รับแอปรับแอป

ตี๋ใหญ่ ฤกษ์ดาวโจร ทำไมถึงต้องดูให้ได้สักครั้งในชีวิต

อารยา จิตดี02-01

ตี๋ใหญ่กระหึ่มจอ: จากตำนานไทย สู่อันดับโลก

ตี๋ใหญ่ ฤกษ์ดาวโจร ไม่ได้มาเล่น ๆ แต่มาแบบ ปล้นทุกชาร์ต ทั้งในไทยและต่างประเทศ หลังสตรีมแค่สัปดาห์เดียว ก็พุ่งติดอันดับ 6 บนชาร์ตภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศที่มีคนดูสูงทั่วโลกบน Netflix

ในไทยเองก็ไม่แพ้กัน เพราะเพียง 24 ชั่วโมงแรก ก็วิ่งขึ้น อันดับ 1 แบบไม่เสียฟอร์มหนังโจรระดับตำนาน แถมยังติด Top 10 ในอีกหลายประเทศ ทั้งฮ่องกง อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไต้หวัน ยืนยันชัด ๆ ว่าไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่คือของจริง

ย้อนยุค 70 ผ่านตำนานโจรในมุมที่ไม่เคยเห็น

ตี๋ใหญ่ ฤกษ์ดาวโจร คือภาพยนตร์จาก Netflix ที่พาผู้ชมย้อนกลับไปยุค 70 เล่าตำนานจอมโจรชื่อก้องในมุมใหม่ที่ไม่เคยถูกขุดลึกมาก่อน

เรื่องราวถูกเล่าผ่านมิตรภาพของ ตี๋ (อาโป–ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์) และ ฤกษ์ (โมสต์–วิศรุต หิมรัตน์) สองเพื่อนรักที่ต้องเดินอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่างอาชญากรรม มิตรภาพ และศักดิ์ศรีชีวิต

พร้อมด้วย ดาว (เก้า–สุภัสสรา ธนชาต) โสเภณีสาวที่กลายเป็นตัวแปรสำคัญ ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองเริ่มสั่นคลอน และเปลี่ยนทิศทางชีวิตไปตลอดกาล

ภาพรวมไม่ใช่แค่หนังโจรไล่ยิง แต่เป็นการใช้เหตุการณ์ในอดีตมาขยับหัวใจคนดูในปัจจุบัน ผ่านเรื่องของความไว้ใจ ความรัก และความกล้าหาญในแบบที่ขาวก็ไม่ขาว ดำก็ไม่ดำสนิท

เพื่อให้ตัดสินใจง่ายขึ้น ลองมาดูทีละเหตุผลว่าทำไมเรื่องนี้ถึง ห้ามพลาด

เหตุผลที่ 1: Production Design สายโหด ทุกเฟรมคืองานศิลปะ

Production Design ระดับมหากาพย์ ทุกฉากคือศิลปะ

หนึ่งในจุดที่ทำให้ ตี๋ใหญ่ ฤกษ์ดาวโจร ยืนแยกออกมาจากหนังพีเรียดย้อนยุคทั่ว ๆ ไป คือ งานออกแบบฉาก ที่ละเอียดถึงขั้นทำให้รู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในยุค 70 จริง ๆ

ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์คู่ใจ เอก เอี่ยมชื่น ดึงตัว แก่–สราวุธ แก้วน้ำเย็น มาคุมงานออกแบบงานสร้าง เป้าหมายของทีมไม่ใช่แค่ทำหนังย้อนยุค แต่คือการสร้าง “ยุค 70 ที่ถูกดีไซน์” ให้มีเอกลักษณ์ของตัวเอง

หนึ่งในฉากไฮไลต์คือ ฉากปล้นรถขนเงิน ที่ทีมงานวางไว้ตั้งแต่ตอนเขียนบท เดิมทีคิดจะใช้พื้นที่หน้าธนาคาร แต่เมื่อไปสำรวจโลเคชันจริง กลับเจอโรงหนังเล็ก ๆ ในซอยแคบ ๆ แถวโพธาราม ที่ให้ฟีลหนังไทยคลาสสิกแบบแท้จริง

