เชียงใหม่ยามค่ำคืน กำลังจะเปลี่ยนไป

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ผนึกกำลังกับจังหวัดเชียงใหม่ เปิดตัวงาน “เชียงใหม่ Night Market” เปลี่ยนบรรยากาศยามค่ำคืนให้กลายเป็นเวทีใหญ่ของแสง สี ดนตรี และวัฒนธรรมท้องถิ่น
โลเคชันหลักคือ ถนนคนเดินสันกำแพง ที่ถูกแต่งแต้มใหม่ด้วยงานศิลปะและเทคโนโลยีสุดล้ำ ให้ทุกคนได้เดินชิล ถ่ายรูป เช็กอิน และสัมผัสเสน่ห์เชียงใหม่ในมุมที่ต่างออกไป
ยิ่งดึกยิ่งมีชีวิตชีวา ทั้งแสงไฟสุดอลังการ Light Installation – Mapping และกิจกรรมบันเทิงหลากหลาย บอกเลยว่าคืนนี้ไม่ใช่แค่เดินตลาด แต่คือการ เสพงานศิลป์กลางเมืองล้านนา
เมื่อถนนคนเดิน กลายเป็นงานอีเวนต์ระดับเมือง
งาน “เชียงใหม่ Night Market” ณ ถนนคนเดินสันกำแพง ถูกออกแบบให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่
โดยดึงเอา ทุนทางวัฒนธรรม หัตถศิลป์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น มาต่อยอดสู่รูปแบบร่วมสมัย ผ่านการผสมผสาน
ศิลปะ
แสงและสี
เทคโนโลยีดิจิทัล
ทั้งหมดนี้ช่วยสร้างประสบการณ์ใหม่ของการท่องเที่ยวยามค่ำคืน ที่ทั้งสนุก มีเอกลักษณ์ และยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของเชียงใหม่ในฐานะ
เมืองแห่งสุขภาพ
เมืองแห่งการใช้ชีวิต
เมืองแห่งเทศกาล
ภายใต้แนวคิด “Value is the New Volume” และนโยบาย “12 เดือน 12 เทศกาล จังหวัดเชียงใหม่เที่ยวได้ทั้ง 365 วัน” ที่เน้นทั้งภาพลักษณ์ ความยั่งยืน และการกระจายรายได้ลงสู่ชุมชน

ช่วงเวลา จัดที่ไหน ต้องไปวันไหนบ้าง
งาน “เชียงใหม่ Night Market” จัดพร้อมกัน 2 พื้นที่ใหญ่ของเมืองเชียงใหม่ คือ
ถนนคนเดินสันกำแพง ทุกวันเสาร์
ถนนคนเดินท่าแพ เชียงใหม่ ทุกวันอาทิตย์
จัดต่อเนื่องยาวๆ 6 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม – 1 มีนาคม 2569
ช่วงเวลาคือ 16.00 – 22.00 น. เดินกันยาว ๆ ตั้งแต่แดดอ่อนจนถึงไฟระยิบระยับทั่วถนน

จากตลาดท้องถิ่น สู่ Creative Walking Street ระดับนานาชาติ
ททท. ใช้กลยุทธ์ Event Marketing ทำให้ถนนคนเดินไม่ได้เป็นแค่ที่เดินช้อป แต่กลายเป็นเวทีแสดงตัวตนของเชียงใหม่สู่สายตาคนทั้งโลก
การจัดงาน “เชียงใหม่ Night Market” ใน 2 พื้นที่สำคัญนี้ มีเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับถนนคนเดินจาก
เพียงแค่ “ตลาดท้องถิ่น”
ไปสู่ “Creative Walking Street” ระดับนานาชาติ
โดยเฉพาะถนนคนเดินสันกำแพง ที่ได้ชื่อว่าเป็น
แหล่งวัฒนธรรมที่โดดเด่น
ศูนย์รวมหัตถกรรมและภูมิปัญญาล้านนา
พื้นที่ที่ยังคงรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนอย่างเหนียวแน่น
