รับแอปรับแอป

อัปเดตสาย IT ปี 2025: จาก AI Supercomputer ถึงแก็ดเจ็ตสุดคุ้มที่ต้องรู้ก่อนซื้อ

วุฒิชัย ชาญชัย01-31

รวมไฮไลต์เทคโนโลยีและแก็ดเจ็ตปี 2025 ที่สาย IT ห้ามพลาด

เทคโนโลยีในปี 2025 ไม่ได้แค่ “เร็วขึ้น” แต่กำลัง “ฉลาดขึ้นทุกมิติ” ตั้งแต่ AI ที่ช่วยคิดและตัดสินใจแทนมนุษย์ ไปจนถึงระบบ IT ที่สามารถบริหารจัดการตัวเองได้แทบทั้งระบบ

ด้านหนึ่งคือโลกของ AI Infrastructure ระดับองค์กร อีกด้านคือ แก็ดเจ็ตสำหรับชีวิตประจำวัน ที่คุ้มขึ้นและฉลาดขึ้นแบบจับต้องได้ บทความนี้รวบรวมประเด็นเด่นมาเล่าให้จบในที่เดียว

8 เทรนด์เทคโนโลยีปี 2025 ที่ขับเคลื่อนธุรกิจ

เทรนด์เทคโนโลยีปี 2025 ไม่ได้เป็นแค่ Buzzword แต่กำลังกลายเป็น “โครงกระดูกหลัก” ของการทำธุรกิจสมัยใหม่

ภาพรวมสำคัญที่กำลังเกิดขึ้น เช่น

  • AI ฉลาดขึ้นและใช้งานจริงในองค์กร ไม่ใช่แค่ PoC หรือทดลองเล่น

  • ระบบ IT ใช้งานง่ายขึ้น แต่ซับซ้อนขึ้นเบื้องหลัง มี Automation และ Self-management มากขึ้น

  • Data กลายเป็นสินทรัพย์หลัก ทุกองค์กรต้องมีแผนจัดเก็บ วิเคราะห์ และปกป้องข้อมูลอย่างจริงจัง

ทั้งหมดนี้กำลังผลักให้ธุรกิจต้องคิดใหม่ตั้งแต่โครงสร้างระบบไปจนถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในแต่ละวัน

คอมพิวเตอร์สำหรับงาน AI: เร็วกว่าเดิม 30–100 เท่า

ทำงานด้าน AI แล้วรู้สึกว่าคอมธรรมดาช้าเกินไป งานรันโมเดลทีต้องทิ้งค้างข้ามคืนหรือข้ามหลายวัน นั่นคือสัญญาณว่าคุณต้องมองหาเครื่องที่ออกแบบมาเพื่อ AI โดยเฉพาะ

คอมพิวเตอร์สาย AI เช่น MSI EdgeXpert MS-C931 ถูกออกแบบมาให้รองรับภาระงานหนักโดยเฉพาะ

  • เร็วกว่าเครื่องทั่วไปประมาณ 30–100 เท่า (แล้วแต่ประเภทงาน)

  • งานที่เคยต้องรอ 5 วัน อาจจบได้ภายใน 1 วัน

  • ถูกออกแบบให้ พร้อมใช้งานทันที ลดขั้นตอนการติดตั้งที่ยุ่งยาก

เหมาะสำหรับ

  • นักพัฒนา AI / Data Scientist

  • ทีม R&D ที่ต้องเทรนโมเดลบ่อย

  • องค์กรที่ต้องการเพิ่มความเร็วงานวิเคราะห์ข้อมูลและ AI แบบจริงจัง

DGX Workstation: AI Supercomputer บนโต๊ะทำงาน

ถ้าคุณทำงานด้าน AI หรือ Data Science ในระดับจริงจัง DGX Workstation คืออีกชื่อที่เลี่ยงไม่ค่อยได้ เพราะสเปกและซอฟต์แวร์ถูกออกแบบมาเพื่อสายนี้โดยเฉพาะ

