รับแอปรับแอป

จากคุกสู่ตำนาน: ชีวิตดิบของ Johnny Cash กับ Rolex เรือนละ 7,200 ดอลลาร์ที่โลกยังพูดถึง

อธิศ วัฒนโชติ01-31

ชีวิตนอกกฎของ Johnny Cash และ Rolex เรือนที่โลกไม่ลืม

ใครจะคิดว่านาฬิกา Rolex เรือนคู่ใจของ จอห์นนี แคช (Johnny Cash) ศิลปินระดับตำนาน ผู้ถูกยกให้เป็นเหมือน เข็มทิศทางศีลธรรมแห่งดนตรีคันทรี และไอคอนความเท่เหนือกาลเวลา จะถูกประมูลไปในราคาเพียง 7,200 ดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ Sotheby’s

เบื้องหลังราคาที่ไม่สูงเวอร์เท่าสถานะของเจ้าของ คือเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่ใช้ชื่อเสียงของตัวเองในการยืนหยัดเพื่อ ความเท่าเทียม การต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ และการท้าทายอคติในสังคม ผ่านทั้งบทเพลงและการใช้ชีวิตจริง

จากคำว่า “ไปทำบาปซะ” สู่ Man in Black ผู้เขย่าทุกชาร์ต

ก่อนที่โลกจะรู้จักเขาในชื่อ J.R. “Johnny” Cash ผู้เชี่ยวชาญดนตรีหลากหลายแนวและเป็นที่ยอมรับในทุกมิติ นักเขียนและศิลปินอย่าง แพตตี้ สมิธ เคยเรียกเขาว่า “เข็มทิศทางศีลธรรมของดนตรีคันทรี” (the moral compass of country music)

เหมือนกับสหายร่วมยุคอย่างเอลวิส เพรสลีย์ แคชเริ่มต้นจากดนตรีแนวกอสเปล เขาเดินทางเข้าสู่เมมฟิส รัฐเทนเนสซี ในช่วงต้นทศวรรษ 1950 ด้วยความฝันอยากมีค่ายเพลงของตัวเอง

ตำนานเล่าว่า แซม ฟิลลิปส์ แห่งค่าย Sun Records เคยบอกเขาว่าให้ “กลับบ้านไปทำบาปซะ แล้วค่อยกลับมาพร้อมเพลงที่ฉันอยากบันทึกให้” คำพูดประชดเล็ก ๆ ที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานคนหนึ่งในวงการเพลง

ในปี 1956 ซิงเกิลแจ้งเกิดของเขา “I Walk the Line” พุ่งขึ้นอันดับ 1 อยู่บนชาร์ตนานถึง 43 สัปดาห์ พร้อมยอดขายทะลุสองล้านก๊อปปี้ ชื่อของ Johnny Cash จึงไม่ได้เป็นแค่ศิลปินหน้าใหม่ แต่กลายเป็นพลังสั่นสะเทือนของทั้งวงการ

สิ่งที่ทำให้เขาโดดเด่นยิ่งขึ้น คือภาพลักษณ์ที่สวนทางกับนักร้องคันทรีแบบดั้งเดิม ไม่ใช้รองเท้าบู๊ตคาวบอย หมวกสเต็ตสัน หรือเสื้อเลื่อมวับวาว เขาเลือกปรากฏตัวใน ชุดดำทั้งตัว ผมทรงปอมปาดัวร์ และสายตาคมกริบ พร้อมเสียงทุ้มเบส-บาริโทนที่หนักแน่น ถ่ายทอดบทเพลงบัลลาดหม่นมืดที่พูดแทนคนชายขอบของสังคม

“Man in Black” ของโลกดนตรีคนนี้ จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของ

  • นักเลงนอกกฎหมายในสายตาสังคม

  • ผู้พิทักษ์คนที่ไม่มีใครปกป้อง

  • ตัวแทนของคนถูกทอดทิ้งและถูกลืม


เรือนเวลาที่อยู่บนข้อมือของ “บุรุษชุดดำ” คือ Rolex Oyster Perpetual เยลโลว์โกลด์ 14 กะรัต นาฬิกาที่ไม่ได้มีดีแค่ตัวเรือนทอง แต่แบกรับทั้งชีวิต การต่อสู้ และตำนานของเจ้าของเอาไว้ทุกวินาที

อัลบั้มแสดงสดที่กลายเป็นหมุดหมายในประวัติศาสตร์ของเขาอย่าง “At Folsom Prison” และ “At San Quentin” ถูกบันทึกเสียงต่อหน้าผู้ชมที่เป็นนักโทษจริง ๆ ในเรือนจำ และในทุกภาพจำเหล่านั้น สิ่งหนึ่งที่อยู่กับเขาเสมอคือ Rolex Oyster Perpetual เยลโลว์โกลด์ 14 กะรัต เรือนเดียวกับที่ต่อมาถูกขายในราคา 7,200 ดอลลาร์ที่ Sotheby’s เมื่อปี 2004