คอนเซปต์หลักที่ใช้คือ “San Kamphaeng Remix : Chiang Mai Remake” ที่หยิบเอาอัตลักษณ์เดิมของสันกำแพงมาเล่าใหม่ในเวอร์ชันทันสมัย แต่ยังให้ความสำคัญกับการ เคารพรากเหง้าและตัวตนท้องถิ่น เป็นหัวใจหลัก
10 จุดแลนด์มาร์กสุดปัง ฝั่งถนนคนเดินสันกำแพง
ภายในงานได้ออกแบบ 10 จุดจัดแสดงและแลนด์มาร์กหลัก เพื่อให้ทุกย่างก้าวบนถนนคนเดินเต็มไปด้วยเรื่องราวและมุมถ่ายรูปสวย ๆ
ธีมใหญ่ของสันกำแพงคือ “The Grand Arts of San Kamphaeng: พหุศิลป์ถิ่นสันกำแพง” ประกอบด้วย
ข่วงสันกำแพง
จุดที่ 1: ถักทอเรื่องราวสันกำแพง (The Woven Legacy)
เล่าเรื่องราวของผ้า งานทอ และความผูกพันของผู้คนผ่านลวดลายและแสงสีจุดที่ 2: จิตวิญญาณแห่งเครื่องปั้นดินเผา (The Spirit of Clay)
สะท้อนเสน่ห์งานปั้นดินเผาและงานหัตถกรรมท้องถิ่นที่สันกำแพงขึ้นชื่อ
ไปรษณีย์ข่วงสันกำแพง
จุดที่ 3: โคมอธิษฐาน (The Wishing Lanna)
บรรยากาศโคมล้านนาที่เต็มไปด้วยความหมายและคำอธิษฐานของผู้คนจุดที่ 4: วาดสรรค์ผืนร่ม (Color Your Canopy)
อินสไปร์จากร่มบ่อสร้างอันเลื่องชื่อ ผสานสีสันกับแสงให้ถนนสวยสะดุดตา
ตลาดข่วงสันกำแพง
จุดที่ 5: ชีพจรแห่งแสงสันกำแพง (The Light beat)
แสงไฟที่เต้นไปพร้อมกับบรรยากาศคึกคักของผู้คนและตลาดยามค่ำคืน
ธนาคารกรุงเทพ
จุดที่ 6: น้องจ๊างสุดชิค (The Cool Elephant)
ช้างล้านนาถูกเล่าใหม่ในสไตล์เท่ ๆ ทันสมัย พร้อมเป็นจุดเช็กอินยอดนิยม
อาคารชินวัตร
จุดที่ 7: ชะลอมแห่งความรุ่งเรือง (The Basket of Prosperity)
สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ การค้าขาย และชีวิตที่เติบโตของชุมชน
ถนนคนเดินสันกำแพง (โซนผกาบ่อสร้าง)
จุดที่ 8: ผกาบ่อสร้าง (Bo Sang in Bloom)
ดอกไม้และร่มกลายมาเป็นองค์ประกอบศิลป์ที่ทำให้ถนนสดใสมีชีวิตชีวา
หลังตึกห้างทองไพศาล
จุดที่ 9: สานศิลป์ทอแสง (The Weaver’s Beacon)
งานทอและแสงส่องประกาย เปรียบเหมือนการสืบต่อศิลปะจากรุ่นสู่รุ่น
ถนนคนเดินสันกำแพง
จุดที่ 10: ผนังลายศิลป์ (The Artful Wall)
ผนังที่เต็มไปด้วยงานศิลป์ ให้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในแกลเลอรีกลางแจ้ง
10 จุดแลนด์มาร์กฝั่งท่าแพ เส้นทางแสงของศรัทธาและวัฒนธรรม
ฝั่งถนนคนเดินเชียงใหม่ (ท่าแพ) ก็ไม่แพ้กัน ด้วยแลนด์มาร์กระดับไฮไลต์ภายใต้ธีม “The Sand Stupa: เจดีย์แห่งการเริ่มต้น” ได้แรงบันดาลใจจากประเพณีป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง
แต่ละจุดเล่าเรื่องวัฒนธรรมล้านนาผ่านสถานที่สำคัญกลางเมือง เช่น วัดและพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ
จุดที่ 1: วัดพันอ้น – เจดีย์อัฐอร่าม (The Radiant Octagon)
