ทริปหนาวเหนือกับครอบครัวตะลอนเที่ยว
กลับมาพร้อมทริปใหญ่ของครอบครัวตะลอนเที่ยว รอบนี้พุ่งขึ้นเหนือแบบจัดเต็ม
เส้นทางยาวๆ เริ่มจากเชียงใหม่มุ่งหน้าแม่แจ่ม ไล่ล่าทะเลหมอกไปจนถึงแม่ฮ่องสอน บ้านรักไทย บ้านจ่าโบ่ แล้ววกกลับมานอนห้วยกุ๊บกั๊บ ก่อนปิดทริปในเมืองเชียงใหม่แบบชิลๆ
ผู้โดยสารทริปนี้
ผู้ใหญ่ 4 คน
เด็ก 2 คน
รถครอบครัวขนสัมภาระเต็มหลังคา
ออกเดินทางช่วงค่ำตีตั๋วนอนกันยาวๆ บรรยากาศทริปครอบครัวแบบเน้นฟีลลิ่งมากกว่าตารางแน่นๆ

ระหว่างทางเหนือหน้าหนาว อากาศเย็นๆ กับวิวสองข้างทางคือของแถมที่คุ้มค่ามาก
เช้าแรก: ทะเลหมอกแม่แจ่มที่มอเดาะโข๋
ออกจากเชียงใหม่มุ่งหน้าดอยอินทนนท์ ตั้งใจไปล่าทะเลหมอกแม่แจ่มที่กำลังมาแรง โดยเล็งจุดชมวิวที่ มอเดาะโข๋ เป็นหลัก
ตี 4 มาถึงด่านอินทนนท์ อุณหภูมิราวๆ 10 องศา หนาวแบบต้องงัดอุปกรณ์กันหนาวออกมาใช้จริงจัง


พอลงจากดอยอินทนนท์ ทางลงไปแม่แจ่มยาวและมืด ได้ใช้ไฟสปอตไลท์กันสมใจสายขับกลางคืน

วิวข้างทางก่อนถึงมอเดาะโข๋
ก่อนถึงจุดหมายจริง ทะเลหมอกดันโผล่มาต้อนรับแบบไม่ได้นัดหมายแถวบ้านแม่ซา ใกล้ทางขึ้นมอเดาะโข๋ ประมาณ 2 กม. ก่อนถึงหมู่บ้าน
ขับมาถึงช่วงหกโมงกว่าๆ แสงเช้ากำลังสวย หมอกลอยเต็มหุบเขาแบบฟูๆ




วิวแบบนี้ไม่ได้เห็นกันง่ายๆ ต้องออกมาสัมผัสเองถึงจะรู้ว่ามันฟินแค่ไหน




จากนั้นก็เลี้ยวขึ้นทางดินแดงไปมอเดาะโข๋ ระยะทางราว 2 กม. ทางเป็นดินแดงแต่ไม่โหดมาก รถเก๋งที่ไม่เตี้ยจัดก็ขึ้นได้สบาย

มอเดาะโข๋: ไฮไลต์ทะเลหมอกเช้าวันแรก
พอมาถึงลานกางเต็นท์มอเดาะโข๋ สิ่งแรกที่ได้ทำคืออ้าปากค้าง เพราะทิวเขาและทะเลหมอกตรงหน้าสวยแบบเลเวลสุดของทริปเช้านี้เลย





ลานด้านบนเป็นพื้นที่กางเต็นท์ไม่ใหญ่มากแต่ได้เปรียบเรื่องวิวเต็มๆ ทั้งหุบเขาและทะเลหมอก เรียกว่า
แม่แจ่มก็แจ่มสมชื่อจริงๆ



บรรยากาศเหมาะมากกับการนั่งจิบกาแฟ ชมหมอก ปล่อยเด็กๆวิ่งเล่น และถ่ายรูปให้หนำใจ

จากนั้นลองสลับมุมมองด้วยภาพจากโดรน เก็บลายลานจอดรถและลานกางเต็นท์จากมุมสูง จะเห็นว่ามุมมองด้านบนสวยไม่แพ้ด้านล่างเลย


ก่อนลงจากมอเดาะโข๋ก็จัดรูปครอบครัว รูปเดี่ยวรูปหมู่กันเต็มเมม เด็กๆเริ่มอินกับการเที่ยวภูเขาและหมอกแล้ว

