คลื่นลูกใหม่ของเพลงร็อคไทยเกิดจากการลงทุนเชิงไอเดีย ไม่ใช่แค่เชิงทุน
คลื่นศิลปินร็อครุ่นใหม่หมายถึงกลุ่มศิลปินหน้าใหม่ที่ใช้เพลงร็อคไทยเป็นพื้นที่ทดลองตัวตน สไตล์เสียง และการเล่าเรื่องชีวิต ผ่านโปรเจกต์เพลงใหม่ของค่ายเพลงไทยที่ออกแบบมาเพื่อให้คนฟังได้ค้นพบศิลปินเสิร์ฟใหม่เหล่านี้ ทั้งด้วยเพลงต้นฉบับ การคัฟเวอร์เพลงคลาสสิก และการร่วมงานข้ามแนวดนตรี เพื่อสร้างรุ่นต่อไปของศิลปินที่ยืนระยะได้ในระยะยาว สิ่งที่น่าสนใจคือค่ายเพลงไม่มองเพลงร็อคไทยแค่เป็นหมวดหนึ่งในแพลตฟอร์มสตรีมมิง แต่เริ่มใช้โปรเจกต์คอนเซ็ปต์ เช่นการตีความบทเพลงในอดีตและ Live Session ร่วมศิลปินแขกรับเชิญ เป็นเครื่องมือสร้างตัวตนและฐานคนฟังให้ศิลปินใหม่ แนวโน้มนี้สะท้อนว่าตอนนี้การพัฒนา Emerging Artist ถูกขับเคลื่อนด้วยไอเดียสร้างสรรค์มากกว่าด้วยงบโปรโมตเพียงอย่างเดียว
genie Verse Vol.2 การจับเพลงร็อคยุคแรกมาเป็นเวทีให้ศิลปินร็อครุ่นใหม่
โปรเจกต์ genie Verse Vol.2 คือภาพชัดเจนของการใช้เพลงร็อคไทยยุคแรกเป็นสะพานไปหาศิลปินร็อครุ่นใหม่ ค่ายเพลงนำบทเพลงยอดนิยมในอดีตของตนกลับมาเรียบเรียงและถ่ายทอดใหม่ ผ่าน 4 ศิลปินรุ่นใหม่คือ โจอี้ ภูวศิษฐ์ วง FULL วง BOVINI และ เล็ก รัชเมศฐ์ ในรูปแบบร็อคหลากหลายสไตล์ ชุดเพลง 4 เพลงที่ถูกเลือกมานั้นไม่ใช่แค่การรีเมก แต่เป็นการให้ศิลปินเสิร์ฟใหม่แสดงลายเซ็นดนตรีของตัวเอง เพลง ไม่สมศักดิ์ศรี เวอร์ชันโจอี้ ภูวศิษฐ์ ถูกเติมความหนักแน่นด้วยร็อคและเสียงพิณ เพลง 100 เหตุผล จาก STER ถูกตีความใหม่โดย FULL ให้เน้นบรรยากาศเล่นดนตรีร่วมกันของเพื่อน เพลง ปอดแหก จาก ป้าง นครินทร์ กลายเป็นร็อคสำเนียงใต้สนุกๆ ของ BOVINI และเพลง ถามใจ จาก SUPER GLUE ถูกลดทอนเป็นอะคูสติกร็อคอุ่นๆ โดย เล็ก รัชเมศฐ์ ในมุมคนฟัง โปรเจกต์นี้ทำให้ผู้รักเพลงร็อคไทยยุคเก่าได้ลองฟังมุมมองใหม่อย่างเป็นรูปธรรม และเปิดโอกาสให้ศิลปินทั้งสี่คนได้ถูกค้นพบผ่านเพลงที่ผู้ฟังคุ้นเคย พร้อมทั้งสามารถรับชมมิวสิกวิดีโอ Live Session ทาง YouTube และฟังฉบับเต็มได้ในทุกแพลตฟอร์มสตรีมมิงเพลง
ROOM101 และ IN MY ROOM SESSION เมื่อร็อคถูกใช้เล่าเรื่องความทรงจำร่วมกับเพื่อนร่วมรุ่น
ด้าน GAVIN:D เลือกเดินอีกเส้นทางที่เน้นการร่วมงานเพื่อเปิดมิติใหม่ให้เพลงร็อคไทย อัลบั้ม ROOM101 ถูกปล่อยไปเมื่อเดือนมีนาคม พร้อมนิยามว่าเป็นห้องแห่งความทรงจำที่อยากให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเป็นตัวเองมากที่สุด จากนั้นช่วงต้นกันยายน เขาเริ่มปล่อย Live Session ชื่อ IN MY ROOM SESSION อย่างต่อเนื่อง เลือก 4 เพลงจาก 12 เพลงในอัลบั้มมาเรียบเรียงใหม่ในรูปแบบการเล่นสด การร่วมงานกับศิลปินคนอื่นคือหัวใจของโปรเจกต์นี้ เช่น การจับมือกับ แน้ป Nap the Nap เจ้าพ่ออีโมร็อคไทยในเพลง นิรันดร์ เพื่อให้เสียงอีโมร็อคมาเล่าเพลงรักในมิติใหม่ การชวน Maiyarap มาฟีทเจอริงในเพลง ROOM101 เพลงเปิดอัลบั้มที่บ่งบอกทิศทางงานชุดนี้ ทำให้ได้รสชาติแปลกไปจากเดิม และการทำเพลง อย่ามากกว่าฉันก็พอ กับ Violette Wautier ที่มีสไตล์เสียงชัดเจน จน GAVIN:D เองยังเซอร์ไพรส์กับมู้ดที่คาดไม่ถึง Playlist ปิดจบด้วย ได้แค่เดินมาส่ง ที่ถูกออกแบบท่อนร้องและลูกเล่นเพิ่ม โดย BLVCKHEART ทำให้เวอร์ชัน Live แตกต่างจากไวบ์ในออริจินัลอย่างสิ้นเชิง ทั้งหมดนี้ทำให้คนฟังเข้าถึงความทรงจำและตัวตนของ GAVIN:D ผ่านความร่วมมือกับศิลปินร่วมรุ่นบนเวทีเพลงร็อคไทยยุคใหม่
BEEEF CUT เมื่อทีม A&R ทำตัวเป็นเชฟคัดศิลปินอินดี้ร็อคเสิร์ฟให้ลองชิม
โปรเจกต์ BEEEF CUT สะท้อนวิธีคิดใหม่ของค่ายเพลงไทยที่ทำงานแบบ Artist Services ให้ศิลปินอินดี้ โดยยูนิต BEEEF ทำหน้าที่เหมือนเชฟคัดเลือกศิลปินหน้าใหม่ที่กำลังเติบโตเข้ามาพัฒนา ทั้งในด้านงานเพลงและคอนเทนต์ เพื่อขยายฐานคนฟังออกไปให้ไกลที่สุด โครงสร้างโปรเจกต์แบ่งเป็น 5 เพลงออกเป็น Volume 1 และ Volume 2 โดยให้โจทย์แต่ละวงทำ 2 เพลงที่แสดงตัวตนชัดเจนสุด รวมเป็น 10 เพลง แบ่งเป็นเฟสเพลงเร็วที่ใช้แนะนำตัว และเฟสเพลงช้าที่กินใจลึกซึ้ง ซึ่งจะปล่อยในช่วงพฤศจิกายน ศิลปินในโปรเจกต์มี 5 วง ได้แก่ memories can wait Yellow Butter Cult Goofy Glasses One Analog และ satellite โดยผู้คัดเลือกบอกว่าทุกวงเหมือนชิ้นเนื้อคนละส่วน รสชาติแตกต่างกัน และจุดร่วมสำคัญคือการร้องชัด ถ้อยคำชัด เนื้อหาตรงไปตรงมา ซึ่งเขาอยากเห็นกลับมาในฉากเพลงอินดี้หลังยุค 2010 สำหรับ Volume 1 เราได้เห็นมุมร็อคชัดเจนของ memories can wait ผ่านเพลง NOT SURPRISED ที่อยู่ในสโคป Alternative Rock และ Pop Rock และ Yellow Butter Cult ที่มีกลิ่นอายร็อคและเพื่อชีวิตจากมหาสารคาม วิธีทำงานแบบนี้ทำให้โปรเจกต์ BEEEF CUT เป็นครัวทดลองที่ดีสำหรับศิลปินเสิร์ฟใหม่ในสายร็อคและอินดี้

โปรเจกต์คัฟเวอร์และคอลแลบคือสนามฝึกของศิลปินร็อครุ่นใหม่ในยุคสตรีมมิง
เมื่อมองภาพรวม ทั้ง genie Verse Vol.2 ROOM101 – IN MY ROOM SESSION และ BEEEF CUT มีจุดร่วมชัดเจนคือใช้โปรเจกต์เพลงใหม่ที่มีคอนเซ็ปต์แข็งแรงเป็นแพลตฟอร์มให้ศิลปินร็อครุ่นใหม่ได้เรียนรู้และเติบโต คัฟเวอร์เพลงร็อคไทยยุคแรกในรูปแบบ Live Session และการร่วมงานข้ามวงไม่ใช่เพียงทางลัดเรียกยอดสตรีม แต่คือการฝึกตีความงานคนอื่นและสื่อสารตัวตนผ่านกรอบที่มีอยู่ ในยุคที่เพลงใหม่ปล่อยออกมามหาศาลต่อวัน โมเดลแบบนี้ช่วยให้ศิลปินเสิร์ฟใหม่มีโอกาสถูกสังเกตและจดจำจากคนฟังมากขึ้น เพราะพวกเขาไม่ได้ปล่อยซิงเกิลกระจัดกระจาย แต่เข้าไปอยู่ในเรื่องเล่าที่ชัดเจนของแต่ละค่ายเพลงไทย ตั้งแต่ห้องแห่งความทรงจำของ GAVIN:D โปรเจกต์ตีความเพลงยุคแรกของ genie ไปจนถึงครัว BEEEF CUT ที่คัดเนื้อดีให้ลองชิม ถ้าค่ายและทีม A&R ยังลงทุนในไอเดียแบบนี้ต่อเนื่อง เราน่าจะเห็นคลื่นใหม่ของเพลงร็อคไทยที่ไม่ใช่แค่ดังวูบเดียว แต่สร้างศิลปินที่มีเสียงเป็นของตัวเอง และเชื่อมโยงกับคนฟังได้ในระยะยาว







