จากนางเอกสุริโยไท สู่เส้นทางใหม่ของชีวิต
หลายคนคงคุ้นหน้า “กบ – พิมลรัตน์ พิศลยบุตร” จากบทนางเอกสุดตราตรึงในหนังประวัติศาสตร์เรื่อง “สุริโยไท” ยุคนั้นเธอประสบความสำเร็จอย่างสูง ก่อนจะค่อยๆ ถอยออกจากวงการไปใช้ชีวิตครอบครัว แต่งงาน ทำงานเบื้องหลัง และหายไปจากสายตาคนดูพักใหญ่
วันนี้กบกลับมาอีกครั้งด้วยบทบาทใหม่ในโลกออนไลน์ ในฐานะ Influencer สาย Beauty ที่มียอดผู้ติดตามหลักแสน พร้อมมุมมองต่อชีวิตที่นิ่งขึ้น ลึกขึ้น และโฟกัสกับ ความสุขเล็กๆ ในทุกวัน มากกว่าชื่อเสียงหรือเป้าหมายยิ่งใหญ่
เธอเลือกปล่อยชีวิตให้ไหลไปตามธรรมชาติ ไม่ฝืน ไม่ทน และมองเห็นคุณค่าของตัวเองในทุกช่วงจังหวะของการหายใจอยู่
จุดเริ่มต้นสู่โลก Influencer ความงาม
ช่วงโควิดที่ทุกคนติดอยู่บ้าน กบเริ่มหยิบเมกอัพขึ้นมาแต่งหน้าไลฟ์สดเล่นๆ บน IG แล้วทุกอย่างก็เริ่มจากตรงนั้น
เธอทดลองแต่งหน้าไลฟ์สดฆ่าเวลา แต่ฟีดแบ็กดีกว่าคาด
แฟนคลับทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ รวมถึงคนที่ไม่รู้จักเธอมาก่อน เริ่มตามเข้ามาดู
คอนเทนต์ด้านความสวยความงาม ทำให้คนรู้จักกบในมุมใหม่ ไม่ใช่แค่นักแสดงยุคก่อน
ปัจจุบันกบทำคอนเทนต์ Beauty ผ่านหลายช่องทาง ทั้ง IG, TikTok และแพลตฟอร์มอื่นๆ แต่หัวใจหลักยังอยู่ที่ IG ซึ่งทำให้เธอได้ใกล้ชิดกับผู้ติดตามมากที่สุด
สมัยแต่งงานเธอต้องเดินทางบ่อยเพื่อช่วยอดีตสามีทำธุรกิจ เลยเว้นช่วงการทำคอนเทนต์ไปบ้าง พอกลับมาโสด จึงตั้งใจกลับมาโฟกัสงาน Influencer อย่างจริงจัง ให้เป็นงานหลักที่ได้เป็นตัวของตัวเองเต็มที่
ความรักในงานบันเทิง และบทที่เธออยากเล่น
แม้งาน Influencer จะกลายเป็นเส้นทางใหม่ที่เธอสนุกกับมัน แต่งานในวงการบันเทิงก็ยังเป็นสิ่งที่อยู่ในหัวใจเสมอ
กบเริ่มทยอยกลับมารับงานรายการทีวีบ้าง เช่น การไปเป็นแขกรับเชิญในรายการเพลงชื่อดัง แม้จะรู้สึกตื่นเต้นเพราะห่างหายจากหน้ากล้องไปนาน ถึงขั้นมีลืมบทบ้าง แต่การได้กลับมาเจอพี่ๆ น้องๆ ในวงการก็ทำให้เธอรู้สึกสดชื่น
เธอเล่าว่าเส้นทางในวงการของตัวเองไม่เคยเดินเส้นตรงเพียงเส้นเดียว
เคยเป็นนักแสดงอย่างเต็มตัว
เคยออกไปทำงานเป็น Personal Shopper ให้ซูเปอร์แบรนด์
เคยลองทำงานโปรดิวเซอร์รายการทีวีช่องใหญ่
เคยช่วยอดีตสามีทำธุรกิจเกี่ยวกับสารเคมี ดูแลด้านการตลาด โปรดักชัน และเดินทางเช็กงาน
ทั้งหมดคือประสบการณ์ที่ทำให้เธอรู้ว่า ชีวิตไม่จำเป็นต้องยึดติดอยู่ที่บทเดียวหรืออาชีพเดียว
สำหรับงานแสดง กบยอมรับว่าตลอดที่ผ่านมา มีคนชวนเล่นหนังและละครอยู่เสมอ แต่หลายบทยังไม่ทำให้รู้สึก “ว้าว” มากพอ เธอไม่อยากกลับไปเล่นแต่บทเดิมๆ ที่คนคุ้นภาพ เช่น บทย้อนยุค ใส่ชุดไทย แบบที่คนจำจากผลงานเก่า
เธอเชื่อว่า
การรับบทซ้ำๆ ทำให้คนดูติดภาพเดิม และทำให้นักแสดงไม่ได้พัฒนาฝีมือ
เธออยากลองบทที่ไม่เคยเล่น มิติที่แตกต่าง และลึกกว่าที่คนคาดคิด
เธอเคยเล่นบทร้าย แต่ในแบบของหนังที่มนุษย์ยังดูเป็นสีเทา มีทั้งด้านดีและด้านแย่ ไม่ใช่ร้ายแบบการ์ตูนโอเวอร์เหมือนในละครบางเรื่อง ที่เต็มไปด้วยการตบตีแย่งผู้ชายและการใช้พลังอารมณ์แบบไม่สร้างสรรค์