แวะปอกุโจ๊ะ แล้วมุ่งหน้าเข้าแม่ฮ่องสอน
ออกจากมอเดาะโข๋ย้อนกลับมาอีกราว 20 กม. แวะ ทะเลหมอกปอกุโจ๊ะ อีกจุดที่ดังเรื่องหมอกไหลบนสันเขา

ไปถึงประมาณ 8 โมงเช้า หมอกเริ่มซาไปเยอะแล้ว เหลือให้เห็นแบบบางๆ พอให้จินตนาการว่าถ้ามาเช้ากว่านี้จะอลังการขนาดไหน

บันทึกมุมสูงเก็บข้อมูลไว้ก่อน รอบหน้าค่อยตั้งใจมาตีหมอกให้เต็มๆ

จัดการล้างคราบดินแดงจากทางขึ้นมอเดาะโข๋กันเล็กน้อย แล้วออกเดินทางต่อ มุ่งหน้าไปแม่ฮ่องสอนแบบยาวๆ

เข้าตัวเมืองแม่ฮ่องสอน
วิ่งยาวจากแม่แจ่มมาถึงตัวเมืองแม่ฮ่องสอนช่วงบ่ายกว่าๆ ระยะทางไม่ไกลเกินไปแต่โค้งเยอะจนรู้สึกเหมือนวิ่งทั้งวัน

แวะซื้อสติ๊กเกอร์ที่ระลึกเส้นทาง แต่สุดท้ายสติ๊กเกอร์ดันหายก่อนจะได้ติดรถ ทริปนี้เลยต้องกลับมาซ้ำอีกรอบแบบจำใจยอมใจดีๆ

จากตัวเมืองต่อขึ้น ปางอุ๋ง แวะสูดอากาศเย็นๆริมอ่างเก็บน้ำสไตล์ป่าสนกับเรือแพ

อากาศเย็นลมพัดสบาย เดินเล่นรอบๆ อ่าง สลับถ่ายรูปครอบครัวและปล่อยให้เด็กๆสนุกกับทางเดินและวิว

คืนแรก: พักที่บ้านรักไทย ฟินหมอก-ชา-เรือยามเช้า
จากปางอุ๋งขับต่อไปไม่นานก็เข้าสู่ บ้านรักไทย หมู่บ้านเล็กๆท่ามกลางภูเขาและอ่างเก็บน้ำ เส้นทางคดเคี้ยวและมีชันบ้างประปราย แต่ค่อยๆไต่ขึ้นมาก็ถึงแบบไม่เครียด รถ Eco car ก็ขึ้นกันได้เพียบ

วนรถดูบรรยากาศรอบหมู่บ้านก่อนเข้าที่พัก เห็นบ้านดินเรียงตามเนิน ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่หมู่บ้านในเมืองจีนขนาดย่อม

ที่พัก: ชาสารักไทย
เลือกพักที่ ชาสารักไทย จุดเด่นคือวิวสูง มองเห็นอ่างเก็บน้ำและหมู่บ้านแบบเต็มตา แต่ต้องแลกกับการเดินขึ้นลงบันได ที่ถ้าลืมของทีคือไม่อยากย้อนกลับไปเอาเลย

ห้องพักกว้าง สิ่งอำนวยความสะดวกครบ หน้าห้องมีระเบียงให้เอนตัวชมวิวแบบเพลินๆ ทั้งเช้าเย็น

ตกเย็นฝากท้องที่ร้านอาหารของ ลีไวน์รักไทย เมนูห้ามพลาดคือขาหมูสไตล์ยูนนาน สั่งกับข้าวอีกหลายอย่าง อร่อยแบบจัดชุดใหญ่สำหรับครอบครัว

หลังมื้อเย็นฟ้าก็เริ่มมืด อุณหภูมิร่วงลงทันที ลมเย็นตีกลับหน้าแบบรู้เรื่อง
ออกมาเดินเล่นรอบหมู่บ้านไล่เก็บภาพตอนกลางคืน แสงไฟสะท้อนผิวน้ำเป็นอีกบรรยากาศที่สวยไปอีกแบบ

