ก่อนจะควักเงินซื้อมือถือใหม่ ต้องรู้ศัพท์พวกนี้ก่อน
เวลาเดินเข้าไปหน้าร้านแล้วได้ยินพนักงานขายพูดถึงสเปกมือถือเป็นชุด ๆ ทั้งชื่อจอ ทั้งชิป ทั้งระบบปฏิบัติการ หลายคนฟังแล้วมึน จบด้วยการเลือกตามโฆษณา หรือเชื่อคำแนะนำคนอื่นแบบยังไม่เข้าใจจริง ๆ
ผลคือได้มือถือเครื่องใหม่ก็จริง แต่ดันไม่ตอบโจทย์การใช้งานตัวเองเท่าไหร่
วันนี้เลยชวนมาแกะ 5 คำศัพท์พื้นฐานที่ คนจะซื้อมือถือใหม่ควรรู้ เอาแบบย่อยง่าย ไม่ลงลึกจนงง แต่พอให้เราอ่านสเปกเป็น และคุยกับพนักงานได้อย่างไม่เสียเปรียบ
1. LCD / LED / OLED – ชนิดหน้าจอมือถือ
หนึ่งในสเปกที่เห็นบ่อยที่สุดคือ ชนิดหน้าจอแสดงผล ซึ่งมีผลต่อสี ความสว่าง ความคม และความสบายตา
ปัจจุบันหน้าจอมักจะแบ่งหลัก ๆ เป็น 3 กลุ่ม
LCD
หน้าจอพื้นฐานที่มือถือระดับเริ่มต้นใช้กันเยอะ สีอาจไม่สดเท่า OLED แต่ราคาเข้าถึงง่ายLED
อยู่ในกลุ่มจอที่พัฒนาต่อจาก LCD บางรุ่นจะใช้ชื่อเทคโนโลยีย่อยต่างกันไป แต่แนวคิดคือพยายามให้ภาพสวยและสว่างขึ้นOLED
พระเอกของมือถือรุ่นท็อป สีจัด คอนทราสต์ดี ดำได้ดำสนิท ดูหนัง เล่นเกมแล้วภาพมีมิติ น่ามองกว่าแบบอื่น
จาก 3 ประเภทนี้ ยังแตกย่อยไปอีก เช่น TFT, IPS, AMOLED, Super AMOLED, Dynamic AMOLED, POLED, Retina HD, Super Retina, Liquid Retina เป็นต้น ซึ่งมักเป็นชื่อการตลาดผสมเทคโนโลยีของแต่ละแบรนด์
สรุปง่าย ๆ คือ
มือถือ ระดับเริ่มต้น – กลาง มักใช้จอ LCD / LED
มือถือ ระดับท็อป มักใช้จอ OLED หรือชื่อย่อย ๆ ของมัน
2. Refresh Rate / Touch Sampling Rate – ความลื่นกับความไว
สองคำนี้มักอยู่คู่กันบนสเปกจอ โดยมีผลมากกับคนที่ เล่นเกม ดูคอนเทนต์เยอะ หรือชอบความลื่นไหล
Refresh Rate (รีเฟรชเรท)
คือจำนวนครั้งที่หน้าจอสามารถแสดงภาพใหม่ใน 1 วินาที เช่น 144Hz หมายความว่าหน้าจอแสดงผลได้สูงสุด 144 เฟรมต่อวินาที ทำให้ภาพเคลื่อนไหวลื่นตา เช่น เลื่อนฟีด เล่นเกม สลับแอปTouch Sampling Rate
คือ ความไวในการตอบสนองต่อการสัมผัส ตัวเลขยิ่งสูง ยิ่งสั่งการได้เร็ว เช่น แตะ ลาก เล็ง ยิง ในเกมก็ทำได้ฉับไวกว่า ตอนนี้บางรุ่นดันตัวเลขไปได้ถึงระดับ 720Hz แล้ว
จำง่าย ๆ
Refresh Rate = ความลื่นของภาพ
Touch Sampling Rate = ความไวของการสัมผัส
คนใช้ทั่วไปถ้าได้ค่า 90Hz หรือ 120Hz ขึ้นไป ก็รู้สึกต่างจากจอ 60Hz ชัดเจนแล้ว ส่วนสายเกมลองมองหาเครื่องที่มี Touch Sampling Rate สูง ๆ เพิ่มความได้เปรียบนิด ๆ เวลาเล่นจริง
3. RAM / ROM – หน่วยความจำที่ส่งผลทั้งความลื่นและพื้นที่เก็บ
สองคำนี้โผล่อยู่แทบทุกโฆษณา เช่น 8GB + 256GB แต่หลายคนยังสับสนว่าตัวไหนคืออะไร
RAM (Random Access Memory)
คือ หน่วยความจำชั่วคราว ที่มือถือใช้ตอนเปิดแอปและประมวลผลต่าง ๆ ยิ่งมีเยอะ เท่ากับมือถือสามารถเปิดหลายแอปพร้อมกันได้ลื่นขึ้น สลับไปมาแล้วไม่ต้องโหลดใหม่บ่อย ๆROM (Read Only Memory)
