คำตัดสินสั้นๆ และนิยามของ Nothing Headphone (1) Pro
Nothing Headphone (1) Pro คือหูฟังครอบหูพรีเมียมแบบ over-ear ที่ออกแบบมาให้ทำหน้าที่ได้ทั้งเป็นหูฟังเดินทางพร้อมระบบตัดเสียงรบกวน 46dB และเป็นหูฟังสตูดิโอทูนนิงสำหรับงานมิกซ์และโปรดักชันเสียง โดยใช้สถาปัตยกรรมหูฟังไดรเวอร์สามตัวและ Flat EQ ที่ให้โทนเสียงอ้างอิงแบบเป็นกลางสำหรับสายออดิโอไฟล์และครีเอเตอร์เพลง
ในเชิงภาพรวม Headphone (1) Pro เป็นหูฟังที่เสียงดีระดับจริงจังและฟีเจอร์แน่นกว่ารุ่นก่อนอย่างชัดเจน แต่ก็แลกมากับน้ำหนักและขนาดที่รู้สึกได้ รวมถึงราคาที่ขึ้นไปอยู่โซนพรีเมียมเต็มตัว จุดเด่นคือการพยายามเป็น “ตัวเดียวจบ” ทั้งเวลานั่งรถ ทำงานออฟฟิศ และกลับบ้านไปมิกซ์เพลงต่อ ฟีเจอร์อย่างสวิตช์ Flat EQ ระดับสตูดิโอและโหมด Studio B ทำให้มันมีเอกลักษณ์ชัดเจน อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่สนใจแต่ความเงียบสุดทางเวลาบิน และไม่ได้ต้องการโทนเสียงอ้างอิงแบนราบ คู่แข่งสาย ANC ระดับเรือธงจากแบรนด์อื่นยังน่ารอเทียบอยู่พอสมควร

ดีไซน์ วัสดุ และความสบายในการใส่ใช้งานยาว
หัวใจด้านดีไซน์ของ Nothing ยังชัดเจน หูฟังครอบหูพรีเมียมรุ่นนี้ใช้ดีไซน์กึ่งโปร่งใสที่เผยให้เห็นองค์ประกอบของระบบไดรเวอร์ภายในบางส่วน ผ่านกระจก 9H Panda glass ที่กันรอยบนครอบหูทั้งสองข้าง โครงหลักผสมอะลูมิเนียมกับไทเทเนียม และเปลี่ยนก้านเหล็กมาเป็นก้านไทเทเนียมเพื่อลดน้ำหนักลงมาเหลือ 327 กรัม ซึ่งยังถือว่าหนักกว่าค่าเฉลี่ยของหูฟังเดินทางหลายรุ่นอยู่บ้าง ข้อดีคือให้ความรู้สึกแน่น หนาแน่น และพรีเมียม แต่คนที่ศีรษะเล็กรึไม่ชอบน้ำหนักกดบนหัวอาจรู้สึกเมื่อยหลังใช้งานหลายชั่วโมง
เบาะรองหูออกแบบใหม่ให้มีผนังซิลิโคน 8 มิลลิเมตรด้านในเพื่อสร้างซีลเสียงที่ดีขึ้น ช่วยทั้งเรื่องเสียงเบสและการตัดเสียงรบกวนแบบพาสซีฟ พร้อมยังถอดเปลี่ยนได้เมื่อลุ่ยหรือเสื่อมสภาพ จุดที่น่าติคือเคสแข็งที่ค่อนข้างเทอะทะ ทำให้การพกในกระเป๋าเมสเซนเจอร์หรือเป้เล็กไม่สะดวกนัก และรวมกับน้ำหนักตัวหูฟัง ทำให้ชุดนี้ไม่เหมาะกับคนที่ต้องการอะไรเบาและเล็กที่สุดสำหรับทราเวลในทุกวัน
| สเปกหลัก | รายละเอียด |
|---|---|
| ชนิด | หูฟังครอบหูพรีเมียมแบบ over-ear |
| น้ำหนัก | ประมาณ 327 กรัม |
| วัสดุโครงหลัก | อะลูมิเนียมและไทเทเนียม พร้อมก้านไทเทเนียม |
| ฝาครอบหู | กระจก 9H Panda glass กึ่งโปร่งใส |
| ไดรเวอร์ต่อข้าง | สามตัว แบส 40 มม มิด 13×8 มม และ xMEMS ทวีตเตอร์ |
| แบตเตอรี่ | ใช้งานได้สูงสุดราว 68 ชั่วโมงเมื่อปิด ANC |
| กันน้ำ | มาตรฐาน IP52 สำหรับตัวหูฟัง |

สถาปัตยกรรมหูฟังไดรเวอร์สามตัวและหูฟังสตูดิโอทูนนิง
