ภาพใหญ่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 2025 กับสัญญาณผิดจังหวะในเหนือแอเมริกา
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า คือระบบนิเวศของการผลิต การขาย และการใช้รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่หรือมอเตอร์ไฟฟ้าแทนเครื่องยนต์สันดาป รวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน ชิ้นส่วน และนโยบายที่สนับสนุนให้ผู้บริโภคและผู้ผลิตเปลี่ยนผ่านจากรถใช้น้ำมันสู่การเปลี่ยนผ่านยุคไฟฟ้าอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 2025 พุ่งแตะ 20.7 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อนหน้า สะท้อนว่าการเปลี่ยนผ่านยุคไฟฟ้าเดินหน้าเต็มกำลังในจีน ยุโรป และหลายภูมิภาค แต่เหนือแอเมริากลับกลายเป็นจุดสะดุด ยอดขายรถไฟฟ้าเหนือแอเมริกาลดลง 4 เปอร์เซ็นต์ สวนทางกับกระแสโลก ภาพนี้ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่สะท้อนปัญหาลึกทั้งด้านนโยบายและความเชื่อมั่นที่กำลังฉุดรั้งภูมิภาคให้ถอยหลังในเกมยานยนต์ไฟฟ้า

โลกเร่งขึ้นรถไฟฟ้า จีนและยุโรปนำเกม ขณะที่เหนือแอเมริกากลับลงจากรถ
เมื่อเปรียบเทียบภูมิภาคจะเห็นชัดว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่อยู่ที่ทิศทางนโยบายและตลาด จีนยังครองตำแหน่งผู้นำด้วยยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า 12.9 ล้านคัน เติบโต 17 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ยุโรปกลายเป็นดาวเด่น เติบโตถึง 33 เปอร์เซ็นต์ ทำยอดขายรวม 4.3 ล้านคัน ส่วนประเทศอื่นทั่วโลกเติบโตถึง 48 เปอร์เซ็นต์ แตะ 1.7 ล้านคัน ตัวเลขเหล่านี้ชี้ว่าผู้ผลิตและผู้บริโภคในยุโรปและเอเชียตะวันออกเข้าใจว่าการเปลี่ยนผ่านยุคไฟฟ้าไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว ภาครัฐใช้ข้อบังคับปล่อยมลพิษและมาตรการสนับสนุนเป็นเข็มทิศให้ตลาดเดินหน้า ในทางกลับกัน ยอดขายรถไฟฟ้าเหนือแอเมริกาลดลง แม้เทคโนโลยีจะพร้อมไม่ต่างจากยุโรปและเอเชีย สาเหตุจึงไม่ใช่เรื่องรถดีไม่พอ แต่เป็นเรื่องสัญญาณจากนโยบายที่สับสนและไม่ต่อเนื่องจนผู้บริโภคและผู้ผลิตลังเลจะเดินตาม

ข้อบังคับประหยัดเชื้อเพลิงยุคไบเดน จุดเริ่มต้นแรงต้านจากฝั่งผู้ผลิต
ในเหนือแอเมริา นโยบายที่ควรผลักให้ผู้ผลิตวิ่งสู่รถยนต์ไฟฟ้ากลับกลายเป็นแรงกดดันที่ทำให้บริษัทชะงัก Mary Barra ซีอีโอของ GM เปิดเผยว่ากฎข้อบังคับประหยัดเชื้อเพลิงยุคประธานาธิบดีโจ ไบเดนเข้มงวดจนบริษัทอาจต้องลดกำลังผลิตรถเครื่องยนต์สันดาปภายในลงอย่างมีนัยสำคัญเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนด กฎดังกล่าวบังคับให้ค่าเฉลี่ยอัตราประหยัดเชื้อเพลิงของรถทั้งไลน์อัปต้องถึง 50 ไมล์ต่อแกลลอนภายในปี 2031 ซึ่ง Bloomberg วิเคราะห์ว่าหมายถึงยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าต้องมากกว่าครึ่งของยอดขายทั้งหมดในช่วงนั้น สำหรับผู้ผลิต การถูกบังคับให้เร่งยอดขายรถไฟฟ้าโดยที่ตลาดผู้บริโภคยังไม่มั่นใจ คือความเสี่ยงด้านธุรกิจที่สูง การเตือนเรื่อง “อาจต้องเริ่มปิดโรงงานบางแห่ง” จึงสะท้อนว่าข้อบังคับประหยัดเชื้อเพลิงที่ตั้งเป้าสูงเกินจริงสามารถย้อนกลับมาหยุดการลงทุนในไฟฟ้าแทนที่จะเร่งให้เดินหน้า