คือ หน่วยความจำถาวร ที่ใช้เก็บรูป วิดีโอ แอป เอกสาร และไฟล์ทุกอย่างในเครื่อง ตัวเลขยิ่งมาก ยิ่งเก็บข้อมูลได้เยอะ ไม่ต้องมานั่งลบของทิ้งบ่อย ๆ
ทริกเลือกง่าย ๆ
คนใช้ทั่วไป เล่นโซเชียล แชต ดูซีรีส์
RAM ประมาณ 6–8GB และ ROM 128GB ก็เอาอยู่สบาย ๆคนชอบถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ โหลดเกมหนัก ๆ
มองหา ROM 256GB ขึ้นไปจะหายใจโล่งกว่า
4. CPU – มันสมองของมือถือ
CPU (Central Processing Unit) คือหัวใจหลักในการประมวลผล เปรียบเหมือน มันสมองของเครื่อง ที่กำหนดเลยว่า มือถือรุ่นนั้น ๆ จะเร็ว แรง ประหยัดพลังงาน หรือร้อนง่ายแค่ไหน
ในมือถือ CPU จะเป็นส่วนหนึ่งของชิปใหญ่ที่เรียกว่า SoC (System-on-Chip) ซึ่งรวมทั้ง CPU, GPU, โมเด็มสัญญาณ และส่วนอื่น ๆ ไว้ในตัวเดียว
ผู้ผลิต SoC รายหลักในตลาดตอนนี้ เช่น
Qualcomm – ใช้ชื่อซีรีส์ว่า Snapdragon
MediaTek – ซีรีส์เด่นคือ Dimensity
Samsung – ใช้ชื่อ Exynos
Apple – มีชิปตระกูลของตัวเอง
HiSilicon – เคยมีชื่อในกลุ่มชิปของบางแบรนด์ดัง
เวลาเลือกมือถือ ให้ลองดูว่า CPU อยู่ในระดับไหนของซีรีส์นั้น เช่น รุ่นเลขสูงมักแรงกว่าเลขต่ำ และรุ่นใหม่มักจัดการพลังงานได้ดีกว่ารุ่นเก่า
5. Operating System (OS) – ระบบปฏิบัติการในเครื่อง
Operating System (OS) หรือ ระบบปฏิบัติการ คือซอฟต์แวร์หลักที่คอยจัดการทุกอย่างในมือถือ ตั้งแต่หน้าจอ เมนู การแจ้งเตือน ไปจนถึงการทำงานของแอป
ตอนนี้ระบบปฏิบัติการที่เราพบได้ในตลาดมีหลัก ๆ คือ
iOS – ใช้ใน iPhone
Android OS – ใช้กับมือถือแบรนด์ต่าง ๆ โดยแต่ละค่ายจะปรับหน้าตาและฟีเจอร์เพิ่มขึ้นไปอีก
Harmony OS – ระบบปฏิบัติการที่พัฒนาขึ้นโดยบางผู้ผลิตเพื่อใช้งานในอุปกรณ์ของตัวเอง
การเลือก OS ไม่ได้มีแค่เรื่องหน้าตาสวยไม่สวย แต่ยังเกี่ยวกับ
แอปที่รองรับ
ความถี่ในการอัปเดต
ความปลอดภัย
การเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นใน ecosystem เดียวกัน
สรุป: อ่านสเปกให้เป็น ก่อนเดินเข้าร้าน
คำศัพท์ทั้งหมดที่เล่ามา เป็นเหมือน พื้นฐานที่ควรรู้ก่อนซื้อมือถือใหม่ เพื่อให้เราพอมองภาพรวมสเปกออก ว่ารุ่นที่สนใจเหมาะกับการใช้งานจริงของเราหรือไม่
เข้าใจชนิดจอ ว่าต่างกันยังไง
อ่านตัวเลข Refresh Rate กับ Touch Sampling Rate แล้วตีความได้
แยก RAM กับ ROM ออกจากกันเป็น
รู้ว่า CPU แต่ละค่ายต่างกันแค่ไหน
แยก OS และเลือกได้ตามสไตล์ชีวิตตัวเอง
ถ้าเตรียมตัวด้วยความเข้าใจแบบนี้ก่อนเดินเข้าร้าน เวลาไปลองจับเครื่องจริง หรือฟังพนักงานอธิบายสเปก เราจะไม่มึน ไม่โดนศัพท์เทคนิคหลอก และมีโอกาสสูงมากที่จะได้มือถือเครื่องใหม่ที่ เข้ากับไลฟ์สไตล์เราแบบที่สุด
ใครมีคำศัพท์สายมือถือที่อยากให้หยิบมาขยายเพิ่ม หรืออยากแชร์ทริกการเลือกเครื่องของตัวเอง ก็เอาไปต่อยอดพูดคุยกันต่อกับเพื่อน ๆ นักซื้อมือใหม่ได้เลย

