ภาพรวมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ 2569
โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เป็นการคัดกรองและลงทะเบียนรอบใหม่ เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่มีคุณสมบัติตรงตามกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง ให้ได้รับสิทธิสวัสดิการพื้นฐานจากภาครัฐ และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น
เปิดลงทะเบียนยืนยันสิทธิระหว่างวันที่ 4 – 21 มิถุนายน 2569 เวลา 06.00 – 23.00 น.
กลุ่มที่เข้าร่วมได้ในรอบนี้ เน้น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม และ กลุ่มตกหล่น ตามฐานข้อมูล จปฐ. และสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์
ผู้มีบัตรเดิมทุกคนต้อง “ยืนยันสิทธิ” ใหม่ เพื่อให้ตรวจสอบคุณสมบัติตามเกณฑ์ปี 2569
ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบและยืนยันตัวตนแล้ว จะเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2569 (หรือ 1 ตุลาคม 2569 หากผ่านรอบอุทธรณ์และยืนยันตัวตนทีหลัง)
สิทธิประโยชน์ยังคงรูปแบบเดิม เน้นบรรเทาค่าครองชีพ ได้แก่
วงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรมในร้านธงฟ้าฯ และร้านตามที่กำหนด: 300 บาท/คน/เดือน
ส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม: 80 บาท/คน/3 เดือน
ค่าเดินทางขนส่งสาธารณะ: 750 บาท/คน/เดือน ใช้กับรถเมล์ ขสมก., รถ บขส., รถไฟฟ้า BTS/MRT/รถไฟความเร็วสูง, รถไฟ, รถร่วมและรถเอกชน, รถสองแถว, เรือโดยสาร ฯลฯ
ช่วยค่าไฟฟ้า: 315 บาท/ครัวเรือน/เดือน หากใช้เกิน ผู้มีสิทธิ์ต้องจ่ายส่วนเกินเองทั้งหมด
ช่วยค่าน้ำประปา: 100 บาท/ครัวเรือน/เดือน ถ้าใช้เกิน 100 แต่ไม่เกิน 315 บาท ได้สนับสนุน 100 บาท ส่วนเกินจ่ายเอง หากเกิน 315 บาทต้องจ่ายทั้งหมด
ความต่างสำคัญจากรอบก่อนคือ การใช้เกณฑ์รายได้ – ทรัพย์สิน – หนี้สินที่ละเอียดขึ้น และการเปิดรับเฉพาะผู้มีบัตรเดิมและกลุ่มตกหล่นตามฐานข้อมูลของหน่วยงานรัฐ ไม่เปิดให้บุคคลทั่วไปที่อยู่นอกฐานข้อมูลลงทะเบียนใหม่ในปี 2569
เงื่อนไขและคุณสมบัติพื้นฐานผู้มีสิทธิ์
คุณสมบัติหลักของผู้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 สรุปได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่: สถานะบุคคล, ฐานะทางการเงิน, และ ทรัพย์สิน – ยานพาหนะ
1. สถานะบุคคล
ต้องมี สัญชาติไทย
มีอายุ ตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ปิดรับลงทะเบียน
ไม่เป็นบุคคลต้องห้าม ต่อไปนี้
ภิกษุ สามเณร นักพรต นักบวช
ผู้ต้องขัง ผู้ถูกกักกัน ผู้ต้องกักขัง
บุคคลที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ
นักเรียน นักศึกษา
ข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงาน ลูกจ้าง เจ้าหน้าที่ หรือผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐที่ได้รับค่าตอบแทนเกิน 100,000 บาทต่อปี (หากไม่เกิน 100,000 บาท/ปี ยังเข้าได้)
ผู้รับบำนาญ เบี้ยหวัด หรือบำเหน็จรายเดือนจากภาครัฐ
ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา
หุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน / ผู้ถือหุ้น / กรรมการบริษัท ตามฐานข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
ผู้มีบัญชีฝากหลักทรัพย์ หรือถือครองตราสารหนี้ ตามฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
ผู้เอาประกันชีวิตประเภทสามัญ ที่ชำระเบี้ยประกัน ตั้งแต่ 12,000 บาท/ปีขึ้นไป
ผู้ที่ถูกใช้ชื่อเพื่อหักลดหย่อนภาษีเงินได้ ในฐานะ บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร ของผู้มีเงินได้
2. รายได้และทรัพย์สินทางการเงิน
มีรายได้ ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีต่อคน
มีรายจ่ายให้บุคคลอื่น ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี
ทรัพย์สินทางการเงินรวมทุกประเภท ไม่เกิน 100,000 บาท ได้แก่
เงินฝากในธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินของรัฐ (ออมสิน, ธ.ก.ส., ธอส., ธนาคารอิสลามฯ)
สลากออมทรัพย์ของธนาคารออมสิน, ธ.ก.ส., ธอส.