การเมือง นโยบายกลับทิศ และความลังเลของผู้บริโภคในเหนือแอเมริกา
อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยอดขายรถไฟฟ้าเหนือแอเมริกาสะดุดคือความไม่แน่นอนทางการเมืองและนโยบาย ข้อบังคับประหยัดเชื้อเพลิงยุคไบเดนถูกตั้งไว้เข้มงวด แต่ไม่นานหลังจากนั้นประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ก็ยืนยันลดความเข้มงวดของมาตรฐาน CAFE ทำให้แรงกดดันในการผลิตรถไฟฟ้าลดลงและผู้ผลิตมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการจำหน่ายรถสันดาป สภาพเช่นนี้ส่งสัญญาณขัดแย้งให้ตลาด ผู้ผลิตอย่าง GM ต้องปรับทิศระหว่างรัฐบาลแต่ละยุค พร้อมย้ำว่าบริษัทต้องการผลิตรถที่ลูกค้าต้องการมากกว่าผลิตเพื่อให้ผ่านกฎ ด้านผู้บริโภค สิทธิประโยชน์ภาษีในสหรัฐหมดลงปลายเดือนกันยายน ส่งผลให้ยอดขายไตรมาสสุดท้ายของปีทรุดเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่แคนาดายอดขายทั้งปีลดลงถึง 49 เปอร์เซ็นต์หลังยกเลิกแรงจูงใจตั้งแต่ต้นปี เมื่อแรงจูงใจทางการเงินหายไปและนโยบายกลับทิศ ผู้บริโภคจึงเลือกชะลอการเปลี่ยนผ่านยุคไฟฟ้า
อนาคตเหนือแอเมริาในเกมรถไฟฟ้า จะยอมถอยหรือปรับเกมตามโลก
สัญญาณล่าสุดบอกว่าเหนือแอเมริายังไม่ได้ตัดสินใจชัดเจนว่าต้องการอยู่ตรงไหนในยุครถยนต์ไฟฟ้า นักวิเคราะห์คาดว่ายอดขายรถไฟฟ้าในสหรัฐอาจหดตัวเกือบหนึ่งในสามในปี 2026 ส่งผลให้ผู้ผลิตหลายรายหันกลับไปพึ่งรถไฮบริด เช่น Ford ที่ปรับแผน F-150 Lightning และ Ram ที่ชะลอการเปิดตัวรถกระบะไฟฟ้า การถอยไปอยู่ตรงกลางระหว่างสันดาปเต็มรูปแบบกับไฟฟ้าเต็มตัวสะท้อนความลังเลเชิงยุทธศาสตร์ หากเหนือแอเมริายังปล่อยให้ข้อบังคับประหยัดเชื้อเพลิงและนโยบายภาษีส่งสัญญาณไม่ชัด ผู้ผลิตก็มีเหตุผลจะลดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าและผู้บริโภคก็จะทำใจรอมากกว่าตัดสินใจซื้อ ในทางกลับกัน หากรัฐออกแบบข้อบังคับและแรงจูงใจให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของตลาด ปรับเป้าหมายให้เดินได้ทั้งฝั่งธุรกิจและผู้ใช้ เหนือแอเมริาก็ยังมีโอกาสกลับเข้ามาเป็นผู้เล่นสำคัญในคลื่นการเปลี่ยนผ่านยุคไฟฟ้าที่โลกกำลังเร่งเดินหน้า