ลูกสาวดันท้องเสีย เลยเปลี่ยนจากเดินรอบอ่างเป็นนั่งสามล้อให้เจ้าถิ่นพาไปร้านขายยา กลายเป็นทัวร์รอบหมู่บ้านในตัว ได้เปลี่ยนมุมมองการเที่ยวแบบไม่เหนื่อยขา

อีกฝั่งของอ่างตรงข้ามที่พักก็มีกลุ่มบ้านดินเรียงกันติดเนิน แสงไฟยามค่ำคืนทำเอารู้สึกเหมือนอยู่ต่างประเทศ

ก่อนนอน แวะถ่ายวิวจากหน้าห้องอีกสักรอบ ลมเย็นจนต้องยอมแพ้กลับเข้าห้องไปมุดผ้าห่ม

เช้าที่บ้านรักไทย: แสงแรก-หมอก-ล่องแพ
เช้าวันใหม่ตื่นมาตั้งแต่ตีห้ากว่าๆ เพื่อรอแสงแรก แสงยามเช้าไล้ยอดเขาและบ้านดิน เหมือนมองภาพวาดที่คนตั้งใจลงสี

เมื่อฟ้าเริ่มสว่าง หมอกลอยเหนือผิวน้ำแบบบางๆ ผสมกับควันจากเรือและบ้านคน กลายเป็นบรรยากาศที่หายากในเมืองไทย

อากาศราว 10 องศา ลมหอบไอหนาวให้เจ้าของทริปต้องรวบฮู้ดและผ้าพันคอแน่นๆ
จากนั้นลงไปล่องแพรอบอ่าง จังหวะหมอกลอย ขอบฟ้าสว่างกำลังดี ได้ทั้งวิวและฟีลเต็มๆ

ตบท้ายด้วยภาพมุมสูงจากโดรน จะเห็นบ้านดินล้อมรอบอ่างเก็บน้ำแบบโค้งสวย เป็นอีกหนึ่งเหตุผลว่าทำไมที่นี่ถึงเป็นจุดหมายที่ควรมาให้ได้สักครั้ง

หลังอาหารเช้าเก็บของเช็คเอาต์ เดินข้ามไปนั่งชิลที่คาเฟ่ลีไวน์รักไทย จิบเครื่องดื่มอุ่นๆ มองวิวหมู่บ้านต่อให้หนำใจ

ก่อนออกจากหมู่บ้าน แวะ ไร่ชาลีไวน์รักไทย ค่าเข้าชมคนละ 40 บาท แต่แลกกับมุมถ่ายรูปสวยๆ แบบจุใจ

มีทั้งแนวไร่ชาขั้นบันได ทางเดินบนสันเนิน และบ้านพักริวไร่ ใครชอบวิวชาเขียวสบายตาควรเผื่อเวลาไว้ให้ที่นี่ด้วย

สรุปบ้านรักไทย: เป็นหนึ่งในจุดที่อยากกลับมาซ้ำแน่นอน บรรยากาศกลางคืนกับเช้า ฟินมากแบบห้ามพลาด ถามว่าควรมานอนมั้ย? ขอตอบว่า “ควร” แบบตัวโตๆ
คืนสอง: บ้านจ่าโบ่ – นั่งกินเตี๋ยวห้อยขา ชมหมอกจากทุกมุม
ออกจากบ้านรักไทยช่วงสาย ขยับลงมาไม่นานก็ถึง บ้านจ่าโบ่ จุดดังของสายเตี๋ยวห้อยขาและทะเลหมอกเป็นชั้นๆ
ไปถึงช่วงบ่ายสบายๆ ไม่ต้องรีบ วิวหน้าที่พักคือรางวัลใหญ่ของวันนี้

เลือกนอนที่ บ้านพักใจจ่าโบ่ บ้านพักที่มาพร้อมวิวภูเขาสลับซับซ้อนแบบเต็มเฟรม

บ่ายวันนี้ตั้งใจให้เป็นวันพัก เล่นกับวิว ถ่ายรูปแถวหมู่บ้าน ไม่ต้องย้ายรถไปไหนเยอะ ปล่อยเด็กวิ่งเล่น ผู้ใหญ่สลับกันถ่ายรูปกับจิบกาแฟ