The Good, The Bad และ Day-Date คู่ใจของคนฝันพังทลาย

เสน่ห์ของ Johnny Cash ไม่ได้อยู่แค่ในเสียงหรือเพลง แต่ยังอยู่ในความจริงที่ดิบเถื่อนของชีวิตเขาเอง เขาคือเสียงของ “อเมริกันดรีมที่แตกสลาย” คนที่ไม่เคยปิดบังด้านมืดของตัวเอง โดยเฉพาะการต่อสู้กับแอลกอฮอล์และยาเสพติด

เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นนักดื่มตัวยง และเคยสารภาพว่าได้ “ลองยาทุกชนิดเท่าที่จะลองได้” เพื่อเอาตัวรอดจากตารางทัวร์คอนเสิร์ตที่มากถึง 300 ครั้งต่อปีในช่วงต้นทศวรรษ 1960 ซึ่งเป็นยุคที่เขามีเพลงฮิตอย่าง “Ring of Fire” และ “Understand Your Man”

ปี 1965 เขาถูกจับและคุมขังข้ามคืนที่เมืองเอล ปาโซ รัฐเท็กซัส เมื่อถูกพบว่ามียา Dexedrine ซุกซ่อนอยู่ในกล่องกีตาร์ของเขา แคชเคยพูดถึงการใช้ยาว่า “ผมใช้ยาอยู่พักหนึ่ง แล้วยาเหล่านั้นก็เริ่มครอบงำผม”

ทางรอดของเขามาในรูปของความรักและคนที่กล้าดึงเขากลับมาจากขอบเหว นั่นคือ จูน คาร์เตอร์ แคช (June Carter Cash) คู่หูทางดนตรีและภรรยาคนที่สองที่เขาแต่งงานด้วยในปี 1968 เธอคือเสาหลักสำคัญที่ช่วยให้เขาค่อย ๆ หลุดออกจากเงามืดของสารเสพติด

แม้ในปี 1983 เขาจะต้องเข้ารับการบำบัดที่ศูนย์ Betty Ford อีกครั้ง แต่การแต่งงานกับจูนก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นคืนทั้งจิตวิญญาณ สุขภาพ และอาชีพ

ปี 1969 คือหมุดหมายสำคัญ เมื่อเขากลายเป็นเจ้าของรายการ “The Johnny Cash Show” ทางช่อง ABC รายการที่เปิดเวทีให้ศิลปินต่างแนวได้มาแชร์เวทีกัน ทั้ง Louis Armstrong, Neil Young, Bob Dylan, Neil Diamond, Kenny Rogers, James Taylor ไปจนถึง Ray Charles

รายการนี้เองที่ย้ำชัดว่า Johnny Cash ไม่ใช่แค่ศิลปินคันทรี แต่เป็น ศิลปินที่ข้ามทุกกรอบของแนวเพลง อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จไม่ได้ยั่งยืนตลอดไป ในปี 1979 เพลง “Ghost Riders in the Sky” กลายเป็นฮิตครั้งใหญ่ครั้งสุดท้าย ก่อนที่เขาจะเข้าสู่ช่วงเงียบยาวหลายทศวรรษ ออกทัวร์ในแวดวงทหารผ่านศึกมากกว่าบิลบอร์ดชาร์ต

แต่ไม่ว่าจะอยู่บนเวทีหรือหลังเวที สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยน คือ Rolex Day-Date เยลโลว์โกลด์ พร้อมสาย President ที่ยังคงอยู่บนข้อมือของเขาเสมอ ตัดกับชุดดำประจำตัวราวกับเป็นเกราะทองของคนที่ผ่านดงกระสุนชีวิตมาแล้วนับไม่ถ้วน

Flight Of The Phoenix: การคืนชีพของบุรุษชุดดำ

การกลับมาของ Johnny Cash ในช่วงปลายชีวิตคือหนึ่งใน “การคืนชีพ” ที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ดนตรี และแทบไม่มีใครคาดคิด

Rick Rubin ผู้ร่วมก่อตั้ง Def Jam Recordings เห็นบางอย่างในตัวชายวัยเลยจุดพีกไปแล้วคนนี้ และผลักดันให้เขากลับมาบันทึกผลงานเดี่ยวชุดใหม่ แนวทางดนตรีถูกลอกเปลือกออกจนเหลือความดิบเรียบง่าย แต่จริงใจแบบสุดขั้ว

ปี 1993 เขาขึ้นแสดงที่คลับ The Viper Room ของจอห์นนี เดปป์ บนถนน Sunset Strip นั่นคือเวทีเล็ก ๆ แต่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาครั้งใหญ่ของเขา