จุดขายชัดที่สุดของ Headphone (1) Pro คือการไม่ใช้ไดรเวอร์เดี่ยวแบบหูฟังทั่วไป แต่เลือกสถาปัตยกรรมหูฟังไดรเวอร์สามตัวในแต่ละข้าง แยกหน้าที่ชัดเจนเป็นไดรเวอร์ไดนามิก 40 มิลลิเมตรสำหรับย่านต่ำ ไดรเวอร์ไดนามิกขนาด 13×8 มิลลิเมตรสำหรับย่านกลาง และทวีตเตอร์ xMEMS สำหรับย่านสูงที่ใช้ไดอะแฟรมซิลิคอน แนวคิดเหมือน in-ear monitor ระดับโปรที่ใช้หลายไดรเวอร์ลดภาระงานแต่ละช่วงความถี่ ทำให้เก็บรายละเอียดได้ดีขึ้นตลอดย่าน 20–40,000 Hz สำหรับคนฟังทั่วไป ผลลัพธ์คือเสียงที่สะอาด โปร่ง และแยกชั้นเครื่องดนตรีได้ชัด โดยเฉพาะเสียงร้องและเครื่องสายที่ฟังแล้วมีตำแหน่งชัดเจน
ด้านการจูนเสียง Nothing ร่วมมือกับ Metropolis Studios ในลอนดอนเพื่อสร้างบุคลิกเสียงแบบสตูดิโอ มีสวิตช์ Flat EQ ที่เมื่อเปิดแล้วจะปิดการประมวลผลเสียงทั้งหมด เปลี่ยนหูฟังเข้าสู่โทนเสียงอ้างอิงที่เป็นกลาง เหมาะสำหรับการมิกซ์เบื้องต้นหรือเช็กบาลานซ์ของงานเพลง ยังเพิ่มโหมด Studio B ซึ่งเป็น Dynamic Spatial Audio ที่จำลองอะคูสติกห้องมิกซ์ พร้อมโหมด Spatial อื่นรวม 5 โหมดและโปรไฟล์ EQ หลากหลายแนวเพลงอังกฤษ ความพิเศษคือมีสวิตช์เสียงอ้างอิงแบบฮาร์ดแวร์ ซึ่งหาได้ยากในหูฟัง ANC กลุ่มผู้ใช้ทั่วไป และเป็นฟีเจอร์ที่จับต้องได้สำหรับโปรดิวเซอร์หรือยูทูบเบอร์สายเสียง

ประสิทธิภาพระบบตัดเสียงรบกวน 46dB และแบตเตอรี่
ในด้านการตัดเสียง Nothing ใช้ระบบ ANC แบบปรับตามสภาพแวดล้อมด้วยไมโครโฟนทั้งหมด 10 ตัว เก็บเสียงรบกวนรอบตัวและวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ เพื่อกดเสียงรบกวนได้สูงสุดถึง 46 dB นอกจากโหมดตัดเสียง ยังมีโหมด transparency ที่รีวิวต่างประเทศชื่นชมว่าเป็นหนึ่งในโหมดฟังเสียงภายนอกที่ฟังเป็นธรรมชาติและต่อเนื่องกับเสียงเพลง ไม่รู้สึกหลอกหู ระบบ ANC ยังได้รับการปรับปรุงให้รับมือเสียงลมและเสียงรถได้ดีขึ้น เมื่อผนวกกับการซีลจากเบาะหูแบบใหม่ ทำให้การโดยสารรถไฟฟ้าหรือทำงานในคาเฟ่เสียงดังสบายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ด้านแบตเตอรี่ Nothing ระบุว่า Headphone (1) Pro ใช้งานได้สูงสุดประมาณ 68 ชั่วโมงเมื่อปิด ANC ซึ่งถือว่ายาวมากสำหรับหูฟังระดับนี้ และยังรองรับชาร์จเร็วสำหรับการวิ่งงานวันต่อวัน “สำหรับการเล่นเพลง ผู้ใช้จะได้เสียง Hi-Res ทั้งไร้สายและผ่านสาย USB-C ที่ความละเอียดสูงสุด 24-bit/192 kHz” คุณภาพไร้สายผ่านบลูทูธรองรับมาตรฐาน Hi-Res และมีโหมด Spatial Audio พร้อม head tracking หลายโหมด ช่วยให้ดูหนังหรือเล่นเกมได้อรรถรสมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ถ้าวัดเฉพาะด้าน “ตัดเสียงเงียบสุดเท่าที่จะทำได้บนเครื่องบิน” รุ่นนี้อาจจะยังไม่น่ารีบเกินไปเมื่อเทียบกับแบรนด์ที่ขึ้นชื่อด้าน ANC อยู่แล้ว

เสียงดีแค่ไหนเมื่อเทียบกับราคา และใครคือกลุ่มที่เหมาะ
ในมุมคุณภาพเสียง Headphone (1) Pro ถูกรีวิวว่าเป็นหูฟังที่ “sonically gifted” คือให้เสียงที่มีระดับรายละเอียดสูง เวทีเสียงกว้าง และบาลานซ์ดีแบบหูฟังสตูดิโอ เมื่อรวมกับระบบตัดเสียงรบกวนที่ทำได้ดีและ Spatial Audio ที่ปรับหัวตามการเคลื่อนไหว ทำให้มันยืนอยู่ในกลุ่มหูฟังครอบหูพรีเมียมอย่างเต็มตัว จุดที่น่าชื่นชมเป็นพิเศษคือ Flat EQ สำหรับสายออดิโอไฟล์ที่ต้องการเสียงอ้างอิงแบบไม่แต่งสี และความสามารถในการเป็นทั้งหูฟังเดินทางและหูฟังทำงานเสียงในตัวเดียว