เย็นที่กิกกอคอ: แสงสุดท้ายสุดละมุน
ประมาณห้าโมงเย็น ขับรถต่อเข้าไปอีก 15-20 นาที ไปชมแสงเย็นที่ กิกกอคอ จุดชมวิวภูเขาแบบเลเยอร์สุดอลัง

ที่นี่คือสวรรค์คนชอบภูเขาเป็นชั้นๆ ทอดตัวไกลสุดสายตา พอแสงเย็นเริ่มมา ไล่โทนฟ้าจนถึงส้มอมชมพู บอกเลยว่าคุ้มทุกโค้งที่ขับเข้ามา

ฟ้าเปลี่ยนสีไปทีละนิด ความงามของแสงเย็นทำให้ตากล้องแฮปปี้มาก เมมกล้องทำงานหนักสุดของวันก็ช่วงนี้แหละ

กลับถึงที่พักช่วงหกโมงกว่าๆ ความหนาวเริ่มโอบล้อม แต่ยังไม่โหดเท่าบ้านรักไทย
มื้อเย็นของวันนี้จัด หมูกระทะร้อนๆ แก้หนาว พร้อมกองไฟให้ยืนผิง ได้ทั้งไอร้อนและกลิ่นไม้หอมๆ เป็นฟีลที่หาไม่ได้ในเมือง

ปิดวันด้วยการนั่งล้อมกองไฟคุยกันไปเรื่อยๆ ก่อนแยกย้ายไปนอนเก็บแรงลุ้นหมอกเช้า

เช้าที่จ่าโบ่ & ภูผาหมอกมุมสูง
ตีห้ากว่าๆ ตื่นมาลุ้นว่าหมอกจะมาแค่ไหน

เช้านี้หมอกด้านล่างมี แต่ยังไม่เต็มหน้าหมู่บ้านแบบที่หวัง เลยเปลี่ยนแผนหนีลูกเมียขึ้นไปลุยเขา ภูผาหมอก เพื่อเก็บวิวมุมสูง

ขึ้นเขาประมาณสิบกว่านาที ทางไม่ยากมาก แต่มีปีนป่ายและเชิงผาบางช่วง เด็กเล็กต้องดูแลใกล้ชิด ถ้าพักบนนี้จะมีที่พักให้ด้วย ราคาประมาณหัวละ 100 และมีรถรับ-ส่งขึ้นตีนเขา
ถึงด้านบนจะเห็นทะเลหมอกอีกฝั่งที่ถูกภูเขาบังจากมุมหมู่บ้าน ทะเลหมอกยังเยอะอยู่ แต่มันยังไม่ไหลเต็มเข้ามาหน้าบ้านด้านล่าง

จากนั้นงัดโดรนขึ้นบินเก็บภาพวิวงามๆ เห็นทั้งหมอก ทั้งภูเขา ทั้งหมู่บ้านในเฟรมเดียว เป็นมุมที่ทำให้เข้าใจทันทีว่าทำไมสายล่าหมอกถึงรักจ่าโบ่

ทางเดินบนยอดเขามีช่วงที่เสียวๆ เหมาะกับคนที่เตรียมใจมาเดินแนว “แพะภูเขา” แต่ก็ไม่ได้โหดเกินถ้าเดินระวังๆ

ลงมาด้านล่าง แวะต่อคิวกิน ก๋วยเตี๋ยวห้อยขา ที่ใครมาจ่าโบ่ก็ต้องลอง หมอกยังลอยให้เห็นเป็นฉากหลังพอดี

มื้อเช้าของบ้านพักใจจ่าโบ่ คือก๋วยเตี๋ยวห้อยขาพร้อมเครื่องดื่มจากคาเฟ่เจ้าของเดียวกัน นั่งห้อยขามองหมอกไปกินไปคือสุดทางสายชิล

แดดอ่อนๆเริ่มออก เดินกลับที่พัก อาบน้ำเก็บของ เตรียมเคลื่อนทัพสู่จุดหมายต่อไป

ข้ามฝั่งเชียงใหม่: ห้วยกุ๊บกั๊บ – หมู่บ้านบนสันเขาและหมอกไหล
จากจ่าโบ่ ขับข้ามจังหวัดย้อนสู่เชียงใหม่ ปลายทางวันนี้คือ ห้วยกุ๊บกั๊บ เขตแม่แตง ระหว่างทางผ่านดอยกิ่วลมและปาย แวะจุดชมวิวหยุนไหลแบบสั้นๆพอชื่นใจ