ไม่มีบัตรเครดิต
วงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภท และทุกบัญชี ไม่เกิน 100,000 บาท (ดูจากฐานข้อมูลเครดิตบูโร)
3. อสังหาริมทรัพย์และยานพาหนะ
อสังหาริมทรัพย์
ห้องชุดรวมทุกแห่ง พื้นที่รวม ไม่เกิน 35 ตารางเมตร
บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ห้องแถว ตึกแถว รวมทุกแห่ง พื้นที่รวม ไม่เกิน 25 ตารางวา
- กรณีเป็นเกษตรกร
ที่ดินและที่อยู่อาศัย (รวมที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน) รวมทุกแห่ง ไม่เกิน 10 ไร่ (เมื่อรวมกับบ้าน/ที่ดินตามข้างต้น)
- กรณีไม่ได้เป็นเกษตรกร
ที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมทุกแห่ง ไม่เกิน 1 ไร่ (รวมพื้นที่บ้าน/ทาวน์เฮาส์ตามเกณฑ์ด้านบน)
ยานพาหนะ
ห้าม มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์หรือยานพาหนะอื่น ยกเว้นกรณีต่อไปนี้ ประเภทละไม่เกิน 1 คัน
รถจักรยานยนต์ เครื่องยนต์ไม่เกิน 300 ซีซี
รถยนต์สามล้อ
รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง
รถใช้งานเกษตรกรรมตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์
ตัวอย่างเคส: คนโสด ไม่มีลูก
ในเอกสารอ้างอิงไม่ได้ยกตัวอย่างรายบุคคลแยกตามสถานะครอบครัวโดยตรง แต่จากเกณฑ์ที่กำหนด สามารถสรุปภาพรวมสำหรับคนโสดไม่มีลูกได้ดังนี้ (เป็นการจัดกลุ่มตามเงื่อนไขเท่านั้น ไม่ใช่การวิเคราะห์ส่วนบุคคล)
ลักษณะที่เข้าเกณฑ์โดยหลักการ
สัญชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป
รายได้ทั้งปีไม่เกิน 100,000 บาท
ไม่มีบัตรเครดิต
วงเงินสินเชื่อรวมทุกบัญชีไม่เกิน 100,000 บาท
เงินฝากและสลากรวมกันไม่เกิน 100,000 บาท
ไม่มีรถยนต์ส่วนบุคคล (มีได้เฉพาะมอเตอร์ไซค์ไม่เกิน 300 ซีซี หรือรถเกษตรกรรม ตามเกณฑ์)
ถือครองห้องชุด / บ้าน / ที่ดินไม่เกินเพดานที่ระบุ
ไม่ได้เป็นข้าราชการหรือพนักงานรัฐที่มีรายได้เกินเกณฑ์ และไม่ได้ถูกใช้ชื่อเพื่อลดหย่อนภาษีในฐานะบุตร/คู่สมรส/บิดามารดาของผู้มีเงินได้
ลักษณะที่มักทำให้ไม่เข้าเกณฑ์
รายได้เกิน 100,000 บาทต่อปี แม้จะยังถือว่าไม่สูงมากแต่เกินเพดานที่กำหนด
มีบัตรเครดิต หรือมีวงเงินสินเชื่อรวมเกิน 100,000 บาท
มีเงินฝาก/สลากเกิน 100,000 บาท
มีบ้าน ที่ดิน หรือห้องชุดเกินขนาดที่กำหนด
มีรถยนต์ส่วนบุคคล (ที่ไม่ใช่รถตามข้อยกเว้น)
เป็นข้าราชการ พนักงานรัฐ รับบำนาญ หรืออยู่ในกลุ่มต้องห้ามอื่น ๆ ตามเงื่อนไข
ตัวอย่างเคส: พ่อแม่มีลูก (ครัวเรือน)