ปี 1994 อัลบั้ม “American Recordings” ถูกปล่อยออกมา พร้อมภาพลักษณ์ใหม่ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ในปีเดียวกันนั้น Kate Moss ก็ไปโผล่ในมิวสิกวิดีโอเพลง “Delia’s Gone” และ Johnny Cash ก็ขึ้นเล่นเป็นเฮดไลน์ในเทศกาล Glastonbury อย่างสง่างาม

เขาบันทึกเพลงของศิลปินรุ่นใหม่อย่าง Tom Waits และพาเสียงของเขาเข้าไปอยู่ในโลกของคนฟังยุคใหม่ที่อาจไม่เคยโตมากับเพลงคันทรีคลาสสิกเลยด้วยซ้ำ

จนกระทั่งปี 2002 เขาตัดสินใจคัฟเวอร์เพลง “Hurt” ของ Nine Inch Nails เพลงที่พูดถึงการเสพติดและการทำร้ายตัวเองอย่างตรงไปตรงมา เมื่อผสานเข้ากับบุคลิกและอดีตของ Johnny Cash เพลงนี้จึงไม่ใช่แค่การคัฟเวอร์ แต่กลายเป็น คำสารภาพบาปในเวอร์ชันสุดท้ายของชีวิตเขา

เมื่อมิวสิกวิดีโอ “Hurt” พลาดรางวัลแกรมมี่สาขาวิดีโอยอดเยี่ยมให้กับผลงานของ Justin Timberlake นักร้องรุ่นน้องถึงกับออกมาพูดในงานว่า

“ผมคิดว่าเขาสมควรได้รับรางวัลนี้มากกว่าพวกเราทุกคนที่อยู่ที่นี่ในคืนนี้”

คำพูดนั้นไม่ใช่แค่การให้เกียรติ แต่มันคือการยืนยันว่า Johnny Cash ได้ข้ามผ่านยุคสมัยและรุ่นคนฟังมาได้อย่างแท้จริง

ตำนานที่ไม่จบลงแม้เสียงเพลงจะเงียบไป

Johnny Cash เสียชีวิตในปี 2003 ด้วยวัย 71 ปี เพียงไม่กี่เดือนหลังจากการจากไปของจูน คาร์เตอร์ ผู้เป็นรักและแรงพยุงสำคัญในชีวิตเขา

เขาคือหนึ่งในศิลปินไม่กี่คนที่ได้ถูกบันทึกชื่อไว้ในทั้ง Gospel Music Hall of Fame, Rock ’n’ Roll Hall of Fame และ Country Music Hall of Fame การันตีว่าผลงานและตัวตนของเขาทะลุทะลวงทุกกำแพงของแนวเพลงจริง ๆ

หลังจากเขาจากไป เรื่องราวของเขายังคงเดินหน้าต่อทั้งในโลกดนตรีและโลกภาพยนตร์ ปี 2005 รีส วิเธอร์สปูน คว้าออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากบท จูน คาร์เตอร์ แคช ในภาพยนตร์ชีวประวัติ “Walk The Line” ที่นำแสดงโดยวาคีน ฟีนิกซ์ ในบท Johnny Cash

หนังเรื่องนั้นทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากหันกลับมาฟังเพลงของเขา ทำความเข้าใจชีวิตของเขา และมองเห็นว่าเบื้องหลังภาพลักษณ์ “บุรุษชุดดำ” คือชายคนหนึ่งที่ล้มแล้วลุกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

Rolex เรือนละ 7,200 ดอลลาร์ กับคุณค่าที่ไม่มีตัวเลขไหนตีราคาได้

เรื่องของ Johnny Cash และ Rolex ที่เคียงข้างเขามาทั้งชีวิต อาจเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดมากว่า มูลค่าที่แท้จริงของสิ่งของไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขในใบประเมินราคา

นาฬิกาเรือนนั้นอาจจะถูกเคาะขายที่ 7,200 ดอลลาร์ในห้องประมูล แต่ในสายตาคนฟังเพลงและคนที่รู้จักเรื่องราวของเขา มันคือสัญลักษณ์ของ

  • ความดื้อรั้นที่จะเป็นตัวเองแม้ทั้งโลกจะไม่เข้าใจ

  • การยืนหยัดเคียงข้างคนที่สังคมไม่อยากมองเห็น

  • การล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ยังลุกขึ้นมาเล่นเพลงต่อบนเวทีชีวิต

สุดท้ายแล้ว ทั้ง Johnny Cash และ Rolex ของเขาอาจกำลังบอกเราว่า สิ่งของจะมีค่าแค่ไหน ขึ้นอยู่กับเรื่องราวและตัวตนของคนที่สวมมันอยู่ต่างหาก

แล้วคุณล่ะ เชื่อในราคาหรือเชื่อในเรื่องราวมากกว่ากัน?