รับแอปรับแอป

จาก 1G ถึง 4G มือถือเปลี่ยนโลกเกมเมอร์มือถือยังไงบ้าง?

ธนพล กิตติศักดิ์01-30

มือถือไม่ได้เป็นแค่โทรศัพท์อีกต่อไป

ตั้งแต่วันที่โทรศัพท์มือถือเริ่มเข้ามาในชีวิตเรา จนกลายร่างมาเป็นสมาร์ทโฟนเหมือนทุกวันนี้ แทบจะทุกคนก็มีมือถือเป็นของตัวเองกันหมดแล้ว เพราะมันไม่ใช่แค่เอาไว้โทรหาใครสักคน แต่กลายเป็นอุปกรณ์สารพัดอย่าง ทั้งแชท ดูหนัง ฟังเพลง เล่นโซเชียล และแน่นอนว่า เล่นเกมมือถือ ได้แบบยาวๆ

ยิ่งทุกวันนี้สมาร์ทโฟนมีให้เลือกตั้งแต่ราคาหลักพันไปจนถึงหลักหมื่น ทำให้คนทุกกลุ่มจับต้องได้มากขึ้น สมาร์ทโฟนเลยกลายเป็นของติดตัวที่แทบจะขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันจริงๆ

ในยุคที่ใครๆ ก็ใช้สมาร์ทโฟน สิ่งที่เดินมาคู่กันแบบแยกไม่ออกก็คือ สัญญาณ Data สำหรับเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต นั่นแหละ ไม่ว่าจะเล่นเน็ต เล่นโซเชียล หรือเล่นเกมออนไลน์บนมือถือ เราจะคุ้นกับคำว่า 3G, 4G และเดี๋ยวนี้ก็เริ่มได้ยิน 5G กันแล้ว

แต่ก่อนที่เราจะไปไกลถึง 5G มาลองไล่ดูตั้งแต่ 1G, 2G, 3G จนถึง 4G กันก่อน ว่าแต่ละยุคต่างกันยังไง แล้วมันเปลี่ยนวิธีใช้มือถือของเราไปขนาดไหน โดยเฉพาะสายเกมมือถือแบบเราๆ นี่แหละ

ทำความเข้าใจคำว่า G ให้ชัดก่อน

คำว่า G มาจากคำว่า Generation แปลตรงตัวก็คือ ยุคหรือรุ่นของเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่นั่นเอง

เวลาเอามารวมกับตัวเลข เราก็จะได้คำอย่าง First Generation, Second Generation แล้วก็ย่อเป็น 1G, 2G, 3G ฯลฯ เพื่อใช้เรียกแต่ละยุคของเทคโนโลยีการสื่อสารทางไกลผ่านมือถือ (Mobile Telecommunications Technology)

สรุปง่ายๆ:

  • 1G: ยุคโทรศัพท์มือถือรุ่นบุกเบิก สายโคตรธุรกิจ

  • 2G: เริ่มมี SMS หน้าจอเริ่มมีสี โลกเริ่มก้าวสู่ดิจิทัล

  • 3G: ยุคที่มือถือเริ่มออนไลน์ตลอดเวลา เล่นเน็ตได้จริงจัง

  • 4G: อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงบนมือถือ ดูวิดีโอ ลื่น เล่นเกมได้จัดเต็ม

ผังภาพแสดงแต่ละยุคสมัยของโทรศัพท์มือถือ

ยุค 1G: จุดเริ่มต้นมือถือ แต่ยังไม่มีคำว่าออนไลน์

ยุคแรกของโทรศัพท์มือถือ ตอนนั้นยังไม่มีใครเรียกมันว่า 1G ด้วยซ้ำ ชื่อนี้เพิ่งถูกนิยามตอนเทคโนโลยีเดินทางจนมาถึงประมาณยุค 3G แล้วมองย้อนกลับไป

ภาพจำของยุคนี้คือ มือถือร่างยักษ์ ปุ่มกดนูน เสาอากาศยาวๆ ทำได้อย่างเดียวคือ โทรออกกับรับสายเท่านั้น ไม่มีข้อความ ไม่มีเน็ต ไม่มีอะไรทั้งนั้น เพราะใช้เทคโนโลยีสื่อสารแบบ Analog ล้วนๆ

ระบบนี้ถูกพัฒนาขึ้นครั้งแรกบนเครือข่ายโทรศัพท์ของ NTT ประเทศญี่ปุ่น ใช้จริงครั้งแรกที่โตเกียวในปี 1979 ก่อนจะขยายไปใช้ทั่วญี่ปุ่น แล้วค่อยๆ แพร่ไปยังประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวียช่วงปี 1981

