จากข้อมูลขนาดใหญ่สู่ระบบข้อมูลแห่งชาติ ฐานรากการตัดสินใจแบบใหม่
ระบบข้อมูลแห่งชาติคือกรอบและโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลดิจิทัลที่เชื่อมโยงข้อมูลขนาดใหญ่ AI จากหน่วยงานรัฐ สถาบันวิจัย และภาคเอกชนเข้าด้วยกันอย่างมีมาตรฐาน โปร่งใส และปลอดภัย เพื่อให้สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้วิเคราะห์ ตัดสินใจ และพัฒนาแอปพลิเคชัน AI ที่ตอบโจทย์ธุรกิจและสังคม เพิ่มผลิตภาพ และสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยไม่ทิ้งประเด็นจริยธรรมและสิทธิของประชาชน การขยับครั้งใหญ่ของหลายหน่วยงานสะท้อนว่า การสร้างระบบข้อมูลแห่งชาติไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่เป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ หนึ่งในเวทีที่ส่งสัญญาณชัดคือการเสวนา Thailand’s Momentum 2026 ที่หยิบประเด็น Society Human Capital AI Adaptation and Sustainable Competitiveness ขึ้นมาวิเคราะห์ เพื่อถามคำถามตรงๆ ว่าจะเปลี่ยนโลกข้อมูลและ AI ให้กลายเป็นขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างไร งานวิจัยจาก MIT ยังเตือนว่า โครงการนำร่อง AI กว่า 95% ล้มเหลวเพราะไม่มีข้อมูลคุณภาพและไม่เข้าไปอยู่ในกระบวนการตัดสินใจจริงขององค์กร นั่นคือคำเตือนว่าถ้าไม่มีโครงสร้างข้อมูลที่ดี การพูดถึง AI ทรานส์ฟอร์มเมชันก็เป็นเพียงวาทกรรม

ThaiLLM จุดเปลี่ยน AI เข้าใจภาษาและบริบท สร้างอธิปไตยทางข้อมูล
จุดแข็งของเศรษฐกิจข้อมูลไม่ได้อยู่ที่ขนาดข้อมูลอย่างเดียว แต่คือคุณภาพและบริบทของข้อมูลขนาดใหญ่ AI ที่ระบบเข้าใจจริง ความร่วมมือระหว่างสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่กับกลุ่มสื่อขนาดใหญ่ในการลงนามบันทึกความเข้าใจโครงการสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ จึงเป็นหมุดหมายสำคัญของการสร้าง Thai Large Language Model หรือ ThaiLLM และคลังข้อมูลกลางเพื่อการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ของประเทศ National Data Bank for AI การนำข้อมูลภาษาไทยคุณภาพสูงที่สั่งสมกว่า 50 ปีมาผสานกับศักยภาพด้านข้อมูลของสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ ไม่ได้แค่ช่วยให้โมเดลตอบคำถามเก่งขึ้น แต่คือการสร้าง AI ที่เข้าใจภาษา วัฒนธรรม และบริบทสังคมอย่างลึกซึ้ง โครงการ ThaiLLM ยังเปิดให้ประชาชนทั่วไปทดลองใช้งานผ่าน ThaiLLM Playground ทั้งในรูปแบบแชทบอทและ API โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ช่วยให้ธุรกิจและนักพัฒนาสามารถทดสอบและต่อยอดแอปพลิเคชัน AI บนฐานข้อมูลแห่งชาติได้ทันที เบื้องหลัง ThaiLLM คือเครือข่ายวิจัยเข้มแข็ง ทั้งศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สถาบันวิทยสิริเมธี สมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ สมาคมปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงคณาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหิดล โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในระยะแรก ภาพรวมคือการขยับจากการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ ไปสู่การมีอธิปไตยทาง AI บนระบบข้อมูลแห่งชาติของตนเอง

Human-centered AI กำลังคน AI และธรรมาภิบาล คือหัวใจ ไม่ใช่ส่วนเสริม
หากไม่มีคนที่พร้อมใช้และตั้งคำถามกับ AI การลงทุนสร้างระบบข้อมูลแห่งชาติก็จะว่างเปล่า การเสวนา Thailand’s Momentum 2026 จึงเน้นชัดว่า การหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางต้องเดินบนสองขา คือ R&D เทคโนโลยีคู่กับการพัฒนาทุนมนุษย์ เพื่อเตรียมแรงงานสู่อนาคต มุมมองนี้สอดรับกับเวที BDI Seminar 2026 Human-AI Synergy ที่วาง 3 มิติหลัก ได้แก่ การยกระดับทุนมนุษย์ การเสริมวิสัยทัศน์ด้าน AI และการสร้างธรรมาภิบาล AI ให้ทุกภาคส่วนใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสม และรับผิดชอบ สิ่งที่น่าสนใจคือการมอง AI แบบมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่เทคโนโลยีเป็นศูนย์กลาง รัฐและพันธมิตรไม่ได้พูดถึงกำลังคน AI แค่ในเชิงทักษะเทคนิค แต่ขยายไปสู่การเข้าใจการออกแบบ Use Case การประเมินความเสี่ยง ผลกระทบต่อแรงงาน และจริยธรรมการใช้ข้อมูล ดังที่ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ชี้ว่า AI Governance และ Data Governance ต้องพัฒนาไปคู่กัน ตั้งแต่การกำหนดกรณีใช้งาน การเตรียมข้อมูล ไปจนถึงการติดตามการทำงานของระบบ พร้อมกันนั้น สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ยังเร่งสร้าง Data Capability ผ่านแพลตฟอร์ม D2 เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐแบบกระจายศูนย์ ลดไซโลข้อมูล และเตรียมออกระเบียบว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการแล้ว เพื่อให้กรอบกฎหมายรองรับการแชร์ข้อมูลอย่างมีธรรมาภิบาล

