รับแอปรับแอป

Wellness 2026: สุขภาพกลายเป็น "ทุน" ใหม่ของโลก และโอกาสที่คนไทยห้ามมองข้าม

ณัฐวุฒิ วงศ์ดี01-29

2026: จากดูแลตัวเอง สู่ยุคที่สุขภาพกลายเป็นระบบเศรษฐกิจโลก

ปี 2026 ไม่ได้เป็นแค่ปีที่คนหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น แต่คือปีที่ “สุขภาพ” เปลี่ยนสถานะจากเรื่องส่วนตัว → เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจของโลก

ตามรายงาน Global Wellness Economy Monitor 2025 (GWI) ประเมินว่าเศรษฐกิจเวลเนสทั่วโลกในปี 2026 จะพุ่งแตะ 7.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 6.8 ล้านล้านในปี 2024 และยังจะโตเฉลี่ยปีละ 7.6% จนแตะราว 9.8 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2029

คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 7.1% ของ GDP โลก (จากเดิมปี 2024 อยู่ที่ 6.12%)

พูดแบบเข้าใจง่าย ๆ คือ

“สุขภาพ” ไม่ใช่แค่ไลฟ์สไตล์ แต่คือโครงสร้างเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

1) Wellness Real Estate: เมือง–บ้าน–คอนโด ที่ “รักษาเราได้”

หนึ่งในหมวดที่โตเร็วที่สุดของโลกคือ Wellness Real Estate

  • ปี 2026 คาดว่าจะขึ้นไปถึง 746 พันล้านดอลลาร์

  • ปี 2029 ทะลุ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์

  • โตเฉลี่ยปีละ 15.2% สูงกว่าตลาดอสังหาฯ ปกติหลายเท่า

ยุคใหม่ งานออกแบบบ้าน คอนโด รีสอร์ต หรืออาคารสำนักงาน จะไม่ได้แข่งกันแค่ดีไซน์สวยอีกต่อไป แต่ต้องแข่งกันที่

  • อากาศดี หายใจแล้วโล่ง ปลอดมลพิษ

  • แสงดี ได้แดดที่พอดี ไม่แยงตา ไม่ทำลายนาฬิกาชีวิต

  • เสียงดี ลดมลพิษทางเสียง เพิ่มพื้นที่เงียบ

  • นอนได้ลึก พักผ่อนเต็มที่

  • เดินได้ ออกกำลังกายง่าย มีเส้นทางเดิน–วิ่ง–ปั่นชัดเจน

  • มีพื้นที่สีเขียวและชุมชนที่เชื่อมโยงกันจริง ๆ

นี่คือแนวคิดของ “บ้านที่รักษาเราได้” บ้านที่ไม่ได้แค่กันแดดกันฝน แต่ช่วยชาร์จพลังชีวิตให้เจ้าของทุกวัน

2) Mental Wellness: โลกเครียดที่สุด แต่ตลาดสุขภาพจิตกำลังบูม

อีกด้านหนึ่งของสุขภาพที่โตแรงคือ Mental Wellness

  • ปี 2026 มูลค่าตลาดแตะ 331 พันล้านดอลลาร์

  • โตเฉลี่ย 10.1% ต่อปี

ผู้คนทั่วโลกเริ่มมองหา

  • วิธีทำให้นอนหลับลึก นอนดีจริง

  • เทคนิคจัดการความเครียดระยะยาว ไม่ใช่แค่พักร้อนปีละครั้ง

  • พื้นที่ปลอดภัยให้พักใจ พักอารมณ์

  • เครื่องมือช่วยฟื้นฟูสมอง สมาธิ และโฟกัส

ข้อมูลจาก GWI สะท้อนว่า “คนรุ่นใหม่เครียดที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ” จึงไม่แปลกที่ธุรกิจเหล่านี้จะโตแบบพุ่งตัว

  • Sleep Economy

  • Aromatherapy

  • Mindfulness & Meditation

  • Sound Healing / Music Therapy

ทั้งหมดกำลังกลายเป็น เมกะเทรนด์ของผู้บริโภคยุคใหม่

3) แพทย์แผนดั้งเดิม และ T&CM: การกลับมาของภูมิปัญญาเก่าในโลกยุคใหม่

หมวด Traditional & Complementary Medicine (T&CM) กำลังเข้าใกล้ระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์อย่างรวดเร็ว

  • ปี 2026 คาดการณ์ที่ 756.6 พันล้านดอลลาร์

  • ปี 2029 มีแนวโน้มทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์

  • อัตราเติบโตเฉลี่ย 10.8% ต่อปี ถือว่าพุ่งเร็วมาก

ผู้คนทั่วโลกกำลังหันกลับมาเชื่อใน “รากวัฒนธรรมสุขภาพของชาติ” เช่น

  • แพทย์แผนจีน

  • แพทย์อินเดีย (Ayurveda)