เอกสารที่อ้างอิงใช้เกณฑ์ “ต่อคน” ไม่ได้ระบุตัวอย่างเชิงครัวเรือนโดยละเอียด แต่แนวคิดหลักยังคงมองที่ รายได้และทรัพย์สินของแต่ละคน เป็นหลัก ขณะเดียวกันก็มีเงื่อนไขเกี่ยวกับการถูกใช้ชื่อหักลดหย่อนภาษีในฐานะบิดา มารดา หรือบุตร
ปัจจัยที่มีผลต่อสิทธิ์
พ่อหรือแม่ที่ถูกใช้ชื่อเป็น “บิดา มารดา” ในการลดหย่อนภาษี ของบุตร จะอยู่ในกลุ่มต้องห้าม ไม่สามารถลงทะเบียนได้
บุตรที่ถูกใช้ชื่อเป็น “บุตร” สำหรับลดหย่อนภาษี ของพ่อหรือแม่ ก็เป็นกลุ่มต้องห้ามเช่นกัน
คู่สมรสที่ถูกใช้ชื่อหักลดหย่อนภาษีก็เข้าข่ายต้องห้าม
แม้จะมีรายได้ไม่สูง แต่หากทรัพย์สินทางการเงินรวมของแต่ละคนเกิน 100,000 บาท หรือมีวงเงินสินเชื่อเกิน 100,000 บาท ก็จะหลุดเกณฑ์
ภาพรวมครัวเรือนที่มีลุ้น
สมาชิกแต่ละคนในครัวเรือน ต้องผ่านเกณฑ์ รายได้ – ทรัพย์สิน – หนี้ – ยานพาหนะ ตามที่กำหนด
ไม่มีใครในบ้านถูกใช้ชื่อเป็นผู้มีสิทธิลดหย่อนภาษีในฐานะ บุตร บิดา มารดา หรือคู่สมรส
หากมีบางคนในครัวเรือนเข้าเกณฑ์ และบางคนไม่เข้า ระบบจะพิจารณาเป็นรายบุคคลตามฐานข้อมูลที่ตรวจสอบ
ตัวอย่างเคส: ผู้สูงอายุ / เกษียณ
ในข้อมูลที่ให้มา มีการย้ำเรื่องผู้สูงอายุที่ “ใช้เทคโนโลยีไม่คล่อง” ว่าสามารถไปทำรายการที่ธนาคารได้ แต่ในด้านคุณสมบัติ การเป็นผู้สูงอายุหรือเกษียณ ไม่ได้ทำให้ได้สิทธิ์อัตโนมัติ ยังต้องผ่านเกณฑ์เดิมทุกข้อ
ประเด็นสำคัญสำหรับผู้สูงอายุ
หากเป็น ผู้รับบำนาญ เบี้ยหวัด หรือบำเหน็จรายเดือนจากส่วนราชการ จะอยู่ในกลุ่มต้องห้าม ไม่สามารถลงทะเบียนได้
หากได้รับเงินจากแหล่งอื่น แต่รายได้รวมต่อปีไม่เกิน 100,000 บาท และไม่มีทรัพย์สินเกินเพดาน ก็ยังมีโอกาสเข้าเกณฑ์
ผู้สูงอายุที่ไม่ถนัดใช้แอปพลิเคชัน สามารถถือบัตรประชาชนไปลงทะเบียนหรือยืนยันสิทธิที่ธนาคารรัฐ 5 แห่งได้โดยตรง
ขั้นตอนการลงทะเบียน / ยืนยันตัวตน 2569
โครงการกำหนด 5 ช่องทางหลัก สำหรับผู้มีบัตรเดิมที่ต้องการยืนยันสิทธิ ได้แก่ แอปฯ, เว็บไซต์, ตู้ ATM และธนาคาร
1. ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”
เปิดแอปพลิเคชัน เป๋าตัง
เลือกแบนเนอร์ “โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569”
อ่านและยอมรับเงื่อนไขการลงทะเบียน
กดปุ่ม “ลงทะเบียน” เพื่อยืนยันสิทธิ
2. ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ”
Log in เข้าแอป ทางรัฐ
เลือกเมนูบริการ และค้นหา “ระบบลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ”
ระบบจะแสดงข้อมูลตามบัตรประชาชน ให้ตรวจสอบความถูกต้อง
กรอกหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ กดขั้นตอนถัดไป/บันทึกข้อมูล
อ่านเงื่อนไขและข้อตกลง แล้วกด “ยืนยัน”
