท้ายทอยออกมาเป็นชิ้นแล้วแยกรากผมเพื่อนำไปปลูก

    • ได้จำนวนกราฟผมเยอะในครั้งเดียว

    • แต่แผลใหญ่และใช้เวลาพักฟื้นนานกว่า

ในปัจจุบันยังมีงานวิจัยด้าน สเต็มเซลล์ และ 3D Hair Bioprinting ที่หากพัฒนาได้สำเร็จ อาจช่วยสร้างรากผมใหม่ในอนาคต เป็นความหวังอีกก้าวของคนที่ผมบางมานาน

ดูแลใจ–ดูแลผม ไปพร้อมกัน

ภาวะผมร่วงและผมบาง โดยเฉพาะในวัยทำงานที่ต้องพบเจอผู้คนเยอะ สามารถกระทบความมั่นใจอย่างหนัก หลายคนเริ่มหลบเลี่ยงการเข้าสังคม ไม่กล้าถ่ายรูป หรือเครียดซ้ำเข้าไปอีก

แต่สิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้คือ “คุณค่าของเราไม่ได้ถูกวัดด้วยจำนวนเส้นผมบนศีรษะ” และภาวะผมร่วงจำนวนมากในทุกวันนี้ มีวิธีช่วยและทางเลือกการรักษา ที่ก้าวหน้าและหลากหลายมากขึ้น

สิ่งที่เราทำได้ทันทีคือการค่อย ๆ ปรับไลฟ์สไตล์ให้เป็นมิตรกับเส้นผมมากขึ้น

  • พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่นอนดึกต่อเนื่อง

  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น

  • เลือกกินอาหารที่ดีต่อเส้นผม เช่น กล้วย ฝรั่ง ไข่แดง อะโวคาโด และอาหารที่มีโปรตีนคุณภาพดี

  • ลดความเครียดด้วยกิจกรรมที่ผ่อนคลาย เหมาะกับตัวเอง

ถ้าเริ่มจับได้ว่าผมร่วงมากผิดปกติ อย่ารอให้หัวบางก่อนค่อยขยับ การเข้าพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้

  • หาสาเหตุของผมร่วงได้ตรงจุด

  • วางแผนการรักษาได้เหมาะกับแต่ละคน

  • ป้องกันไม่ให้ผมบางถาวรจนเสียความมั่นใจระยะยาว

ดูแลเส้นผมตั้งแต่วันนี้ เพราะการรักษาเมื่อ “รากผมยังมีชีวิต” ง่ายกว่าการมานั่งเสียใจตอนที่ผมไม่พร้อมงอกคืนให้เราแล้ว