รับแอปรับแอป

มือใหม่ซื้อมือถือห้ามพลาด! 5 คำศัพท์สเปกเครื่องที่ต้องเข้าใจก่อนเดินเข้าร้าน

สุพจน์ วัฒนชัย01-30

ก่อนจะควักเงินซื้อมือถือใหม่ ต้องรู้ศัพท์พวกนี้ก่อน

เวลาเดินเข้าไปหน้าร้านแล้วได้ยินพนักงานขายพูดถึงสเปกมือถือเป็นชุด ๆ ทั้งชื่อจอ ทั้งชิป ทั้งระบบปฏิบัติการ หลายคนฟังแล้วมึน จบด้วยการเลือกตามโฆษณา หรือเชื่อคำแนะนำคนอื่นแบบยังไม่เข้าใจจริง ๆ

ผลคือได้มือถือเครื่องใหม่ก็จริง แต่ดันไม่ตอบโจทย์การใช้งานตัวเองเท่าไหร่

วันนี้เลยชวนมาแกะ 5 คำศัพท์พื้นฐานที่ คนจะซื้อมือถือใหม่ควรรู้ เอาแบบย่อยง่าย ไม่ลงลึกจนงง แต่พอให้เราอ่านสเปกเป็น และคุยกับพนักงานได้อย่างไม่เสียเปรียบ

1. LCD / LED / OLED – ชนิดหน้าจอมือถือ

หนึ่งในสเปกที่เห็นบ่อยที่สุดคือ ชนิดหน้าจอแสดงผล ซึ่งมีผลต่อสี ความสว่าง ความคม และความสบายตา

ปัจจุบันหน้าจอมักจะแบ่งหลัก ๆ เป็น 3 กลุ่ม

  • LCD
    หน้าจอพื้นฐานที่มือถือระดับเริ่มต้นใช้กันเยอะ สีอาจไม่สดเท่า OLED แต่ราคาเข้าถึงง่าย

  • LED
    อยู่ในกลุ่มจอที่พัฒนาต่อจาก LCD บางรุ่นจะใช้ชื่อเทคโนโลยีย่อยต่างกันไป แต่แนวคิดคือพยายามให้ภาพสวยและสว่างขึ้น

  • OLED
    พระเอกของมือถือรุ่นท็อป สีจัด คอนทราสต์ดี ดำได้ดำสนิท ดูหนัง เล่นเกมแล้วภาพมีมิติ น่ามองกว่าแบบอื่น

จาก 3 ประเภทนี้ ยังแตกย่อยไปอีก เช่น TFT, IPS, AMOLED, Super AMOLED, Dynamic AMOLED, POLED, Retina HD, Super Retina, Liquid Retina เป็นต้น ซึ่งมักเป็นชื่อการตลาดผสมเทคโนโลยีของแต่ละแบรนด์

สรุปง่าย ๆ คือ

  • มือถือ ระดับเริ่มต้น – กลาง มักใช้จอ LCD / LED

  • มือถือ ระดับท็อป มักใช้จอ OLED หรือชื่อย่อย ๆ ของมัน

2. Refresh Rate / Touch Sampling Rate – ความลื่นกับความไว

สองคำนี้มักอยู่คู่กันบนสเปกจอ โดยมีผลมากกับคนที่ เล่นเกม ดูคอนเทนต์เยอะ หรือชอบความลื่นไหล

  • Refresh Rate (รีเฟรชเรท)
    คือจำนวนครั้งที่หน้าจอสามารถแสดงภาพใหม่ใน 1 วินาที เช่น 144Hz หมายความว่าหน้าจอแสดงผลได้สูงสุด 144 เฟรมต่อวินาที ทำให้ภาพเคลื่อนไหวลื่นตา เช่น เลื่อนฟีด เล่นเกม สลับแอป

  • Touch Sampling Rate
    คือ ความไวในการตอบสนองต่อการสัมผัส ตัวเลขยิ่งสูง ยิ่งสั่งการได้เร็ว เช่น แตะ ลาก เล็ง ยิง ในเกมก็ทำได้ฉับไวกว่า ตอนนี้บางรุ่นดันตัวเลขไปได้ถึงระดับ 720Hz แล้ว

จำง่าย ๆ

  • Refresh Rate = ความลื่นของภาพ

  • Touch Sampling Rate = ความไวของการสัมผัส

คนใช้ทั่วไปถ้าได้ค่า 90Hz หรือ 120Hz ขึ้นไป ก็รู้สึกต่างจากจอ 60Hz ชัดเจนแล้ว ส่วนสายเกมลองมองหาเครื่องที่มี Touch Sampling Rate สูง ๆ เพิ่มความได้เปรียบนิด ๆ เวลาเล่นจริง

3. RAM / ROM – หน่วยความจำที่ส่งผลทั้งความลื่นและพื้นที่เก็บ

สองคำนี้โผล่อยู่แทบทุกโฆษณา เช่น 8GB + 256GB แต่หลายคนยังสับสนว่าตัวไหนคืออะไร

  • RAM (Random Access Memory)
    คือ หน่วยความจำชั่วคราว ที่มือถือใช้ตอนเปิดแอปและประมวลผลต่าง ๆ ยิ่งมีเยอะ เท่ากับมือถือสามารถเปิดหลายแอปพร้อมกันได้ลื่นขึ้น สลับไปมาแล้วไม่ต้องโหลดใหม่บ่อย ๆ