จุดเด่นของ DGX Workstation คือ

  • พลัง GPU ระดับศูนย์ข้อมูล (Data Center Grade) แต่มาอยู่บนโต๊ะคุณได้

  • มีซอฟต์แวร์สำหรับ AI และ Deep Learning มาให้แบบครบชุด ใช้งานได้ทันที

  • รองรับงานตั้งแต่ เทรนโมเดล Deep Learning, LLM ไปจนถึงการนำไปใช้งานจริงในองค์กร

เหมาะกับ

  • ทีม AI ขององค์กรที่ต้องการเครื่องเดียวจบสำหรับงานหนัก

  • นักวิจัยและนักพัฒนาโมเดลที่ต้องรันงานขนาดใหญ่บ่อยๆ

สรุปง่ายๆ: ถ้าคุณมองหาพื้นฐานสำหรับ AI ระดับองค์กร DGX คือหนึ่งในคำตอบที่จริงจังและพร้อมใช้งานที่สุดตัวหนึ่งในตลาด

มือถือปี 2025: OPPO A5 2020 ยังไหวไหมเมื่อเทียบกับรุ่นใหม่?

โลกมือถือเปลี่ยนเร็วมาก โดยเฉพาะช่วงปี 2020–2025 ที่ทั้งชิป กล้อง แบต และซอฟต์แวร์ก้าวกระโดด ใครที่ยังใช้ OPPO A5 2020 อยู่ อาจเริ่มถามตัวเองว่าควรอัปเกรดหรือยัง

ประเด็นสำคัญที่ควรเทียบระหว่าง OPPO A5 2020 กับ A5 รุ่นใหม่ปี 2025 คือ

  • สเปกพื้นฐาน: ซีพียู แรม ความจุ ความลื่นในการใช้งานประจำวัน

  • กล้อง: คุณภาพภาพถ่าย การถ่ายกลางคืน และระบบกันสั่น

  • แบตเตอรี่: ความอึด และรองรับชาร์จเร็วแค่ไหน

  • ซอฟต์แวร์: ยังได้อัปเดตอยู่ไหม ปลอดภัยแค่ไหน ใช้งานได้อีกนานไหม

  • ความคุ้มค่าระยะยาว: ใช้ยาวๆ อีก 2–3 ปีจะยังไหวไหม

ใครที่ใช้เครื่องเก่ามานานและเริ่มรู้สึกหน่วง หรือไม่ได้อัปเดตมาหลายเวอร์ชัน การขยับไปใช้รุ่นใหม่ในปี 2025 มักจะได้ทั้งความลื่น ความปลอดภัย และฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันมากขึ้น

หูฟัง Over-Ear สายดีไซน์ล้ำ: Nothing Headphone (1)

สายแก็ดเจ็ตที่ชอบของสวย ฟีเจอร์จัดเต็ม ต้องสะดุดกับ Nothing Headphone (1) หูฟัง Over-Ear รุ่นแรกจากแบรนด์แนวดีไซน์โปร่งใสที่หลายคนคุ้นชื่อจากสมาร์ตโฟนและหูฟัง True Wireless

จุดเด่นแบบย่อยง่าย

  • เสียงปรับจูนระดับ KEF ให้โทนเสียงบาลานซ์ รายละเอียดดี

  • ระบบ ANC อัจฉริยะ ตัดเสียงรบกวนแบบฉลาด ปรับตามสภาพแวดล้อม

  • แบตเตอรี่ใช้งานได้สูงสุดราว 80 ชั่วโมง (ตามการใช้งานจริงอาจต่างกัน)

  • ดีไซน์โปร่งใสเป็นเอกลักษณ์ สายแฟชั่นและสายแก็ดเจ็ตน่าจะถูกใจ

เหมาะกับคนที่อยากได้หูฟังใบเดียวใช้ได้ทั้ง

  • ทำงานแบบโฟกัส

  • ดูหนัง ฟังเพลง ระหว่างเดินทาง

ภาพรวม: เป็นตัวเลือกที่บาลานซ์ระหว่างดีไซน์ ฟีเจอร์ และคุณภาพเสียงได้ดีมากในกลุ่ม Over-Ear ยุคใหม่

iPad Pro vs iPad Air ปี 2025: เลือกตัวไหนดีให้ตรงสายการใช้งาน

ในปี 2025 ไลน์ iPad ยิ่งแตกต่างชัดเจน โดยเฉพาะคู่หลักอย่าง iPad Air (M3) และ iPad Pro (M4) ที่เน้นกลุ่มผู้ใช้ต่างกันพอสมควร

หัวใจของการเลือกคือการตอบให้ได้ว่า “ใช้ทำอะไรเป็นหลัก?”