เบื้องหลังเทคโนโลยี 1G แบบเข้าใจง่าย

การสื่อสารในยุค 1G ใช้ระบบ FDMA (Frequency Division Multiple Access) โดยแบ่งความถี่หลักออกเป็นช่องย่อยๆ บนย่านความถี่ 824–894 MHz

  • 1 ความถี่ = 1 ช่องสัญญาณ

  • ผู้ใช้จะโทรได้ก็ต่อเมื่อมีช่องว่างเท่านั้น

  • พอคนใช้เยอะ ระบบก็เริ่มรองรับไม่ไหว สัญญาณแน่น ใช้งานไม่สะดวก

นี่ยังไม่รวมปัญหาเรื่องการดักฟังที่ทำได้ง่ายมาก เพราะเป็นสัญญาณแบบ Analog ล้วนๆ ความปลอดภัยจึงต่ำมาก

มือถือยุค 1G ทำอะไรได้บ้าง?

ความสามารถหลักของมือถือ 1G คือ เสียงล้วนๆ (Voice Only) ไม่มี Data ใดๆ ไม่ว่าจะเป็น SMS หรืออินเทอร์เน็ตก็ยังไม่เกิด

และด้วยราคามือถือที่สูงมาก ผู้ใช้ส่วนใหญ่จึงเป็นกลุ่ม

  • นักธุรกิจ

  • คนมีฐานะที่ต้องใช้มือถือเพื่อติดต่องาน

สรุปการใช้งานในยุค 1G

  • โทรออก / รับสาย

  • ไม่รองรับผู้ใช้จำนวนมาก

  • เสี่ยงต่อการถูกดักฟังสูง และไม่ค่อยปลอดภัย

ยุค 2G: มือถือเริ่มดิจิทัล SMS ถือกำเนิด

พอเข้าสู่ยุค 2G เทคโนโลยีก็ขยับจากการส่งสัญญาณเสียงแบบ Analog มาเป็น Digital ผ่านการเข้ารหัส และส่งผ่านคลื่นไมโครเวฟ

ข้อดีของการเปลี่ยนเป็นดิจิทัลคือ

  • ความปลอดภัยดีขึ้น ดักฟังยากขึ้น

  • เสียงในการสนทนาชัดขึ้น

ระบบยุคนี้ใช้รูปแบบการเข้าถึงช่องสัญญาณแบบผสมระหว่าง

  • FDMA (แบ่งตามความถี่)

  • TDMA (Time Division Multiple Access) แบ่งช่องตามเวลา

ทำให้สามารถรองรับผู้ใช้ปริมาณมากกว่าเดิมได้เยอะ

ในยุค 2G นี้แหละที่เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของวงการมือถือแบบชัดเจนขึ้น คนทั่วไปเริ่มหันมาใช้โทรศัพท์มือถือมากขึ้น การแข่งขันในตลาดสูงขึ้น ราคามือถือเริ่มถูกลง

ช่วงปลายยุค 2G ยังแตกย่อยออกมาเป็น 2.5G และ 2.75G ซึ่งอัปเกรดด้านการรับส่งข้อมูลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ยุค 2.5G: กำเนิด GPRS และ MMS

ในช่วง 2.5G มีการพัฒนาเทคโนโลยี GPRS (General Packet Radio Service) เข้ามา เพื่อรองรับการส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงสุดถึง 115 kbps (แต่การใช้งานจริงมักอยู่ที่ประมาณ 40 kbps)

จุดเปลี่ยนสำคัญของยุค 2.5G คือ

  • เริ่มมีการส่ง MMS (Multimedia Messaging Service)

  • หน้าจอมือถือเริ่มกลายเป็นหน้าจอสี

  • เสียงเรียกเข้าจากเดิมแบบ Monotone กลายเป็น Polyphonic

  • และต่อยอดจนเป็นเสียงเรียกเข้าแบบไฟล์ MP3 เหมือนที่เราเคยใช้กัน

ยุค 2.75G: EDGE ขยับเข้าใกล้ 3G

สำหรับ 2.75G เป็นช่วงรอยต่อก่อนจะเข้าสู่ 3G ใช้เทคโนโลยี

  • EDGE (Enhanced Data rates for Global Evolution)

ซึ่งต่อยอดมาจาก GPRS ทำความเร็วในการส่งข้อมูลได้สูงขึ้นกว่าเดิม และแม้ทุกวันนี้เราก็ยังคุ้นกับตัวอักษรตัวนี้อยู่ในบางพื้นที่ที่สัญญาณช้าลงจาก 3G/4G