กบเล่าว่า บทที่ต้องทำหน้าตาแบบเดิม ใช้น้ำเสียงแบบเดิมซ้ำๆ ในละคร ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดและปวดหัว ทั้งๆ ที่ก็ต้องชื่นชมคนที่เล่นแนวนั้นได้ เพราะมันใช้พลังงานมหาศาล
ตอนนี้เธอยังไม่รีบรับงานแสดงใหม่ เพราะกำลังรอบทที่อยากเล่นจริงๆ เธออยากให้ผู้กำกับคนหนึ่งกล้าพาเธอไปอยู่ในมุมที่ไม่มีใครคาดคิด
ปีนี้คนดูก็น่าจะได้เห็นกบกลับมาเล่นหนังและละครอีกครั้ง เพียงแต่เธอไม่คิดจะยึดงานแสดงเป็นอาชีพหลักเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
ทำงานที่รัก และครีเอตตัวเองในแบบใหม่
ทุกวันนี้กบมองว่างาน Influencer คือพื้นที่ที่เธอได้สนุก ได้เป็นตัวเอง และยังตอบโจทย์คนดูที่สนใจเรื่องความสวยความงามอยู่เสมอ
เนื้อหาที่เธอหยิบมาทำมีหลากหลาย เช่น
การดูแลผิว
การดูแลเส้นผม
วิธีการแต่งหน้า
การเลือกเครื่องสำอางให้เหมาะกับแต่ละคน
แรงบันดาลใจด้านแฟชั่นและไลฟ์สไตล์
สิ่งที่ทำให้เธออินกับงานนี้คือ มันกว้างพอให้เธอครีเอตได้ไม่รู้จบ และใช้ตัวตนจริงๆ ของตัวเองเป็นต้นทาง
งานแสดงสำหรับเธอ เป็นการสวมบทบาทของตัวละครที่ไม่ได้เป็นตัวเรา แต่เป็นโลกอีกใบหนึ่งที่เราสร้างขึ้น เธอจึงรักทั้งสองบทบาทในคนละแบบกัน
สำหรับแผนเรื่องธุรกิจส่วนตัว เธอยอมรับว่าก็กำลังมองๆ อยู่เหมือนกัน แน่นอนว่าผลิตภัณฑ์ที่เธออยากทำคงหนีไม่พ้นหมวด
Beauty
Fashion
Lifestyle
เพราะนั่นคือโลกที่เธอรักและอยู่กับมันมานาน
ปล่อยให้ชีวิตไหล แต่ไม่หลุดจากความจริง
เมื่อถามถึงวิธีรับมือกับปัญหาและเรื่องแย่ๆ ในชีวิต กบตอบอย่างเรียบง่าย แต่ลึก
เธอเลือกมองชีวิตแบบนี้
ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ
รับได้ก็รับ รับไม่ได้ก็ไม่ต้องฝืน แต่ต้องยอมรับความจริง
อย่าหลอกตัวเองว่าโลกจะเป็นไปตามแบบที่เราออกแบบไว้ทุกอย่าง
เธอเชื่อว่า ชีวิตเก่งขึ้นจากการผิดพลาดที่เคยผ่านมา พอเจอเรื่องใหม่ๆ ก็จะรับมือกับมันได้ดีขึ้นทีละนิด แต่ไม่ได้แปลว่าเราจะคอนโทรลทุกอย่างได้เสมอไป
ความสุขในวันนี้ของกบเรียบง่ายมาก ไม่ได้ใหญ่โตหรืออลังการ
ตื่นมาแล้วเห็นอะไรที่ทำให้ยิ้มได้
ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ
ขับรถฟังเพลงที่ชอบก็มีความสุขแล้ว
ได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับสุนัขที่รัก
ได้ทำงานที่รัก และส่งต่อความงามเหมือนงานศิลปะผ่านการแต่งหน้า
สำหรับเธอ ความสุขไม่ใช่โจทย์ยาก ไม่ได้ผูกกับเป้าหมายว่าต้องมีเงินเท่าหนึ่ง ต้องสำเร็จแบบนั้นแบบนี้ถึงจะโอเค ชีวิตไม่มีเดดไลน์ตายตัว มีเพียงการทำให้ทุกวันมีความหมายและมีความสุขที่สุดเท่าที่จะทำได้
กบมองว่าตัวเองอาจจะโชคดี ที่ได้เจอความสำเร็จตั้งแต่เด็ก เลยรู้เร็วว่าชื่อเสียงหรือความสำเร็จไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของชีวิต
เธอรู้ทันว่า
ชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน
ทุกอย่างมีขึ้น มีลง เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