จากปายยิงยาวเข้าแม่แตง นัดรถสองแถวขึ้นห้วยกุ๊บกั๊บรอบบ่ายสามครึ่ง
ทางขึ้นเป็นดินแดงราว 2 กม. ออฟโรดเบาๆ หน้าแล้งรถขับสองยกสูงหรือ SUV อย่าง Xpander ก็พอไปได้ แต่ช่วงนี้เขาจัดระบบให้รถนักท่องเที่ยวจอดด้านล่าง แล้วใช้รถชุมชนรับ-ส่งขึ้นไปแทน เพื่อจัดระเบียบที่จอดด้านบน

ไปถึงเกือบบ่ายสี่ แดดเริ่มอ่อนกำลัง ฟ้าสีฟ้าอมหมอกบางๆกำลังดี

จุดเด่นของห้วยกุ๊บกั๊บคือ ที่พักทุกที่หันหน้าออกทางเดียวกัน รับวิวภูเขาและหมอกแบบเต็มๆ ต่างกันแค่ระดับความสูงและมุมย่อยๆ แต่พูดได้เลยว่า เลือกพักตรงไหนก็ได้วิวดีหมด

คืนนี้พักที่ ม่อนลาหู่ ฟีลบ้านพักบนเนินเขาเรียงตัวตามสันเขา บรรยากาศเป็นกันเองสไตล์ชุมชน

มื้อเย็นแน่นอนว่าต้องเป็น หมูกระทะร้อนๆ อีกแล้ว เข้ากับอากาศเย็นและวิวภูเขาแบบมากๆ

กลางคืนอากาศเย็นกำลังสบาย ไม่หนาวจัดเท่าวันก่อน แต่ช่วงตีสามนี่หนาวแบบสะดุ้งตื่นมาอีกทีหนึ่ง
เช้าที่ห้วยกุ๊บกั๊บ: หมอกไหลแบบพาโนรามา
เช้าตื่นมาดูหมอกที่นัดกันไว้ในใจ

หมอกไหลบนผืนป่าด้านหน้าอย่างช้าๆ สมชื่อหมู่บ้านที่ดังเรื่องหมอกแบบขั้นสุด

ยืนมองหมอกเลื่อนผ่านยอดไม้ ลอยแทรกตามหุบเขา เป็นภาพที่ดูเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ

แน่นอนว่าไม่ลืมบินโดรนไปเก็บภาพมุมสูงอีกเช่นเคย เห็นหมู่บ้านเรียงตามสันเขาและทะเลหมอกที่ปกคลุมด้านล่างแบบล้นเฟรม

เด็กๆตื่นแล้วก็ได้เวลาถ่ายรูปรวมครอบครัว เก็บโมเมนต์ทริปหนาวเหนือที่ทุกคนได้แชร์ความทรงจำร่วมกัน

อาบน้ำ กินข้าว เปลี่ยนชุด หมอกยังอยู่ต่อถึงสาย เป็นของขวัญพิเศษให้ได้แชะภาพเล่นต่ออีกพักใหญ่

ลงจากห้วยกุ๊บกั๊บราวเก้าโมงพอดี
แม่กำปอง – กิ่วฝิ่น – เมืองเชียงใหม่
ลงจากห้วยกุ๊บกั๊บแล้ว วันนี้ตรงกับวันเด็กพอดี เลยขับต่อไปทาง แม่กำปอง ตั้งใจไปต่อยอดวิวอีกสักจุดก่อนเข้าพักในเมืองเชียงใหม่

ขับเลยขึ้นไปจนถึง กิ่วฝิ่น ทางค่อนข้างชันในบางช่วงแต่สั้น น้อง Xpander HEV รับมือได้สบายๆ จากลานจอดเดินต่ออีกประมาณ 200 เมตรก็ถึงจุดชมวิว

บนทางเดินมีข้ามลำธารเล็กๆ เพิ่มอรรถรสธรรมชาติแบบพอกรุบกริบ ก่อนทะลุออกสู่จุดชมวิวที่เห็นแนวเขาสลับกันไกลสุดตา