  • ถ้าเน้น เรียน ทำงานทั่วไป ดูคอนเทนต์ จดโน้ต → iPad Air (M3) มักจะตอบโจทย์คุ้มกว่า

  • ถ้าเน้น งานโปรดักชันหนักๆ ตัดต่อวิดีโอ ทำกราฟิก 3D ใช้จอเป็นหลักในการทำงาน → iPad Pro (M4) จะเหนือกว่า ทั้งชิป หน้าจอ และอุปกรณ์เสริมบางอย่าง

มุมที่ควรเทียบให้ชัด

  • ชิปประมวลผล: M4 แรงกว่าชัด ใช้กับงานโปรแบบจริงจังได้

  • หน้าจอ: รุ่น Pro เกรดสูงกว่า เหมาะกับงานสายภาพและสี

  • ราคา: ส่วนต่างราคาคือสิ่งที่ต้องตอบตัวเองว่าคุ้มกับงานที่ทำหรือไม่

ใครที่ไม่ได้เน้นงานมืออาชีพหนักๆ มักจะพบว่า iPad Air คือจุดที่คุ้มที่สุด แต่ถ้า iPad คือ “เครื่องทำงานหลัก” iPad Pro คือการลงทุนที่มีเหตุผล

Nintendo Switch & Switch 2: เกมคอนโซลลูกผสมสำหรับทุกคน

โลกเกมคอนโซลปี 2025 ยังมีชื่อ Nintendo Switch ยืนอยู่ในดวงใจหลายคน และมี Switch 2 เข้ามาเติมความสดใหม่ให้ตลาด

จุดเด่นของตระกูลนี้คือ

  • เป็น คอนโซลลูกผสม เล่นได้ทั้งแบบพกพา และต่อทีวีเล่นแบบเครื่องบ้าน

  • มีเกมสำหรับทุกกลุ่มผู้เล่น ตั้งแต่เด็ก ครอบครัว ไปจนถึงสาย Core Gamer ที่ชอบเกมเฉพาะทาง

  • รุ่นใหม่อย่าง Switch 2 ได้อัปเกรดด้านสเปกและประสบการณ์เล่นให้ทันยุคมากขึ้น

คำถามสำคัญคือ

  • ถ้าเน้นเล่นเกม casual เล่นกับคนในบ้าน รุ่นเดิมอาจยังเพียงพอ

  • ถ้าอยากได้ประสบการณ์ใหม่ เกมใหม่ ภาพสวยขึ้น ลื่นขึ้น รุ่นใหม่จะตอบโจทย์ระยะยาวกว่า

NAS Service: เก็บไฟล์อย่างเดียวไม่พอ ต้องแชร์และสำรองได้ด้วย

ในองค์กรสมัยใหม่ การจัดเก็บไฟล์ไม่ใช่แค่โยนลงเซิร์ฟเวอร์แล้วจบ แต่ต้องแชร์ ทำงานร่วมกัน และสำรองข้อมูลอย่างปลอดภัย นี่คือจุดที่ NAS Service เข้ามามีบทบาท

NAS ที่ออกแบบมาสำหรับองค์กรยุคใหม่มักจะทำได้มากกว่าแค่ “เก็บไฟล์”

  • ให้ทีม แชร์ไฟล์และทำงานร่วมกัน ได้สะดวกขึ้น

  • มีระบบ สำรองข้อมูล (Backup) แบบอัตโนมัติ ลดความเสี่ยงข้อมูลหาย

  • เชื่อมต่อกับ Cloud เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและเพิ่มความมั่นใจด้านความปลอดภัย