อย่างไรก็ตาม ข้อเสียก็ชัดเจน หนึ่งคือราคาที่ก้าวเข้าสู่โซนพรีเมียม ทำให้เทียบกับหูฟัง ANC ตัวท็อปจากเจ้าใหญ่แบบตรงๆ ได้เลย แต่หูฟังเหล่านั้นหลายรุ่นขึ้นชื่อด้าน ANC มากกว่าถ้าโฟกัสที่ความเงียบอย่างเดียว สองคือน้ำหนักรวมเคสที่ค่อนข้างมาก พกพาไม่คล่องเหมือนคู่แข่งเน้นเบา และอาจทำให้ใส่นานๆ แล้วล้าบ้าง จากมุมผู้ใช้ ถ้าคุณคือคนที่อยากมีหูฟังตัวเดียวที่ใช้ฟังเพลงระหว่างเดินทาง และกลับบ้านมาเสียบ USB-C ฟังไฟล์ Hi-Res หรือมิกซ์เพลงเล่น Headphone (1) Pro มีเคสที่แข็งแรงมาก แต่ถ้าคุณแค่อยากได้น้ำเสียงสนุกและ ANC เงียบสุดโดยไม่ได้สนใจโหมดอ้างอิงหรือหูฟังไดรเวอร์สามตัว รุ่นนี้อาจเกินความต้องการไปพอสมควร
จุดเด่น
- สถาปัตยกรรมหูฟังไดรเวอร์สามตัว แยกการทำงานย่านต่ำ กลาง สูง ให้รายละเอียดเสียงดีตลอดย่านความถี่
- สวิตช์ Flat EQ และจูนเสียงร่วมกับ Metropolis Studios ให้โทนเสียงอ้างอิงแบบสตูดิโอ เหมาะสำหรับออดิโอไฟล์และสายโปรดักชัน
- ระบบตัดเสียงรบกวน 46dB พร้อมไมโครโฟน 10 ตัว ลดเสียงลมและเสียงจราจรได้ดี และ transparency mode ฟังเป็นธรรมชาติ
- แบตเตอรี่ใช้งานได้นานสูงสุดราว 68 ชั่วโมงเมื่อปิด ANC และรองรับ Hi-Res ทั้งไร้สายและแบบ USB-C 24-bit/192 kHz
จุดสังเกต
- ราคาขยับไปอยู่ระดับหูฟังครอบหูพรีเมียม ทำให้ต้องแข่งขันกับรุ่นเรือธงที่เน้น ANC หนักมากจากแบรนด์อื่น
- น้ำหนักตัว 327 กรัมบวกกับเคสที่หนา ทำให้พกพาและใส่นานๆ ไม่สบายเท่ารุ่นที่ออกแบบมาเน้นเบาเป็นหลัก
- ถ้าผู้ใช้สนใจแต่ความเงียบสุดๆ บนเครื่องบิน โดยไม่สนโทนเสียง Flat หรือฟีเจอร์สตูดิโอ หูฟัง ANC คู่แข่งบางรุ่นอาจตอบโจทย์กว่า
Buy if / Skip if
- Buy the Nothing Headphone (1) Pro if คุณต้องการหูฟังตัวเดียวที่ใช้ได้ทั้งเดินทาง ทำงานออฟฟิศ และทำเพลงหรือมิกซ์เบื้องต้นด้วยโทนเสียงอ้างอิงจาก Flat EQ
- Skip the Nothing Headphone (1) Pro if คุณสนใจแต่ระบบตัดเสียงที่เงียบที่สุดสำหรับการบินระยะไกล โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับหูฟังสตูดิโอทูนนิงหรือสถาปัตยกรรมหูฟังไดรเวอร์สามตัว
- Buy the Nothing Headphone (1) Pro if คุณเป็นออดิโอไฟล์ที่ชอบเสียงกลางชัด รายละเอียดสูง และต้องการสวิตช์ Flat EQ แบบฮาร์ดแวร์เพื่อโทนเสียงไม่แต่งสี
- Skip the Nothing Headphone (1) Pro if คุณต้องการหูฟังน้ำหนักเบามาก พกใส่กระเป๋าใบเล็กสะดวก และไม่อยากจัดการกับเคสที่ค่อนข้างเทอะทะ
- Buy the Nothing Headphone (1) Pro if คุณฟังเพลง Hi-Res และต้องการทั้งบลูทูธคุณภาพสูงและฟังผ่าน USB-C ที่ระดับ 24-bit/192 kHz ในหูฟังครอบหูพรีเมียมตัวเดียว
- Skip the Nothing Headphone (1) Pro if งบประมาณด้านหูฟังของคุณไม่ถึงระดับพรีเมียม และคุณยอมแลกเสียงอ้างอิงกับวัสดุหรูเพื่อรุ่นที่คุ้มค่าในราคาย่อมเยากว่า