การแข่งขันในยุคนั้นทำให้ผู้ให้บริการต่างโหมฟีเจอร์ใหม่ๆ เช่น

  • ดาวน์โหลดเสียงรอสาย

  • ส่งรูปผ่าน MMS

  • ดาวน์โหลดภาพพื้นหลัง

ทั้งหมดนี้เป็นพื้นฐานที่ปูทางไปสู่โลก 3G และสมาร์ทโฟนเต็มตัวในเวลาต่อมา

สรุปการใช้งานในแต่ละช่วงของ 2G

ยุค 2G

  • โทรออก รับสาย

  • ส่ง SMS ได้

ยุค 2.5G

  • โทรออก รับสาย

  • ส่ง SMS

  • ส่ง MMS

  • ใช้เสียงเรียกเข้าแบบ Polyphonic

  • เล่นอินเทอร์เน็ตบนมือถือได้ ความเร็วสูงสุดราว 115 kbps

ยุค 2.75G

  • โทรออก รับสาย

  • ส่ง SMS

  • ส่ง MMS

  • รองรับเสียงเรียกเข้าแบบไฟล์ MP3

  • เล่นอินเทอร์เน็ตได้เร็วขึ้นราว 70–180 kbps

ยุค 3G: มือถือออนไลน์ตลอดเวลา สมาร์ทโฟนเริ่มฉายแสง

พอมาถึง 3G ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไปแบบจริงจัง นี่คือยุคที่ทำให้วิถีชีวิตของผู้ใช้มือถือเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

หัวใจของ 3G คือความสามารถแบบ Always On หรือการที่มือถือของเราเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา เหมือนยก High Speed Internet ที่บ้านมาใส่ในมือเราเลย

ในยุค 2G ถ้าจะเล่นเน็ต เราต้อง

  • กดเชื่อมต่อ (Log-On) เพื่อเข้าเครือข่ายทุกครั้ง

แต่ในยุค 3G

  • มือถือจะเชื่อมต่อกับเครือข่ายอยู่ตลอด

  • ค่าบริการจะคิดตามปริมาณการรับส่งข้อมูลจริง ไม่ได้คิดตั้งแต่เริ่มล็อกอินเข้าเครือข่าย

Always On ดียังไง?

  • มีการแจ้งเตือน (Alert) ทันทีเมื่อมีอีเมล หรือข้อความจากแอปต่างๆ

  • การเชื่อมต่อแต่ละครั้งเร็วขึ้นมาก เพราะไม่ต้อง Log-On ทุกครั้ง

ลองนึกภาพเทียบกับสมัยใช้โมเด็ม Dial-Up ที่ต้องกดเชื่อมต่อก่อนถึงจะเข้าเน็ตได้ แต่ 3G ทำให้เราเข้าเน็ตได้ทันทีตลอดเวลา

3G ถูกออกแบบมาเน้นทั้งการคุยเสียง (Voice) และการรับส่งข้อมูล (Data) เมื่อเทียบกับ 2G ที่เน้นเสียงเป็นหลัก

เพราะใช้เทคโนโลยีใหม่ที่รองรับ Data ได้นิ่งกว่า และมีแบนด์วิธมากกว่า ทำให้

  • เล่นเน็ตได้เร็วขึ้นแบบก้าวกระโดด

  • ใช้งานด้านมัลติมีเดียได้ดีขึ้น

  • สัญญาณเสถียรกว่าเดิม

ภาพแสดงให้เห็นว่าความจุข้อมูลของ 3G รองรับได้มากกว่า 2G มาก โดยเฉพาะในส่วนของ Data

3G กับสมาร์ทโฟนยุคแรก

ผลจากความเร็วที่เพิ่มขึ้น ทำให้เราทำอะไรบนมือถือได้มากขึ้น:

  • เล่นโซเชียลได้แบบเรียลไทม์

  • เช็กอีเมลได้ทุกที่

  • ใช้แอปแชท ส่งข้อความ รูปภาพได้สบาย

มือถืออย่าง iPhone, iPad หรือสมาร์ทโฟน Android ต่างก็ถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้เต็มที่บนความเร็วระดับ 3G ทั้งนั้น

พูดง่ายๆ คือ ถ้ามีสมาร์ทโฟนแรงๆ แต่เน็ตยังเป็นแค่ระดับ 2G เราก็ใช้ความสามารถของเครื่องได้ไม่คุ้มเลย

การมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในมือ ก็เหมือนมี Broadband ติดตัวไปทุกที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เน็ตบ้านแบบสายเข้าไม่ถึง เช่น ต่างจังหวัดหรือชนบท ระบบ 3G ที่ใช้คลื่นไมโครเวฟก็ช่วยให้คนในพื้นที่เหล่านั้นออนไลน์ได้ไม่ต่างจากในเมือง

ยุค 4G: ความเร็วระดับสตรีมลื่น เล่นเกมบนมือถือแบบมันส์ๆ

แม้ว่า 3G จะทำให้เราเล่นเน็ตได้ต่อเนื่อง ดูวิดีโอออนไลน์ หรือคุยแบบ Video Call ได้ แต่หลายครั้งเราก็ยังเจอปัญหาเดิมๆ เช่น