สุดท้ายเลยตัดสินใจยกฉากปล้นมาไว้หน้าโรงหนังแห่งนี้ พร้อมเพิ่มกิมมิกเล็ก ๆ อย่าง คัทเอาต์วาดมือ ของภาพยนตร์ “พยัคฆ์สาวตะไลเพลิง” แขวนไว้ด้านหน้า ทำให้ฉากนี้กลายเป็นแอคชันซ้อนแอคชัน มีทั้งความจริงจัง ความแฟนตาซี และความมันส์แบบคู่ขนาน

ยังไม่หมด เพราะฉากนี้ยังใส่ดีเทลอย่าง รถแห่หนังโบราณ ที่ตัวละครใช้ถอยชนรถขนเงิน ทำให้ซีนนี้มีคาแรกเตอร์ชัด ไม่เหมือนฉากปล้นในหนังเรื่องไหน เป็นการผสมระหว่างโลเคชันวินเทจ หนังในหนัง และความอลหม่านของฉากต่อสู้ได้อย่างลงตัว

อีกหนึ่งฉากที่โหดทั้งคนหน้าและหลังกล้องคือ ฉากเรือ ทีมงานต้องนำเรือขนส่งเก่าจริงมาดัดแปลงทั้งลำให้กลายเป็นเรือบ้านที่มีทุกฟังก์ชันการใช้ชีวิต แต่ปัญหาคือระหว่างลากเรือมายังจุดถ่ายทำ น้ำดันลง เรือเลยติดสันดอนกลางแม่น้ำ

ทีมอาร์ตจึงต้องขึ้นไปเซ็ตฉากบนเรือในสภาพสุดลำบาก ขณะที่ผู้กำกับต้องลุยน้ำลงไปบล็อกช็อตกลางแม่น้ำ บางจุดน้ำสูงถึงระดับหน้าอก ใช้เวลารวม กว่า 14 ชั่วโมง กว่าเรือจะมาถึงจุดที่ต้องการ ทั้งหมดถูกแปลงเป็นภาพที่อลังการบนจอแบบที่คนดูอาจไม่รู้เลยว่ากว่าจะได้มาเหนื่อยแค่ไหน

ถ้าคุณชอบหนังที่ใส่ใจในทุกดีเทลของฉาก งานอาร์ต และบรรยากาศยุคสมัย เรื่องนี้ตอบโจทย์แบบเต็ม ๆ

เหตุผลที่ 2: บทตี๋ใหญ่ที่หนักที่สุดในชีวิตอาโป

เมื่ออาโปต้องเป็น “ตี๋ใหญ่” กับบทที่หนักที่สุดในชีวิตนักแสดง

อาโปถึงกับยอมรับตรง ๆ ว่า บทตี๋ใหญ่คือ งานที่หนักที่สุด เท่าที่เคยทำมา เพราะนี่ไม่ใช่แค่ตัวละครสมมติ แต่คือบุคคลจริงในประวัติศาสตร์ไทย ที่มีทั้งเรื่องเล่า ข่าวลือ และความทรงจำของผู้คนปะปนกันไป

ตอนแรก อุ๋ย–นนทรีย์ เสนอให้อาโปเล่นบท ฤกษ์ เพื่อนสนิทของตี๋ใหญ่ แต่พอเริ่มทำการบ้าน ศึกษาโปรเจ็กต์ และขุดข้อมูลลึกลงไป อาโปกลับรู้สึกผูกพันกับตัว “ตี๋ใหญ่” มากกว่า ยิ่งค้นข้อมูล ยิ่งมั่นใจว่า นี่แหละคือบทที่ต้องเล่น

การเตรียมตัวไม่ได้มีแค่ท่องบทแล้วเข้ากองถ่าย แต่เริ่มจากการศึกษาบริบทด้านสังคมและเศรษฐกิจในยุค 70 อย่างจริงจัง พูดคุยกับคนที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในยุคนั้น อ่านข่าวเก่า ย้อนดูบทสัมภาษณ์ทุกอย่างที่หาได้

ด้านภาพลักษณ์ อาโปต้องเพิ่มน้ำหนัก สร้างกล้ามเนื้อให้ดูแข็งแรง พร้อมลุยทุกฉากแอคชัน และยังเข้าไปมีส่วนร่วมในงานออกแบบลุคของตัวละคร ตั้งแต่ แว่นตา ทรงผม ไปจนถึงเสื้อผ้า เพราะเชื่อว่ารายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้ช่วยเล่าเรื่องของตี๋ใหญ่ได้ โดยไม่ต้องให้ตัวละครพูดแม้แต่คำเดียว