  • แพทย์แผนไทย

  • แนวทางสุขภาพจากญี่ปุ่น เกาหลี

  • สมุนไพรและตำรับรักษาแบบธรรมชาติ

เพราะโจทย์ของคนยุคนี้คืออยากได้อะไรที่

  • เป็นธรรมชาติ

  • ปลอดภัย

  • เอาไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

นี่คือโอกาสของประเทศที่มีภูมิปัญญาการแพทย์ดั้งเดิมอย่างไทยอย่างชัดเจน

4) Wellness Tourism: ท่องเที่ยวเพื่อเยียวยากาย–ใจ

ตลาด Wellness Tourism หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกำลังบินสูงแบบ “ติดปีก”

  • ปี 2026 คาดว่าแตะ 1.078 ล้านล้านดอลลาร์

  • โตเฉลี่ยปีละ 9.1%

  • คิดเป็น 17.6% ของมูลค่าการท่องเที่ยวทั้งโลก

นักเดินทางยุคใหม่ไม่ได้อยากไปแค่ “พักผ่อน” แต่ต้องการ

  • กำลังใจใหม่ ๆ

  • การพักใจ พักกายจากชีวิตเครียดเรื้อรัง

  • สถานที่ที่ช่วยให้กลับไปเป็น “ตัวเองในเวอร์ชันดีที่สุด” อีกครั้ง

สำหรับประเทศไทย จุดแข็งมีครบทั้ง

  • บุคลากรด้านการแพทย์และสุขภาพที่มีมาตรฐาน

  • อาหารอร่อย มีทางเลือกสุขภาพหลากหลาย

  • การบริการที่ขึ้นชื่อด้านความใส่ใจ

  • ธรรมชาติสวย ทะเล ภูเขา น้ำพุร้อน วัด และพื้นที่ฟื้นฟูใจ

นี่คือสิ่งที่ถูกเรียกว่า “Wellness Soft Power ของไทย” และคือหัวใจของการผลักดันสู่ภาพใหญ่ Wellness Hub Thailand

5) ลงทุนป้องกันโรค: หมวดที่โตช้า แต่คุ้มทุนที่สุดในระบบสุขภาพ

หมวด Public Health & Prevention & Preventive Medicine เป็นหมวดที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในแง่เศรษฐศาสตร์สุขภาพ แม้ตัวเลขการเติบโตจะไม่ได้派ตาเท่าหมวดอื่น

การป้องกันโรคระดับชาติ (Public Health & Prevention)

  • อัตราเติบโตปี 2024–2029 ประมาณ 3.3% ต่อปี

เหตุผลที่โตช้ากว่าเฉลี่ยเพราะ

  • หลังโควิด หลายประเทศ “ลดงบ” ด้านการป้องกันโรค

  • งบวัคซีน การตรวจคัดกรอง และการสื่อสารสุขภาพถูกตัดทอน

  • งบประมาณถูกดึงกลับไปสู่ระดับก่อน COVID-19

  • รัฐบาลจำนวนมากลังเลที่จะเพิ่มงบป้องกัน เพราะ “วัดผลระยะสั้นยาก”

แต่แม้จะโตช้า หมวดนี้คือกลุ่มที่ ROI สูงที่สุด

รายงานของ WHO ระบุชัดว่า

ลงทุนด้านการป้องกันสุขภาพ 1 เหรียญ → ได้ผลตอบแทนกลับมา 35 เหรียญ

สอดคล้องกับงานวิจัยของ Masters et al., 2017 (Journal of Epidemiology & Community Health, BMJ Group) ที่พบว่า

  • การลงทุนด้านสาธารณสุขให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 14.3 เท่า

  • อาจสูงถึง 27.2 เท่าในระดับชาติ

  • 34.2 เท่าในด้านการป้องกันโรค

  • และมากถึง 46.5 เท่าในด้านนโยบายสาธารณสุข

หมายความว่า ประเทศที่กล้าลงทุนสุขภาพเชิงป้องกันก่อน จะโตทางเศรษฐกิจเร็วกว่าประเทศที่เน้นรักษาเมื่อป่วยแล้ว

Personalized Medicine: คนอยากรู้ “ลึกกว่าเช็กสุขภาพประจำปี”

อีกฝั่งหนึ่งของภาพใหญ่คือ Personalized Medicine หรือการแพทย์เฉพาะบุคคล / เวชศาสตร์แม่นยำ