ระบบจะแสดงข้อความว่า “ยืนยันการลงทะเบียนเรียบร้อย”
3. ผ่านเว็บไซต์หลักของโครงการ
URL ที่ใช้ได้:
ขั้นตอน
เข้าเว็บไซต์โครงการแล้วกดปุ่ม “เริ่มลงทะเบียน”
- เลือกวิธีพิสูจน์ตัวตนอย่างใดอย่างหนึ่ง
ใช้แอป ThaiD
หรือกรอกเลขบัตรประชาชน ชื่อ–นามสกุล วัน/เดือน/ปีเกิด และรหัส Laser ID หลังบัตรประชาชน
กรอกหมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อได้
อ่านและยอมรับเงื่อนไขและข้อตกลงของโครงการ
กดปุ่ม “ยืนยัน” ระบบจะแสดงข้อความ “ยืนยันการลงทะเบียนเรียบร้อย”
4. ผ่านตู้ ATM ธนาคารกรุงไทย
เริ่มโดยสัมผัสหน้าจอตู้ ATM เพื่อเลือกบริการ
เลือกเมนู “ยืนยันตัวตน/สิทธิสวัสดิการ” และ “ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569”
เสียบบัตรประชาชนที่ช่องอ่านบัตรของตู้ ATM
หน้าจอจะแสดงข้อตกลงและข้อมูลของผู้ลงทะเบียน ให้ตรวจสอบ และกด “ยืนยัน” หรือ “ตกลง”
ระบุหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ แล้วกด “ถัดไป/ตกลง”
ระบบขึ้นข้อความว่า “ธนาคารได้รับข้อมูลของผู้ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว” ถือเป็นจบขั้นตอน
5. ผ่านหน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคารรัฐ
ธนาคารกรุงไทย
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
ธนาคารออมสิน
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)
ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.)
ขั้นตอนโดยสรุป
นำบัตรประชาชนตัวจริงไปยื่นให้เจ้าหน้าที่ธนาคาร
เจ้าหน้าที่อ่านข้อมูลจากบัตรผ่านเครื่อง Smart Card Reader
ตรวจสอบชื่อ–นามสกุล วันเดือนปีเกิดบนหน้าจอ
กรอกหมายเลขโทรศัพท์ และให้เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล
อ่านเงื่อนไขและข้อตกลง แล้วให้เจ้าหน้าที่ช่วยกด “ยืนยัน” ในระบบ
เมื่อระบบขึ้นข้อความ “ยืนยันการลงทะเบียนเรียบร้อย” ถือว่าดำเนินการเสร็จสิ้น
วิธีเช็กสิทธิ์และสถานะบัตรสวัสดิการฯ
หลังจากลงทะเบียนหรือยืนยันสิทธิแล้ว ผู้ลงทะเบียนสามารถติดตามผลและเช็กสถานะได้หลายช่องทาง
ช่องทางตรวจสอบสถานะ
- เว็บไซต์โครงการ
แอปพลิเคชัน ทางรัฐ
แอปพลิเคชัน เป๋าตัง
หน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคารรัฐ
วิธีตรวจสอบผ่านเว็บไซต์
เข้าเว็บไซต์โครงการ แล้วคลิกเมนู “ตรวจสอบสถานะ”
- เลือกวิธีตรวจสอบ
ตรวจสอบด้วย Digital ID
หรือกรอกเลขบัตรประชาชน และวัน–เดือน–ปีเกิด
- ระบบจะแสดงสถานะการลงทะเบียน เช่น
“สถานะการลงทะเบียนสมบูรณ์” (ระบบรับข้อมูลแล้ว กำลังตรวจสอบคุณสมบัติ)