จากนั้นย้อนลงมาเดินเล่นในหมู่บ้านแม่กำปอง คนเยอะ รถแน่นสมกับเป็นหมู่บ้านยอดฮิต แต่ก็ยังแบ่งกันใช้พื้นที่และบรรยากาศได้แบบไม่อึดอัดเกินไป

ตกเย็นเข้าเมืองเชียงใหม่ ฝากท้องกับสุกี้ร้านดังย่านช้างเผือก แต่สาขาที่ไปลองรอบนี้ฟีลไม่ว้าวเท่าที่เคย เลยขอเก็บไว้กลับไปพิสูจน์ใหม่ที่สาขาต้นตำรับอีกที

ค่ำๆออกมาเดินเล่น ตลาดคลองแม่ข่า ถ่ายรูปกับบรรยากาศไฟประดับ ชมของกิน ของขายไปเรื่อยๆ ปิดวันแบบสบายๆในเมืองใหญ่

วันสุดท้าย: เช็คอินวัดดัง – ชุดงาม – กลับบ้าน
วันสุดท้ายของทริปตั้งใจนอนสายหน่อย แล้วแวะเพียงไม่กี่จุดก่อนกลับบ้าน
จอดรถที่ วัดอินทราวาส วัดสวยที่ถูกใช้เป็นโลเคชั่นในละครหลายเรื่อง บรรยากาศวัดล้านนาแบบเนี๊ยบละเอียดทุกมุม

เช่าชุดให้คุณแม่จัดเต็มหนึ่งชุด ถ่ายรูปไปเกินร้อยใบให้คุ้มค่าชุดที่เช่า เรียกว่าเป็นนางเอกของทริปวันสุดท้ายแบบไม่ต้องสงสัย

ก่อนออกจากเชียงใหม่ แวะลำพูนซื้อไส้อั่วเจ้าดังติดรถกลับบ้าน พร้อมแวะกราบ วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร อีกหนึ่งวัดสำคัญของภาคเหนือ

จากนั้นก็ขับยาวกลับบ้าน ปิดทริปหนาวเหนืออย่างเป็นทางการ
สรุปทริป: หนาวเหนือที่เต็มไปด้วยหมอกและความทรงจำ
ทริปนี้มีครบทั้ง
ทะเลหมอกสามเช้าติด: มอเดาะโข๋ – ปอกุโจ๊ะ – ห้วยกุ๊บกั๊บ
บรรยากาศหมู่บ้านบนเขา: บ้านรักไทย – บ้านจ่าโบ่ – ห้วยกุ๊บกั๊บ
เมืองใหญ่ให้เดินชิล: แม่ฮ่องสอน – เชียงใหม่
จุดวิวธรรมชาติ: ดอยอินทนนท์, กิกกอคอ, กิ่วฝิ่น, แม่กำปอง
แม้จะทิ้งช่วงนานกว่าจะได้นั่งลงเรียบเรียง แต่ทุกภาพและทุกอากาศเย็นๆ ยังชัดอยู่ในหัวเสมอ
ทริปหนาวเหนือแนวครอบครัวแบบนี้
ขับรถไปเรื่อยๆ แวะตามใจและตามแรงเด็ก
เน้นที่พักวิวดี บรรยากาศฟิน
อาหารไม่หรูหรา แต่รสชาติและวิวรอบโต๊ะคือส่วนสำคัญของความสุข
ค่าใช้จ่ายละเอียดๆจำเลขเป๊ะไม่ได้แล้ว แต่บอกได้อย่างเดียวว่าแต่ละจุด ไม่แพงและคุ้มค่าทุกหยดน้ำมัน ทุกโค้งที่ขับ
ใครกำลังวางแผนหนาวนี้ ลองใช้เส้นทางนี้เป็นไอเดีย แล้วปรับให้เข้ากับแพลนของครอบครัวตัวเองดู
หนาวหน้า ถ้าคิดถึงหมอก คิดถึงภูเขา และอยากให้ลูกๆได้วิ่งเล่นท่ามกลางอากาศเย็นบริสุทธิ์
ภาคเหนือยังรอให้คุณไปเก็บความทรงจำอยู่เสมอ