  • คาดว่าโตเฉลี่ยปีละ 9.3% ระหว่างปี 2024–2029

  • โตเร็วกว่าหมวด Public Health ถึงประมาณ 3 เท่า

แรงขับเคลื่อนสำคัญคือ

  • การตรวจ DNA, Epigenetics, Telomere, Longevity Biomarkers เริ่มทำได้ง่ายขึ้น ทั่วโลกเริ่มเข้าถึง

  • อุปกรณ์ Wearables + AI + การตรวจเลือดเชิงลึก ทำได้สะดวกขึ้น และถูกลง

  • ผู้คนต้องการ “รู้ให้ลึก–รู้ให้ก่อน–ป้องกันก่อนป่วยจริง”

  • คลินิก Longevity และ Wellness Clinics ขยายตัวในหลายประเทศ

  • ความต้องการจากกลุ่มที่ใช้ GLP-1, Anti-aging Therapy, การปรับฮอร์โมน ทำให้ตลาดโตยิ่งขึ้น

ภาพรวมแล้ว โลกกำลังเปลี่ยนจาก “รักษาเมื่อป่วย” → “ลงทุนป้องกันก่อนป่วย”

แต่ในขณะที่การลงทุนจากภาครัฐโตเพียง 3.3% ภาคประชาชนและเอกชนกลับเทน้ำหนักไปที่ Personalized Medicine ที่โตถึง 9.3% ต่อปี

นี่คือจุดที่ Wellness & Longevity Clinic จะกลายเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนสำคัญของระบบสุขภาพโลกยุคใหม่

6) อาหารสุขภาพ–วิตามิน–อาหารลดน้ำหนัก: ตลาดใหญ่ แต่คนจำนวนมาก “เอื้อมไม่ถึง”

หมวดอาหารสุขภาพ เสริมแร่ธาตุ วิตามิน และอาหารลดน้ำหนัก เป็นหนึ่งในเซกเตอร์ที่คนทั่วไปสัมผัสได้ชัดที่สุด

  • มูลค่าปี 2024 ราว 1.275 ล้านล้านดอลลาร์

  • คาดว่าปี 2026 จะขึ้นเป็น 1.364 ล้านล้านดอลลาร์

  • ปี 2029 คาดแตะ 1.539 ล้านล้านดอลลาร์

  • อัตราเติบโตเฉลี่ยปีละ 3.9% ระหว่าง 2024–2029

คำถามคือ ทำไมโตแค่ 3.9% ทั้งที่คนสนใจสุขภาพกันเยอะขึ้น?

GWI อธิบายไว้ชัดเจนว่า

  1. ภาวะเงินเฟ้อดันราคาให้สูงขึ้น แต่ยอดขายจริงไม่ได้โตตาม

  2. การแข่งขันในตลาดดุเดือด การตลาดเกินจริงทำให้ผู้บริโภคเริ่มระวังมากขึ้น

  3. คนกว่า 2.6 พันล้านคนทั่วโลก “จ่ายไม่ไหว” สำหรับอาหารสุขภาพที่ดีจริง

เทรนด์อาหารสุขภาพปี 2026

6.1 Gut Health: จากลำไส้ ไปถึงภูมิคุ้มกันและอารมณ์

หนึ่งในตลาดที่มาแรงสุดคือทุกอย่างที่เกี่ยวกับ ลำไส้และไมโครไบโอม โดยเฉพาะ

  • โปรไบโอติก

  • พรีไบโอติก

  • อาหารที่อุดมด้วยไฟเบอร์

  • อาหารหมักดองคุณภาพดี

  • อาหาร Plant-based ที่เป็นธรรมชาติจริง ๆ ไม่ได้ผ่านการปรุงแต่งหนัก

เพราะวันนี้คนเริ่มเชื่อมโยงได้แล้วว่า

“ลำไส้ = ภูมิคุ้มกัน = สมอง = อารมณ์”

6.2 Brain Food & Mood Food: กินเพื่อสมาธิและอารมณ์ที่มั่นคง

ปี 2026 โฟกัสใหญ่ของอาหารเพื่อสุขภาพจะไปอยู่ที่

  • อาหารช่วยเพิ่มสมาธิ

  • อาหารช่วยลดเครียด ลดอาการกังวล

  • อาหารช่วยเสริมความจำ

  • ไขมันดีอย่าง Omega-3

  • อาหารหรือแพตเทิร์นการกินที่อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

ตลาดนี้โตเพราะ โลกเครียดที่สุดในประวัติศาสตร์ ความเครียดระดับโลกผลักให้คนหันมาเลือกกินอย่างมีสติ เพื่อให้สมองทำงานดีขึ้นและอารมณ์เสถียรขึ้น