ตัวอย่างข้อความแจ้งเตือนสำคัญ
- เมื่อระบบรับข้อมูลเรียบร้อย
จะแสดงข้อความลักษณะว่า “ระบบได้รับข้อมูลการลงทะเบียนของท่านเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างพิจารณาคุณสมบัติ”
- กรณีไม่ใช่ผู้ถือบัตรเดิมแต่พยายามลงทะเบียนยืนยันสิทธิ
อาจพบข้อความว่า “ท่านไม่ได้เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จึงไม่สามารถลงทะเบียนยืนยันสิทธิได้”
ไทม์ไลน์สำคัญ
4 – 21 มิถุนายน 2569: ลงทะเบียนยืนยันสิทธิ (ผู้มีบัตรเดิม)
17 กรกฎาคม 2569: ประกาศผลตรวจสอบคุณสมบัติรอบแรก
1 สิงหาคม 2569: เริ่มใช้สิทธิสำหรับผู้ที่ผ่านเกณฑ์และยืนยันตัวตนแล้ว
17 – 31 กรกฎาคม 2569: ช่วงยื่นอุทธรณ์สำหรับผู้ไม่ผ่านเกณฑ์
14 กันยายน 2569: ประกาศผลการอุทธรณ์
1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป: ผู้ที่ผ่านรอบอุทธรณ์และยืนยันตัวตนสามารถเริ่มใช้สิทธิได้
การอุทธรณ์เมื่อ “ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ”
หากผลตรวจสอบออกมาว่า “ไม่ผ่าน” ผู้ลงทะเบียนยังมีสิทธิ ยื่นอุทธรณ์ ภายในระยะเวลาที่กำหนด
4 ช่องทางเช็กผลก่อนอุทธรณ์
เว็บไซต์หลักของโครงการ
แอป “ทางรัฐ”
แอป “เป๋าตัง”
หน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคารรัฐ
วิธีอุทธรณ์ (ต้องทำภายใน 15 วันหลังประกาศผล)
1. ยื่นออนไลน์
เว็บไซต์: เข้าไปที่
https://welfare.mof.go.th
แล้วกดปุ่ม “ยื่นขออุทธรณ์ผล”
แอปพลิเคชัน: เปิดแอป ทางรัฐ หรือ เป๋าตัง แล้วกดปุ่ม “ยื่นขออุทธรณ์ผล” ในระบบ
2. ยื่นผ่านธนาคารรัฐ 5 แห่ง
ธนาคารกรุงไทย
ธ.ก.ส.
ธนาคารออมสิน
ธอส.
ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.)
เพียงแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าประสงค์จะ อุทธรณ์ผล ให้ธนาคารช่วยดำเนินการกดคำขอในระบบให้ได้ ตามวันและเวลาทำการของแต่ละสาขา
หลังยื่นอุทธรณ์
ผู้ลงทะเบียนต้องไปดำเนินการแก้ไขข้อมูล หรือจัดการเงื่อนไขที่ไม่ผ่าน ให้ครบทุกเกณฑ์ภายในกำหนดเวลาที่หน่วยงานแจ้ง
กระทรวงการคลังจะประกาศผลการอุทธรณ์ตามกำหนด (เช่น 14 กันยายน 2569 ตามข้อมูลรอบนี้)
หลังผ่านรอบอุทธรณ์แล้ว
ผู้ที่ เคยมีบัตรเดิมอยู่แล้ว
ไม่ต้องทำ e-KYC ใหม่ ระบบใช้ฐานข้อมูลเดิมได้ สามารถรอรับสิทธิได้ตามกำหนด
ผู้ที่ ไม่เคยได้รับบัตรมาก่อน (รายใหม่)
ต้องยืนยันตัวตน (e-KYC) ผ่านแอป “เป๋าตัง” หรือหน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร
เมื่อยืนยันตัวตนสำเร็จแล้ว สิทธิจะเริ่มใช้งานได้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 หรือหลังวันยืนยันตัวตนแล้วแต่กรณี