เชื่อม AI กับการจัดการความรู้ ผลัก SMEs และองค์กรสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง
การสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูงไม่เกิดจากเทคโนโลยีฝ่ายเดียว แต่เกิดจากการเปลี่ยนทุนความรู้ให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่ AI นำไปใช้ได้จริง เวที Thailand KM Network Forum 2026 ภายใต้หัวข้อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมูลค่าสูงด้วย AI นวัตกรรม และการจัดการความรู้ กำลังหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาเป็นวาระกลาง โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้บริหาร ผู้ประกอบการ และผู้ทำงานด้านจัดการความรู้ได้แลกเปลี่ยนแนวทางการแปลงความรู้เป็นพลังในการพัฒนาองค์กรและเศรษฐกิจ ทิศทางการทำงานของสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้เน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิตควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีและ AI เพื่อขยายโอกาสเข้าถึงองค์ความรู้และพัฒนาทักษะที่นำไปใช้ได้จริง เป้าหมายไม่หยุดแค่การรู้จักและใช้ AI แต่ต้องต่อยอดสู่การนำ AI นวัตกรรม และระบบการจัดการความรู้มาเพิ่มผลิตภาพและสร้างมูลค่าใหม่ให้แก่ทั้งองค์กรและประเทศ หนึ่งในเวิร์กช็อป AI Twin The Next-Gen Assistant for SMEs แสดงให้เห็นชัดว่ากำลังคน AI จะไม่มาแทนคน แต่จะกลายเป็นผู้ช่วยที่ดึง Tacit Knowledge ของผู้บริหารและบุคลากรมาพัฒนาเป็นผู้ช่วย AI ที่ทำงานและถ่ายทอดความรู้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ฟอรัมนี้จะจัดในวันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม 2569 ณ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งเป็นสัญญาณว่า การจัดการความรู้ถูกยกขึ้นมาทำงานร่วมกับนโยบายระดับชาติด้าน AI และวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายทรัพยากรบุคคลเพียงลำพัง

บทสรุป ระบบข้อมูลแห่งชาติคือยุทธศาสตร์ ไม่ใช่โครงการไอที
เมื่อมองภาพรวมจะเห็นการเรียงตัวของสามแกนสำคัญอย่างชัดเจน แกนข้อมูลผ่านคลังข้อมูลกลาง National Data Bank for AI และแพลตฟอร์ม D2 ที่เชื่อมข้อมูลภาครัฐด้วยวิธีการกระจายศูนย์และกรอบระเบียบแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล แกนเทคโนโลยีผ่าน ThaiLLM และการประสานงานระหว่างสถาบันวิจัย สมาคมวิชาชีพ และนักวิชาการ เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เข้าใจภาษาและบริบท และแกนมนุษย์ผ่านเวทีเสวนา Human-AI Synergy รวมถึงฟอรัมการจัดการความรู้ที่เน้นกำลังคน AI การเรียนรู้ตลอดชีวิต และธรรมาภิบาล สิ่งที่น่าคิดคือ โครงการเหล่านี้จะไม่สร้างผลลัพธ์ หากองค์กรยังมองข้อมูลเป็นเรื่องหลังบ้านหรือให้ฝ่ายไอทีดูแลเพียงลำพัง ระบบข้อมูลแห่งชาติและข้อมูลขนาดใหญ่ AI จะกลายเป็นยุทธศาสตร์การแข่งขัน เมื่อผู้บริหารธุรกิจ SMEs และสถาบันการศึกษากล้าออกแบบกระบวนการตัดสินใจใหม่ บนฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้และ AI ที่เข้าใจบริบทของตนเอง เป้าหมายปลายทางไม่ใช่แค่การมีโมเดล AI ประจำชาติ แต่คือการสร้างสังคมที่ใช้ข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ ให้กำลังคน AI ทุกระดับใช้เทคโนโลยีเป็นคันโยก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจมูลค่าสูงด้วยการตัดสินใจที่แม่นยำ โปร่งใส และมีความรับผิดชอบต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อม







