ฟื้นฟูผมพังจากข้างใน ด้วยพลังเมล็ดข้าวฟ่าง
เส้นผมที่ดูหนา สุขภาพดี ไม่ได้มาจากแค่แชมพูหรือทรีตเมนต์ราคาแพงเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับ สุขภาพรากผมจากภายในร่างกาย โดยตรง
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธัญพืชใกล้ตัวอย่าง ข้าวฟ่าง ถูกจับตามองมากขึ้นในวงการสุขภาพ เพราะไม่ได้ให้แค่พลังงาน แต่ยังเต็มไปด้วยสารอาหารที่อาจช่วยดูแลเส้นผมได้ตั้งแต่โคนจรดปลาย
หนึ่งในรูปแบบที่น่าสนใจคือ สารสกัดจากเมล็ดข้าวฟ่าง (Millet Seed Extract) ที่กำลังถูกพูดถึงในฐานะตัวช่วยฟื้นฟูผมร่วงจากภายในอย่างยั่งยืน
สารสกัดจากเมล็ดข้าวฟ่างคืออะไร?
สารสกัดจากเมล็ดข้าวฟ่างได้มาจากพืชในสกุล Panicum miliaceum ซึ่งเป็นธัญพืชปลอดกลูเตนที่ถูกเพาะปลูกกันทั่วโลกมายาวนาน
เมล็ดข้าวฟ่างอุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญต่อร่างกาย เช่น
โปรตีน
แร่ธาตุหลายชนิด เช่น แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส
โดยเฉพาะ ซิลิกา (Silica) ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของเคราติน โปรตีนที่เป็นโครงสร้างสำคัญของเส้นผมและเล็บ
จากคุณสมบัติเหล่านี้ นักวิทยาศาสตร์จึงพัฒนาเทคโนโลยีการสกัด เพื่อดึงสารสำคัญจากเมล็ดข้าวฟ่างออกมา โดยเฉพาะกลุ่มไฟโตสเตอรอล (Phytosterol) ที่ชื่อว่า มิลิเอซิน (Miliacin)
สารตัวนี้ถือเป็น สารออกฤทธิ์หลัก ที่ถูกศึกษาอย่างจริงจังในด้านการดูแลเส้นผม
มิลิเอซินกับภาวะผมร่วง: ทำงานยังไง?
ภาวะผมร่วง โดยเฉพาะแบบ เทโลเจน (Telogen Effluvium) มักเกี่ยวข้องกับความเครียด ฮอร์โมนเปลี่ยน การขาดสารอาหาร หรือหลังคลอด ซึ่งทำให้ผมหลุดร่วงทั่วศีรษะอย่างเห็นได้ชัด
สาร มิลิเอซินจากเมล็ดข้าวฟ่าง ถูกพบว่าช่วยรับมือภาวะนี้ได้ผ่านหลายกลไกสำคัญ
1. กระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์สร้างเส้นผม
เส้นผมงอกออกมาจากโครงสร้างที่เรียกว่า รากผม (Hair follicle) ซึ่งบริเวณฐานของรากผมจะมีเซลล์สำคัญ 2 กลุ่มคือ
Dermal papilla cells
Hair matrix keratinocytes
เซลล์เหล่านี้ทำหน้าที่แบ่งตัวและสร้างเส้นผมใหม่ งานวิจัยพบว่า มิลิเอซินสามารถกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์เคราติโนไซต์ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ผลที่ตามมาคือ
การสร้างเส้นผมใหม่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
เส้นผมที่งอกใหม่มีขนาดใหญ่ขึ้น
โครงสร้างผมแข็งแรงขึ้นตั้งแต่ราก

2. ช่วยลดผมร่วงระยะเทโลเจน (Telogen Effluvium)
วงจรชีวิตของเส้นผมแบ่งเป็น 3 ระยะหลัก ๆ คือ
Anagen phase (ระยะเจริญเติบโต) 2–7 ปี
เส้นผมจะยาวขึ้นอย่างต่อเนื่อง เส้นผมบนศีรษะประมาณ 80–90% จะอยู่ในช่วงนี้Catagen phase (ระยะหยุดเติบโต) 2–3 สัปดาห์
ผมหยุดยาว รากผมเริ่มฝ่อ มีผมเพียงราว 2% ที่อยู่ในระยะนี้Telogen phase (ระยะพักและหลุดร่วง) ประมาณ 3 เดือน
เส้นผมเก่าจะหลุดออกเพื่อเปิดทางให้ผมใหม่ ผมบนศีรษะราว 10–18% อยู่ในระยะนี้
ในภาวะ Telogen Effluvium เส้นผมจำนวนมากเปลี่ยนจากระยะ Anagen เข้า Telogen เร็วกว่าปกติและพร้อมกัน ทำให้ผมบางลงและร่วงกระจายทั่วศีรษะ
สารมิลิเอซินมีส่วนช่วย ลดสัดส่วนเส้นผมที่อยู่ในระยะเทโลเจน จึงช่วยลดการร่วงแบบกระจายได้อย่างมีเหตุผลรองรับ

3. เสริมคอลลาเจนรอบรากผมให้ยึดแน่นขึ้น
บริเวณหนังศีรษะและเนื้อเยื่อรอบ ๆ รากผม (Connective tissue sheath) ต้องการ คอลลาเจน เพื่อคงความแข็งแรงและการยึดเกาะของรากผมกับหนังศีรษะ
มิลิเอซินร่วมกับซิลิกาในสารสกัดเมล็ดข้าวฟ่างช่วย กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน Type I และ Type IV ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของชั้นผิวและเยื่อหุ้มรากผม
ผลลัพธ์คือ
รากผมเกาะกับหนังศีรษะแน่นขึ้น
ลดการหลุดร่วงจากรากผมที่ยึดเกาะไม่ดี