สรุปเช็กลิสต์: แบบไหน “มีลุ้น” หรือ “หมดสิทธิ์”
โปรไฟล์แบบที่ “มีลุ้น” (ตามเกณฑ์ในเอกสาร)
สัญชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป
รายได้ต่อปีไม่เกิน 100,000 บาท
ไม่มีบัตรเครดิต
วงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทไม่เกิน 100,000 บาท
เงินฝาก + สลาก รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท
ถือครองห้องชุด/บ้าน/ที่ดิน ไม่เกินขนาดตามเกณฑ์ (ห้องชุดไม่เกิน 35 ตร.ม., บ้าน/ทาวน์เฮาส์ไม่เกิน 25 ตร.วา, ที่ดินไม่เกิน 1 ไร่ หรือ 10 ไร่กรณีเกษตรกร)
ไม่มีรถยนต์ส่วนบุคคล มีได้เฉพาะมอเตอร์ไซค์ไม่เกิน 300 ซีซี หรือรถเกษตรกรรม/รถรับจ้างตามที่ระบุ ประเภทละไม่เกิน 1 คัน
ไม่อยู่ในกลุ่มต้องห้าม เช่น ข้าราชการที่มีรายได้เกินเกณฑ์ ผู้รับบำนาญ ภิกษุ นักศึกษา ฯลฯ
ไม่ถูกใช้ชื่อเป็นบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร ในการหักลดหย่อนภาษีเงินได้ของผู้มีเงินได้
โปรไฟล์แบบที่มัก “หมดสิทธิ์”
รายได้ต่อปีเกิน 100,000 บาท
มีบัตรเครดิต หรือมีวงเงินสินเชื่อรวมเกิน 100,000 บาท
เงินฝากหรือสลากรวมกันเกิน 100,000 บาท
มีห้องชุดหรืออสังหาริมทรัพย์เกินขนาดหรือจำนวนที่กำหนด
มีรถยนต์ส่วนตัว (ที่ไม่ใช่ตามข้อยกเว้น)
เป็นข้าราชการ พนักงานรัฐที่มีรายได้เกิน 100,000 บาท/ปี ผู้รับบำนาญ ผู้รับบำเหน็จ เบี้ยหวัด
อยู่ในสถานศึกษาหรือสถานสงเคราะห์ของรัฐ หรือเป็นภิกษุ/นักบวช
ถูกใช้ชื่อเป็น “ผู้ลดหย่อนภาษี” ในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร ของผู้มีเงินได้
คำแนะนำเตรียมตัวรอบถัดไป
สำหรับบุคคลทั่วไปที่ ไม่เคยมีบัตรฯ และไม่ได้อยู่ในฐานข้อมูล จปฐ. หรือสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ในรอบนี้
ปี 2569 นี้ ยังไม่สามารถลงทะเบียนได้โดยตรง (หากไม่อยู่ในกลุ่มตกหล่นที่หน่วยงานสำรวจ)
สามารถขอรับการช่วยเหลือเบื้องต้นผ่านกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อให้มีข้อมูลในระบบสำหรับการพิจารณารอบต่อไป
คณะรัฐมนตรีกำหนดให้กระทรวงการคลัง เปิดลงทะเบียนอีกครั้งภายใน 2 ปี นับจากวันเริ่มใช้สิทธิครั้งแรกในโครงการปี 2569 จึงควรติดตามข่าวสารจากเว็บไซต์โครงการและกระทรวงการคลังอย่างต่อเนื่อง
สำหรับผู้มีบัตรเดิม สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องยืนยันสิทธิระหว่าง 4 – 21 มิถุนายน 2569 ผ่านอย่างน้อยหนึ่งช่องทางที่กำหนด เพื่อรักษาสิทธิสวัสดิการต่อเนื่องตามเกณฑ์ใหม่ หากพ้นกำหนดอาจทำให้สิทธิ์ในรอบนี้หลุดไปได้โดยไม่จำเป็น


ความคิดเห็น