เรียนรู้เรื่องความรัก และการยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง
สำหรับเรื่องความรัก กบไม่ได้มองตัวเองว่าพร้อมวิ่งเข้าไปหาความสัมพันธ์ใหม่ทันทีหลังจากเจ็บมา เธอยอมรับว่าแผลยังสด เลยแอบกลัวการเริ่มต้นใหม่อยู่บ้าง
แต่ลึกๆ แล้ว เธอไม่ได้ปิดประตูหัวใจ และไม่ได้กลัวความรักในอนาคต เพียงแค่มองว่ามันยังไม่ใช่ตอนนี้
สิ่งที่เธอทำคือ
ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนว่าอยากเจอคนแบบไหน
ภาวนาให้ได้พบคนดี คนจริงใจ เพื่อนดีๆ มิตรภาพดีๆ และคู่ชีวิตที่ดี
ไม่อยากเสียเวลากับคนที่ไม่ใช่ ถ้าไม่ดี ก็ขอให้ออกไปจากชีวิตเร็วๆ จะได้ไม่เปลืองเวลา
กบยังเป็นคนที่ชอบหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า จุดเปลี่ยนที่ทำให้หันมาสนใจธรรมะ มาจากช่วงวัยรุ่นที่ต้องเจอความเฟลหลายอย่าง ทั้งเรื่องความรัก เรื่องงาน และคนรอบตัว
โดยเฉพาะตอนคุณพ่อป่วย ซึ่งสำหรับเธอ พ่อคือทุกอย่างในชีวิต ช่วงนั้นกบแทบไม่มีอะไรยึดเหนี่ยว เลยเริ่มหันมาสวดมนต์ และพบว่ามันช่วยให้ใจสงบลงได้จริงๆ
เธอเชื่อใน กฎของแรงดึงดูด ว่าเมื่อเราคิดดี มีทัศนคติที่ดี คนดีๆ ก็จะถูกดึงดูดเข้ามาในชีวิต
เคารพตัวเอง และอย่าทนอยู่กับสิ่งที่ทำร้ายใจ
กบมองชีวิตวันนี้แบบไม่เร่งรีบ ปล่อยให้ทุกอย่างไหลไป แต่ก็ไม่ได้ใช้ชีวิตโดยไม่คิด เธอยังวางแผนเรื่องสำคัญต่างๆ อย่างมีสติ
วางแผนทำธุรกิจ
วางแผนการเงิน
ดูแลตัวเอง
ดูแลน้องหมาและครอบครัว
วางแผนการทำงานแม้งานที่ทำจะยังไม่มั่นคง 100%
เธอยอมรับว่าอุปสรรคเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต แต่พยายามไม่เอาใจไปยึดติดกับมัน ไม่ใช้ตัวเองเป็นมาตรฐานตัดสินคนอื่น และไม่ยอมเสียเวลากับเรื่องที่ไม่ดีหรือไม่จำเป็นต้องอยู่
ถ้าเจออะไรแล้วรู้สึก “เอ๊ะ” เธอจะปล่อย ไม่ฝืน ไม่ยื้อ เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเสียใจนานเกินไป
กบบอกอย่างตรงไปตรงมาว่า เธอไม่สามารถสอนใครให้รับมือกับปัญหาได้หรอก เพราะพื้นฐานชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนมีทางเลือก บางคนไม่มี
แต่สำหรับคนที่จำเป็นต้องทนอยู่กับเรื่องแย่ๆ เธอมองว่ามันอาจจะเป็นช่วงเวลาที่ขมขื่น และหนักหนา แต่ก็เชื่อว่าถ้าเราทนถึงที่สุดแล้ว พยายามทำทุกอย่างเต็มกำลังแล้ว สุดท้ายเราจะออกมาจากตรงนั้นได้เอง โดยไม่ต้องรอให้ใครมาบอก
เธอทิ้งท้ายด้วยแนวคิดสำคัญที่สะท้อนตัวตนของเธอในวันนี้
ยอมรับความจริง
อย่าหลอกตัวเอง
อย่าทนอยู่ในที่ที่ทำร้ายเรา
เคารพตัวเอง และเชื่อมั่นในทุกการตัดสินใจของตัวเอง
คิดเสมอว่า เราเป็นคนมีคุณค่า
เมื่อถึงวันที่เราพร้อม เราจะเดินออกมาจากทุกสิ่งที่ไม่ใช่ของเราได้เอง และเมื่อกล้าก้าวข้ามออกมาแล้ว สิ่งที่ดีกว่ามักรออยู่ข้างหน้าเสมอ
และระหว่างทางนั้น… แค่ได้ขับรถไปต่างจังหวัด เปิดเพลงที่ชอบ ปล่อยลมผ่านหน้าต่างรถ พร้อมสุนัขตัวโปรดนั่งอยู่ข้างๆ สำหรับกบ แค่นั้นก็ถือว่าเป็นทริปเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความสุขและความหมายแล้ว