4. ลดการอักเสบเล็กน้อยรอบรากผม
การอักเสบระดับไมโคร (Micro–inflammation) บริเวณรากผม เป็นอีกตัวการที่รบกวนการเติบโตของเส้นผมและกระตุ้นให้ผมร่วงเพิ่มขึ้น
มิลิเอซินมี ฤทธิ์ต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory) ช่วยลดสภาพแวดล้อมที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของรากผม ทำให้
รากผมกลับมาทำงานได้ปกติ
วงจรเส้นผมสมดุลขึ้น
งานวิจัยทางคลินิก: ไม่ได้เดา แต่มีข้อมูลรองรับ
มีการศึกษาทางคลินิกแบบเข้มข้น ซึ่งออกแบบเป็นการทดลอง
มีกลุ่มควบคุมด้วยยาหลอก (placebo-controlled)
แบบสุ่ม (randomized)
ปกปิดสองทาง (double-blind)
ทำในหลายศูนย์วิจัย (multicentric)
กลุ่มตัวอย่างคือผู้หญิง 65 คน ที่ยังไม่หมดประจำเดือน และมีภาวะผมร่วงแบบเทโลเจน (Telogen Effluvium)
ผู้เข้าร่วมถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มที่ได้รับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มี Miliacin encapsulated within Polar Lipids (MePL)
กลุ่มที่ได้รับยาหลอก
ทั้งสองกลุ่มรับประทานต่อเนื่อง 12 สัปดาห์
วิธีประเมินผล
ใช้การตรวจด้วย โฟโตไทรโคแกรม (phototrichogram) เพื่อวัด
ความหนาแน่นเส้นผมในระยะ Anagen
ความหนาแน่นเส้นผมในระยะ Telogen
นอกจากนี้ยังมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญประเมิน
ภาวะหนังศีรษะแห้ง
ความเงางามของเส้นผม
ผลที่พบจากการศึกษา
กลุ่มที่ได้รับมิลิเอซินมี การแบ่งตัวของเซลล์ใน hair bulb เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับกลุ่มยาหลอก
(บริเวณ hair bulb คือที่อยู่ของ keratinocytes ที่ทำหน้าที่สร้างเส้นผม)ความหนาแน่นของเส้นผมในระยะ Telogen ในกลุ่มมิลิเอซิน ลดลงอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่สัปดาห์ที่ 6
กลุ่มมิลิเอซินมี ภาวะหนังศีรษะแห้งลดลงมากกว่า กลุ่มยาหลอก
พบว่า ความเงางามของเส้นผมดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังเสริมมิลิเอซินต่อเนื่อง 12 สัปดาห์
สรุปภาพรวม: สารสกัดจากเมล็ดข้าวฟ่างทำงานโดยตรงกับ สภาพแวดล้อมของรากผม ช่วยทั้งฟื้นฟูและบำรุง จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับภาวะผมร่วงที่ไม่ได้มีต้นเหตุจากพันธุกรรม
เมื่อเทียบกับสารอาหารตัวอื่น ๆ เพื่อสุขภาพผม
ในตลาดมีสารอาหารและอาหารเสริมเพื่อผมให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น
วิตามินรวมสำหรับเส้นผม
ไบโอติน
ซิงก์
สารสกัดจากพืชชนิดอื่น
จุดเด่นของ สารสกัดเมล็ดข้าวฟ่าง คือ
มีทั้ง ซิลิกาและมิลิเอซิน ทำงานร่วมกัน
ไม่ได้ช่วยแค่ลดผมร่วง แต่ยัง เสริมโครงสร้างรากผมและผิวหนังรอบ ๆ
มีงานศึกษาทางคลินิกในกลุ่มผู้หญิงที่มีผมร่วงแบบเทโลเจนรองรับ
ดังนั้น หากคุณกำลังมองหาตัวช่วยจากธรรมชาติที่ไม่ได้ดูแลแค่ปลายผม แต่ลงลึกถึง รากผมและสภาพหนังศีรษะ สารสกัดจากเมล็ดข้าวฟ่างก็เป็นตัวเลือกที่ควรทำความรู้จักไว้
สรุป: ผมแข็งแรง เริ่มจากการดูแลรากผมให้ถูกจุด
สารสกัดจากเมล็ดข้าวฟ่าง โดยเฉพาะสารสำคัญอย่าง มิลิเอซิน มีบทบาทในหลายด้านที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพเส้นผม ไม่ว่าจะเป็น
กระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์สร้างเส้นผม
ลดสัดส่วนเส้นผมระยะเทโลเจนที่หลุดร่วงง่าย
เสริมคอลลาเจนรอบรากผมให้ยึดเกาะดีขึ้น
ลดการอักเสบเล็กน้อยบริเวณรากผม
เมื่อมองภาพรวมแล้ว จะเห็นว่าสารสกัดเมล็ดข้าวฟ่างไม่ได้แค่ ช่วยให้ผมร่วงน้อยลง แต่ยัง ฟื้นฟูสภาพแวดล้อมของรากผมให้กลับมาแข็งแรง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลเส้นผมแบบยั่งยืน
ถ้าคุณกำลังเจอปัญหาผมร่วง ผมบาง โดยเฉพาะจากความเครียด ฮอร์โมนเปลี่ยน หรือหลังคลอด การให้ความสำคัญกับ “สุขภาพจากภายใน” ร่วมกับทางเลือกจากธรรมชาติอย่างสารสกัดเมล็ดข้าวฟ่าง อาจเป็นอีกก้าวเล็ก ๆ ที่พาผมของคุณกลับมาแข็งแรงได้ในระยะยาว