6.3 GLP-1 Lifestyle & High-Protein Demand: เมื่อการลดน้ำหนักเปลี่ยนพฤติกรรมการกินทั้งระบบ

เมื่อผู้คนทั่วโลกเริ่มใช้กลุ่มยา GLP-1 เพื่อช่วยลดน้ำหนัก ความต้องการอาหารก็เปลี่ยนตามไปด้วย

ผลที่ตามมาคือดีมานด์ของ

  • อาหารโปรตีนสูง (high-protein food)

  • มื้ออาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนในหนึ่งหน่วย (nutritionally complete meal)

  • ขนม / สแน็ก low-sugar

เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด

ปี 2026 จึงกลายเป็นยุคที่ โปรตีนคุณภาพสูง และการลดน้ำตาลในอาหาร กลายเป็นพระเอกของตลาด

6.4 Real Food Movement: กระแส “อาหารจริงเท่านั้น” กลับมาทวงบัลลังก์

หลังจากผู้คนสับสนกับ

  • อาหารแปรรูปที่แปะป้าย “เฮลธ์ตี้” แต่ไม่ค่อยเฮลธ์ตี้จริง

  • โปรดักต์สุขภาพปลอม ๆ ที่ดีแต่ในโฆษณา

กระแส “Real Food Only” หรือ “กินอาหารให้ใกล้เคียงธรรมชาติที่สุด” จะกลับมาแรงในช่วงปี 2026–2029

แนวคิดง่าย ๆ คือ

“อาหารจริง → ร่างกายจริง → สุขภาพจริง”

ยิ่งลดการแปรรูปมากเท่าไร ยิ่งเข้าใกล้สุขภาพที่ยั่งยืนมากเท่านั้น

6.5 Sustainable & Ethical Eating: ไม่ได้สนใจแค่ประโยชน์ แต่สนใจ “ที่มา” ของอาหาร

โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เริ่มถามคำถามสำคัญกับทุกมื้ออาหารว่า

  • ปลอดสารเคมีไหม?

  • ใครเป็นคนปลูก–คนผลิต? เขาได้ค่าตอบแทนที่ยุติธรรมหรือเปล่า?

  • กระบวนการผลิตยั่งยืนไหม?

  • คาร์บอนฟุตพรินต์ของอาหารจานนี้เป็นอย่างไร?

เทรนด์นี้อาจจะโตแบบเนิบ ๆ แต่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม เมกะเทรนด์ระยะยาว (Long-run megatrend) ที่จะอยู่กับเราไปอีกนาน

6.6 Nutritional Transparency: อ่านฉลากให้เป็น คือสกิลเอาตัวรอด

หลายประเทศเริ่มออกกฎหมายให้ฉลากโภชนาการต้อง

  • อ่านง่าย

  • เข้าใจเร็ว

  • ไม่ใช้ลูกเล่นหลอกผู้บริโภคจนเกินไป

ปี 2026 จึงเป็นปีที่ผู้ผลิตต้องโปร่งใสขึ้น และผู้บริโภคต้อง “ฉลาดกว่าโฆษณา”

GWI ยังเตือนด้วยว่า อาหารสุขภาพจำนวนไม่น้อยในตลาด “ราคาเกินจริงเมื่อเทียบกับคุณประโยชน์”

ปีหน้า Functional Food, Brain Food, Gut Health Product และ Protein-based Diet มีแนวโน้มโตแรง แต่สิ่งสำคัญคือ

อย่าเชื่อแค่คำโฆษณา ต้องหัดดูฉลาก–เช็กส่วนผสม–เปรียบเทียบด้วยตัวเอง

7) Workplace Wellness: แม้โตช้า แต่คือหัวใจของโลกการทำงานที่เครียดจัด

หมวด Workplace Wellness โตเฉลี่ยเพียง 2.2% ต่อปี แต่ความสำคัญกลับสูงขึ้นเรื่อย ๆ

หลายบริษัทเริ่มรู้แล้วว่า

แค่มีฟิตเนสในออฟฟิศ ไม่ได้แก้ปัญหาความเครียดและ burnout ของพนักงาน

โลกของการทำงานกำลังขยับไปสู่แนวคิดใหม่ ๆ เช่น

  • ระบบทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ (โดยไม่ลดคุณค่าของงาน)

  • สนับสนุนการนอนและการพักผ่อนอย่างจริงจัง

  • ลดการส่งงานหรือไลน์งานดึก ๆ

  • สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี: อากาศดี แสงดี เสียงไม่รบกวน