จุดแข็งคือองค์กรสามารถคุมข้อมูลสำคัญได้มากขึ้น แต่ยังใช้ประโยชน์จาก Cloud ได้ในจุดที่เหมาะสม

Zero Trust: ความปลอดภัยไซเบอร์แบบ “ไม่เชื่อใครจนกว่าจะพิสูจน์ได้”

เมื่อทุกอย่างเชื่อมต่อออนไลน์มากขึ้น ระบบเดิมๆ ที่สมมติว่า “คนในองค์กรคือคนที่ไว้ใจได้” ไม่เพียงพออีกต่อไป แนวคิด Zero Trust จึงถูกผลักขึ้นมาเป็นมาตรฐานใหม่

หัวใจของ Zero Trust คือ

  • ไม่เชื่อถือใครโดยอัตโนมัติ แม้จะมาจากภายในองค์กรเอง

  • ตรวจสอบทุกการเข้าถึง ทั้งผู้ใช้ อุปกรณ์ และแอปพลิเคชัน

  • ให้สิทธิ์แบบ Least Privilege เท่าที่จำเป็นต่อการทำงาน

ในยุคที่การโจมตีไซเบอร์ซับซ้อนขึ้น และหลายครั้งเริ่มจากภายในหรือจากอุปกรณ์ที่ติดมัลแวร์ แนวคิดนี้จึงกลายเป็นกรอบคิดสำคัญสำหรับทุกองค์กรที่จริงจังเรื่องความปลอดภัย

B2B Connect: สะพานเชื่อมธุรกิจสู่ธุรกิจ

ในโลก B2B การมีสินค้าดีอย่างเดียวไม่พอ สิ่งที่องค์กรต้องการคือพาร์ตเนอร์ที่ช่วยดูแลตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ตั้งแต่จัดหาสินค้า ไปจนถึงบริการหลังการขาย

บริการสาย B2B Connect มักจะช่วยในหลายขั้นตอน เช่น

  • จัดหาสินค้าคุณภาพจากแบรนด์ที่เชื่อถือได้

  • ดูแลการ แพ็กสินค้าและจัดส่ง ให้ถึงมือลูกค้าอย่างมืออาชีพ

  • มีบริการหลังการขายที่ตามงานและใส่ใจรายละเอียด

ผลลัพธ์คือทำให้ธุรกิจสามารถโฟกัสกับการเติบโต การวางกลยุทธ์ และแคมเปญการตลาด โดยมีพาร์ตเนอร์ช่วยดูแลงานปฏิบัติการที่ซับซ้อนเบื้องหลัง

สรุป: ปี 2025 คือปีที่ “โครงสร้าง” และ “ประสบการณ์การใช้งาน” เปลี่ยนไปพร้อมกัน

จากภาพรวมทั้งหมดจะเห็นว่า ปี 2025 ไม่ได้มีแค่แก็ดเจ็ตใหม่ๆ ให้ลองเล่น แต่คือปีที่ โครงสร้างพื้นฐานด้าน IT และ AI กำลังยกเครื่องครั้งใหญ่ ขณะที่ฝั่งผู้ใช้ทั่วไปก็ได้สัมผัสเทคโนโลยีที่ฉลาดขึ้น ใช้งานง่ายขึ้น และคุ้มค่ามากขึ้น

  • ภาคองค์กร: ลงทุนใน AI Infrastructure, NAS, Zero Trust, B2B Connect เพื่อเติบโตอย่างมั่นคงและปลอดภัย

  • ภาคผู้ใช้ทั่วไป: มีตัวเลือกใหม่ทั้ง มือถือ หูฟัง แท็บเล็ต และคอนโซลเกม ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล

ใครตามเทรนด์ไม่ทันไม่เป็นไร แต่ใครไม่ตามเลยอาจเสียโอกาสใหญ่ ถึงเวลาที่ทั้งธุรกิจและผู้ใช้ต้องเลือกให้ตรงกับสิ่งที่ตัวเองต้องการจริงๆ แล้วปล่อยให้เทคโนโลยีทำหน้าที่เป็นตัวเร่งให้ก้าวไปข้างหน้าเร็วขึ้นและฉลาดขึ้นกว่าเดิม