ในส่วนฉากบู๊ อาโปเล่าว่า แม้หลายฉากต้องถ่ายซ้ำหลายรอบเพื่อเปลี่ยนมุมกล้อง แถมต้องเล่นจริง เจ็บจริง แต่กลับรู้สึกสนุก เพราะทุกคนในกองมีเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้ ตี๋ใหญ่บนจอดูมีเลือดเนื้อและน่าเชื่อที่สุด

เหตุผลที่ 3: เคมีนักแสดงโหดมาก จนเชื่อว่าทุกตัวละครมีอยู่จริง

เคมีที่ลงตัว ทีมนักแสดงที่ผู้กำกับเชื่อว่าเขาเป็นได้

นอกจากอาโปที่เป็นหัวใจสำคัญแล้ว หนังเรื่องนี้ยังรวมนักแสดงมากฝีมือที่ช่วยขับเคลื่อนเรื่องราวให้มีชีวิตในทุกฉาก

อุ๋ย–นนทรีย์ เล่าว่าเกณฑ์การเลือกนักแสดงไม่ได้ดูแค่หน้าตา รูปร่าง หรือความสูง แต่ดูไปถึง วิธีการพูด บุคลิก และสิ่งที่อยู่ข้างใน ว่าในตัวเขามีเค้าโครงของตัวละครซ่อนอยู่หรือไม่

ผลลัพธ์คือทีมนักแสดงที่เข้าขากันอย่างเป็นธรรมชาติ:

  • โมสต์–วิศรุต ในบทฤกษ์ เพื่อนรักที่สร้างเคมีกับอาโปได้จนคนดูเชื่อว่าผ่านเรื่องร้ายดีมาด้วยกันจริง ๆ

  • เก้า–สุภัสสรา ในบทดาว โสเภณีสาวที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ และเป็นบททดสอบมิตรภาพของทั้งสอง

  • โจ๊ก–อัครินทร์ อัครนิธิเมธรัฐ ในบทสารวัตจักรรัตน์ ที่เล่นได้ถึงขั้นทำให้คนดูทั้งรักทั้งเกลียดในเวลาเดียวกัน

  • นนท์–ศดานนท์ ดุรงคเวโรจน์ ในบทคิด ลูกน้องที่บูชาตี๋ใหญ่อย่างสุดหัวใจ

  • คริส–หอวัง ในบทเจ๊ศรี เจ้าของบาร์สุดแสบ ที่เพิ่มสีสันให้โลกอาชญากรรมดูมีมิติขึ้น

  • อัคร–อัครัฐ กับบทเจ้าของซ่องและจ่าตำรวจ ที่เสริมให้ภาพของสังคมยุคนั้นยิ่งเข้มข้น

ด้วยการแคสต์ที่มองทะลุไปถึงตัวตนข้างใน ทำให้ผู้กำกับเชื่อว่า “หนังเรื่องนี้มีเมจิกบางอย่างซ่อนอยู่ในทุก ๆ ฉาก” และคนดูก็จะรู้สึกได้ถึงพลังนั้นโดยไม่ต้องมีใครมาบอกตรง ๆ

ไม่ใช่แค่หนังแอคชันโจรปล้น แต่คือประสบการณ์เต็มอารมณ์

เมื่อรวมทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ ฉากสุดพิถีพิถัน การแสดงที่ทุ่มสุดตัว และตัวละครที่มีเลือดเนื้อ ตี๋ใหญ่ ฤกษ์ดาวโจร จึงกลายเป็นมากกว่าหนังแอคชันทั่วไป

นี่คือผลงานที่ตั้งใจให้คนดูได้สัมผัสทั้ง มิตรภาพ ความรัก ความกล้าหาญ และด้านมืดของมนุษย์ ในโลกที่ถูกตีกรอบด้วยกฎหมาย ศีลธรรม และการเอาตัวรอด

ถ้าคุณกำลังหาอะไรดูบน Netflix แล้วเลื่อนผ่านเรื่องนี้ไป อาจพลาดหนึ่งในหนังไทยที่ทั้งดิบ ทั้งเท่ และทั้งสวยในเวลาเดียวกัน

พร้อมแล้วก็ปล่อยให้ตี๋ใหญ่พาคุณย้อนยุค ไปอยู่กลางสมรภูมิของจอมโจรในตำนานด้วยตัวเองบนจอได้เลย