  • ภาพกระตุก

  • สัญญาณไม่เสถียร

  • ความเร็วถูกจำกัด พอคนใช้เยอะก็เริ่มอืด

ตรงนี้แหละที่เป็นเหตุผลให้โลกเดินหน้าต่อเข้าสู่ ยุค 4G

4G ถูกพัฒนาในประเทศสวีเดนและนอร์เวย์ ก่อนจะเริ่มใช้งานจริงในสหรัฐอเมริกา เป้าหมายคือ

  • ยกระดับเทคโนโลยีไร้สายจากทุกยุค (1G, 2G, 3G) มารวมกัน

  • ปรับปรุงให้การรับส่งข้อมูลมีประสิทธิภาพสูงขึ้นมาก

หนึ่งในจุดเด่นชัดๆ ของ 4G คือความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่สูงถึง 100 Mbps (ในทางทฤษฎี)

ด้วยความเร็วระดับนี้ เราสามารถ

  • ดูวิดีโอออนไลน์ความคมชัดสูงได้แบบไม่สะดุด

  • คุยแบบ Video Call เห็นหน้ากันแบบเรียลไทม์ได้ลื่นขึ้น

  • ประชุมงานแบบ Mobile Teleconferencing ผ่านมือถือได้ง่าย และต้นทุนถูกลง

เทคโนโลยีหลักในยุค 4G

ในยุค 4G เทคโนโลยีแบ่งออกหลักๆ เป็น 2 ระบบ

  • WiMAX (Worldwide Interoperability of Microwave Access)

  • LTE (Long Term Evolution)

ทั้งคู่คือเทคโนโลยีไร้สายที่เน้นเพิ่มความเร็วของ Data ให้สูงขึ้นจากยุคก่อนๆ

  • WiMAX นิยมใช้ในบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน บังกลาเทศ

  • LTE กลายเป็นมาตรฐานหลัก และถูกใช้อย่างกว้างขวาง รวมถึงในประเทศไทย

มองย้อนกลับสู่เกมมือถือ: จากโทรออกอย่างเดียว สู่เล่นเกมออนไลน์เต็มขั้น

ถ้าย้อนดูตั้งแต่ 1G จนถึง 4G จะเห็นชัดเลยว่า การพัฒนาของเครือข่ายมือถือส่งผลกับการเล่นเกมมือถือแบบตรงๆ

  • ในยุค 1G มือถือทำได้แค่โทร จะพูดคำว่า “เกม” ยังแทบไม่มีใครเข้าใจ

  • 2G เริ่มมีเกมเล็กๆ เล่นออฟไลน์ได้ แต่เน็ตยังช้าไปสำหรับเกมออนไลน์จริงจัง

  • 3G ทำให้เราเริ่มเล่นเกมออนไลน์บนมือถือได้จริง เล่นกับเพื่อนแบบเรียลไทม์ได้

  • 4G ยกระดับไปอีกขั้น เล่นเกมที่ต้องการความเร็วและความเสถียรสูงได้ ไม่ว่าจะเป็นเกมยิงแบบออนไลน์ หรือเกมกินสเปกที่ต้องโหลดข้อมูลเยอะๆ

จะเห็นได้ว่าความแรงของเน็ตมือถือ ส่งผลกับประสบการณ์เกมเมอร์มือถือโดยตรง ถ้าเน็ตไม่ไหว ต่อให้เครื่องแรงแค่ไหนก็เล่นไม่สนุกอยู่ดี

สรุปส่งท้าย

จาก 1G ที่ทำได้แค่โทร จนมาถึง 4G ที่ทำให้เราสตรีม วิดีโอคอล และเล่นเกมออนไลน์ได้ลื่นๆ แทบทุกที่บนโลกนี้ จะเห็นเลยว่า ทุกครั้งที่เครือข่ายขยับขึ้น 1 G ชีวิตเราก็เปลี่ยนไปอีกขั้น

สำหรับสายเกมมือถืออย่างเราๆ ความเร็วและความเสถียรของเครือข่ายไม่ใช่แค่เรื่องสบายๆ แต่มันคือสิ่งที่กำหนดเลยว่า

  • จะเล่นเกมได้ลื่นแค่ไหน

  • จะแลคหรือไม่

  • จะสนุกเต็มที่หรือหัวร้อนเพราะเน็ตหลุด

และนี่แค่ 4G เท่านั้นนะ ข้างหน้าคือยุค 5G ที่กำลังมาจริงจัง ถ้าอยากรู้ว่าชีวิตเกมเมอร์มือถือจะยกระดับไปอีกขนาดไหน เตรียมตัวไว้ให้ดีได้เลย