เจดีย์องค์งามที่ถูกเนรมิตด้วยแสงให้ยิ่งโดดเด่นกลางคืนจุดที่ 2: หอพื้นถิ่นล้านนา – ผู้พิทักษ์ล้านนา (Lanna Guardian)
สิงห์คู่ สัญลักษณ์พลังปัญญาและการคุ้มครองประตูเมืองและวัดวาจุดที่ 3: พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ – จากถนนแห่งศรัทธา สู่มรดกแห่งแผ่นดิน (From the Sacred Road to the Heritage of the Nation)
เชื่อมโยงเส้นทางศรัทธากับประวัติศาสตร์และคุณค่าของชาติจุดที่ 4: ศูนย์สถาปัตยกรรม คุ้มเจ้าบุรีรัตน์ – คุ้มแสงแห่งความทรงจำ (The Flame of Memory)
เล่าเรื่องคุ้มเจ้าบุรีรัตน์ผ่าน “สัตว์ทั้งสี่” ผู้พิทักษ์ คือ หงส์ กระต่าย กวาง และนกฮูกจุดที่ 5: วัดพันเตา – ธารบุญสู่แสง (The Stream of Light)
ต้นไม้ใหญ่และแสงที่ฉายให้วัดกลายเป็น “สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เรืองรอง” เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความผาสุกจุดที่ 6: วัดพันเตา – พนมมือ ศรัทธา (The Gesture of Radiance)
ภาพท่วงท่าพนมมือที่สะท้อนความศรัทธาและความงดงามทางจิตวิญญาณจุดที่ 7: วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร – ดวงประทีปแห่งจินตภาพล้านนา (The Lantern of Lanna Imagination)
แสงประทีปที่ปลุกจินตนาการและเรื่องเล่าล้านนาให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งจุดที่ 8: หอพื้นถิ่นล้านนา – เมืองดอกไม้ แห่งล้านนา (The City of Flowers)
เมืองดอกไม้ในมิติของแสง สี และความอ่อนช้อยแบบล้านนาจุดที่ 9: วัดทุงยู – เส้นทางแห่งการผลิบาน (The Blooming Way)
ทางเดินที่สื่อถึงการเติบโตและการเริ่มต้นใหม่จุดที่ 10: วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร – แนวแกนทางวัฒนธรรม (The Axis of Culture)
จุดศูนย์กลางที่เชื่อมโยงมิติทางวัฒนธรรม ศรัทธา และตัวตนของเชียงใหม่เข้าไว้ด้วยกัน
ช้อป ชิม ชิล ของฝากแน่นตลาด
นอกจากแสงสีและงานศิลป์แล้ว อีกหนึ่งไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้คือ ของฝากท้องถิ่นและอาหารพื้นเมือง จากผู้ประกอบการในพื้นที่ที่ยกขบวนกันมาแบบจัดเต็ม
ในงานคุณจะได้
เลือกซื้อ ของที่ระลึกและงานแฮนด์เมด จากชุมชน
ลองชิม เมนูอาหารท้องถิ่น ทั้งคาวหวาน อิ่มอร่อยในราคาเข้าถึงได้
สัมผัสบรรยากาศ ถนนคนเดินที่ไม่ใช่แค่ตลาด แต่คือโชว์เคสของเชียงใหม่ทั้งเมือง
พร้อมโปรพิเศษสำหรับสายช้อป เมื่อจับจ่ายใช้สอยภายในงานครบทุก 200 บาท จะได้รับคูปองใช้เป็นส่วนลดสำหรับสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็น
ที่พัก
ร้านอาหาร
สปา
เรียกได้ว่า เดินตลาดแล้ว ยังได้ดีลท่องเที่ยวราคาดีติดมือกลับบ้าน

เวทีดนตรีมันส์ทุกสัปดาห์ ศิลปินแน่นทุกวัน