แนวคิด Wellness Workplace 5.0 จึงหมายถึง

  • งานดี → คนทำงานเติบโต มีความหมาย

  • คนดี → สุขภาพกายใจแข็งแรง

  • ประเทศดี → ผลผลิตเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตพุ่งพร้อมกัน

สรุป Insight: Wellness 2026 ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คือโครงสร้างใหม่ของโลก

1) Wellness Real Estate: Supertrend ของเมืองยุคใหม่

  • เมือง–คอนโด–ออฟฟิศที่ออกแบบให้ “Healthy ก่อนสวย” จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของเมืองอยู่ดีมีสุข

  • ระบบและมาตรฐานอย่าง WELL, Fitwel, IWBI เติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด (เพิ่มขึ้นหลายสิบเท่าในไม่กี่ปี)

2) Mental Wellness: Mega-Consumer Trend ที่แรงสุด

  • ทุกอย่างที่เกี่ยวกับสมอง การนอน และอารมณ์กำลังกลายเป็นสินค้ายอดฮิต

  • Brain Health, Sleep Economy, Functional Drinks, Sound/Music Therapy โตแรงเพราะแรงผลักจากคนรุ่นใหม่ที่เครียดแต่ไม่ยอมแพ้

3) Wellness Tourism ในภูมิภาค MENA: คู่แข่ง–คู่โอกาสของไทย

  • ประเทศในตะวันออกกลางอย่าง UAE, Saudi Arabia, Oman กำลังมาแรงมากด้าน Wellness Tourism

  • เปิดโอกาสให้เกิดทั้งการแข่งขัน และความร่วมมือในภูมิภาค ซึ่งไทยมีศักยภาพจะก้าวขึ้นไปอยู่แถวหน้า

4) ผู้บริโภคต้องการ Healthspan ไม่ใช่แค่ Healthcare

โลกกำลัง shift จาก

  • โฟกัสที่ “รักษาโรค” → ไปสู่การ “เพิ่มคุณภาพปีชีวิต”

  • ไม่ใช่เพียงอยู่ได้นานขึ้น แต่คือ อยู่แบบมีคุณภาพ นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

เมื่อประกอบทุกมุมมองเข้าด้วยกัน Wellness 2026 จึงถูกมองว่าเป็น “โครงสร้างโลกแบบใหม่”

  • ขนาดเศรษฐกิจ Wellness Economy ปี 2026 คาดที่ 7.9 ล้านล้านดอลลาร์

  • หมวดบ้าน สุขภาพจิต อาหาร ท่องเที่ยว และการป้องกันโรค คือเซกเตอร์ที่เติบโตเร็วที่สุด

  • ประเทศที่ยกระดับ Healthspan ของประชาชนได้ → จะดัน GDP โตตาม

  • ผู้คนทั่วโลกกำลังวิ่งเข้าหา “ความหมายของชีวิต + สุขภาพที่ยั่งยืน” ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนเครื่องชั่งน้ำหนักหรือใบตรวจสุขภาพ

สุดท้าย: สุขภาพคือพลังเศรษฐกิจใหม่ของครอบครัว ธุรกิจ และประเทศ

ปี 2026 คือจุดชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่า สุขภาพไม่ใช่ตัวเลือกเสริมอีกต่อไป แต่คือ “สินทรัพย์” ที่สร้างอนาคตได้จริง

และสิ่งสำคัญที่สุดคือ เราไม่จำเป็นต้องรอให้เศรษฐกิจเวลเนสโตครบ 7.9 ล้านล้านดอลลาร์ก่อนถึงจะเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง

เริ่มได้จากวันนี้ ด้วย 5 อย่างพื้นฐานที่ทรงพลังที่สุด

  • นอนดี → เคารพเวลานอน เห็นการพักผ่อนเป็นงานสำคัญของชีวิต

  • กินดี → เลือกอาหารจริง ลดแปรรูป ใส่ใจกับลำไส้ สมอง และอารมณ์

  • ขยับทุกวัน → ไม่ต้องฟิตหรู ขอแค่ไม่ปล่อยให้ร่างกายหยุดนิ่ง

  • ดูแลใจ → จัดการความเครียด ให้พื้นที่กับตัวเองในการพักใจ

  • สร้างพลังชีวิต → เลือกวิถีชีวิตที่พาเราไปสู่ตัวเองในเวอร์ชันที่ภูมิใจ

เพราะทุกการตัดสินใจในชีวิตประจำวันของเรา…กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของ ระบบเศรษฐกิจสุขภาพทั้งโลก

และคนที่ได้ประโยชน์คนแรก ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือ “ตัวเราเองและคนที่เรารัก” นี่แหละ