  • ROM (Read Only Memory)
    คือ หน่วยความจำถาวร ที่ใช้เก็บรูป วิดีโอ แอป เอกสาร และไฟล์ทุกอย่างในเครื่อง ตัวเลขยิ่งมาก ยิ่งเก็บข้อมูลได้เยอะ ไม่ต้องมานั่งลบของทิ้งบ่อย ๆ

ทริกเลือกง่าย ๆ

  • คนใช้ทั่วไป เล่นโซเชียล แชต ดูซีรีส์
    RAM ประมาณ 6–8GB และ ROM 128GB ก็เอาอยู่สบาย ๆ

  • คนชอบถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ โหลดเกมหนัก ๆ
    มองหา ROM 256GB ขึ้นไปจะหายใจโล่งกว่า

4. CPU – มันสมองของมือถือ

CPU (Central Processing Unit) คือหัวใจหลักในการประมวลผล เปรียบเหมือน มันสมองของเครื่อง ที่กำหนดเลยว่า มือถือรุ่นนั้น ๆ จะเร็ว แรง ประหยัดพลังงาน หรือร้อนง่ายแค่ไหน

ในมือถือ CPU จะเป็นส่วนหนึ่งของชิปใหญ่ที่เรียกว่า SoC (System-on-Chip) ซึ่งรวมทั้ง CPU, GPU, โมเด็มสัญญาณ และส่วนอื่น ๆ ไว้ในตัวเดียว

ผู้ผลิต SoC รายหลักในตลาดตอนนี้ เช่น

  • Qualcomm – ใช้ชื่อซีรีส์ว่า Snapdragon

  • MediaTek – ซีรีส์เด่นคือ Dimensity

  • Samsung – ใช้ชื่อ Exynos

  • Apple – มีชิปตระกูลของตัวเอง

  • HiSilicon – เคยมีชื่อในกลุ่มชิปของบางแบรนด์ดัง

เวลาเลือกมือถือ ให้ลองดูว่า CPU อยู่ในระดับไหนของซีรีส์นั้น เช่น รุ่นเลขสูงมักแรงกว่าเลขต่ำ และรุ่นใหม่มักจัดการพลังงานได้ดีกว่ารุ่นเก่า

5. Operating System (OS) – ระบบปฏิบัติการในเครื่อง

Operating System (OS) หรือ ระบบปฏิบัติการ คือซอฟต์แวร์หลักที่คอยจัดการทุกอย่างในมือถือ ตั้งแต่หน้าจอ เมนู การแจ้งเตือน ไปจนถึงการทำงานของแอป

ตอนนี้ระบบปฏิบัติการที่เราพบได้ในตลาดมีหลัก ๆ คือ

  • iOS – ใช้ใน iPhone

  • Android OS – ใช้กับมือถือแบรนด์ต่าง ๆ โดยแต่ละค่ายจะปรับหน้าตาและฟีเจอร์เพิ่มขึ้นไปอีก

  • Harmony OS – ระบบปฏิบัติการที่พัฒนาขึ้นโดยบางผู้ผลิตเพื่อใช้งานในอุปกรณ์ของตัวเอง

การเลือก OS ไม่ได้มีแค่เรื่องหน้าตาสวยไม่สวย แต่ยังเกี่ยวกับ

  • แอปที่รองรับ

  • ความถี่ในการอัปเดต

  • ความปลอดภัย

  • การเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นใน ecosystem เดียวกัน

สรุป: อ่านสเปกให้เป็น ก่อนเดินเข้าร้าน

คำศัพท์ทั้งหมดที่เล่ามา เป็นเหมือน พื้นฐานที่ควรรู้ก่อนซื้อมือถือใหม่ เพื่อให้เราพอมองภาพรวมสเปกออก ว่ารุ่นที่สนใจเหมาะกับการใช้งานจริงของเราหรือไม่

  • เข้าใจชนิดจอ ว่าต่างกันยังไง

  • อ่านตัวเลข Refresh Rate กับ Touch Sampling Rate แล้วตีความได้

  • แยก RAM กับ ROM ออกจากกันเป็น

  • รู้ว่า CPU แต่ละค่ายต่างกันแค่ไหน

  • แยก OS และเลือกได้ตามสไตล์ชีวิตตัวเอง

ถ้าเตรียมตัวด้วยความเข้าใจแบบนี้ก่อนเดินเข้าร้าน เวลาไปลองจับเครื่องจริง หรือฟังพนักงานอธิบายสเปก เราจะไม่มึน ไม่โดนศัพท์เทคนิคหลอก และมีโอกาสสูงมากที่จะได้มือถือเครื่องใหม่ที่ เข้ากับไลฟ์สไตล์เราแบบที่สุด

ใครมีคำศัพท์สายมือถือที่อยากให้หยิบมาขยายเพิ่ม หรืออยากแชร์ทริกการเลือกเครื่องของตัวเอง ก็เอาไปต่อยอดพูดคุยกันต่อกับเพื่อน ๆ นักซื้อมือใหม่ได้เลย