สายเพลง สายคอนเสิร์ต บอกเลยว่าต้องแวะ เพราะงานนี้มี ศิลปินชื่อดังหมุนเวียนขึ้นแสดงทุกวัน สร้างบรรยากาศสนุก ๆ ให้ถนนคนเดินเต็มไปด้วยเสียงดนตรี
ตลอดช่วงจัดงานจะได้พบกับศิลปินหลากหลาย อาทิ
17 มกราคม 2569 : Scrubb
18 มกราคม 2569 : Proxie
24 มกราคม 2569 : Whal & Dolph
25 มกราคม 2569 : No One Else
31 มกราคม 2569 : Yented
1 กุมภาพันธ์ 2569 : Atom
14 กุมภาพันธ์ 2569 : Pause, Earth Patravee
15 กุมภาพันธ์ 2569 : ATLAS, Sarah Salola
21 กุมภาพันธ์ 2569 : Songkarn Rangsan
22 กุมภาพันธ์ 2569 : Serious Bacon
28 กุมภาพันธ์ 2569 : Mean
1 มีนาคม 2569 : Season Five
ไม่ว่าจะเป็นสายอินดี้ สายป๊อป หรือสายฟังชิล ก็มีไลน์อัปให้ถูกใจอย่างน้อยสักคืนแน่นอน
เดินทางยังไงดี? มีรถรับ–ส่งฟรีด้วย
อีกหนึ่งความปังของงานนี้คือ เข้าร่วมงานฟรี และยังมีบริการ รถรับ–ส่ง ฟรี จากหลายจุดสำคัญในเมืองเชียงใหม่ ให้การเดินทางมาเที่ยวสะดวกขึ้นมาก
เส้นทางรถรับ–ส่งไปถนนคนเดินสันกำแพง
เส้นทางที่ 1
ข่วงประตูท่าแพ
วัดศรีดอนไชย
ศูนย์ทำร่มบ่อสร้าง
ใหม่เอี่ยม พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่
ข่วงสันกำแพง
เส้นทางที่ 2
One Nimman
เซ็นทรัลเชียงใหม่
ศูนย์ทำร่มบ่อสร้าง
ใหม่เอี่ยม พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่
ข่วงสันกำแพง
เส้นทางรถรับ–ส่งไปถนนคนเดินท่าแพ
เส้นทางที่ 1
One Nimman
ตลาดช้างเผือก
อนุสาวรีย์สามกษัตริย์
วัดพระสิงห์มหาวรวิหาร
เส้นทางที่ 2
ข่วงประตูท่าแพ
วัดศรีดอนไชย
ตลาดประตูเชียงใหม่
วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร
สะดวกทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ ไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินทางหรือที่จอดรถมากนัก
ทำไม “เชียงใหม่ Night Market” ถึงไม่ควรพลาด
งานนี้ไม่ได้เป็นแค่ถนนคนเดินธรรมดา แต่คือการอัปเกรดเมืองทั้งเมืองให้กลายเป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับนักท่องเที่ยว
จุดเด่นที่ควรไปสัมผัสด้วยตัวเอง
แสง สี และงานศิลป์ยามค่ำคืนที่ออกแบบอย่างมีเรื่องราว
สองถนนคนเดินหลัก ที่มีทั้งวัด พิพิธภัณฑ์ และแลนด์มาร์กทางวัฒนธรรมรายล้อม
ของฝากท้องถิ่น อาหารพื้นเมือง และสินค้าชุมชนให้เลือกแบบจุใจ
โปรคูปองส่วนลดท่องเที่ยว เมื่อช้อปครบตามเงื่อนไข
เวทีดนตรีและศิลปินดัง ผลัดกันสร้างสีสันตลอดช่วงจัดงาน
บริการรถรับ–ส่งฟรีจากหลายจุดสำคัญในเมือง
ถ้าอยากเห็นเชียงใหม่ในเวอร์ชันที่ทั้ง มีเสน่ห์แบบดั้งเดิม และ ทันสมัยแบบสร้างสรรค์ ไปพร้อมกัน “เชียงใหม่ Night Market” คือคำตอบของทริปกลางคืนที่ห้ามพลาดในช่วงต้นปี 2569 นี้เลย

