รับแอปรับแอป

ข้าวฟ่างหนึ่งกำ...พลิกเกมผมร่วง ฟื้นรากผมให้แข็งแรงจากข้างใน

ศุภกร วงศ์ทอง01-29

ฟื้นฟูผมพังจากข้างใน ด้วยพลังเมล็ดข้าวฟ่าง

เส้นผมที่ดูหนา สุขภาพดี ไม่ได้มาจากแค่แชมพูหรือทรีตเมนต์ราคาแพงเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับ สุขภาพรากผมจากภายในร่างกาย โดยตรง

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธัญพืชใกล้ตัวอย่าง ข้าวฟ่าง ถูกจับตามองมากขึ้นในวงการสุขภาพ เพราะไม่ได้ให้แค่พลังงาน แต่ยังเต็มไปด้วยสารอาหารที่อาจช่วยดูแลเส้นผมได้ตั้งแต่โคนจรดปลาย

หนึ่งในรูปแบบที่น่าสนใจคือ สารสกัดจากเมล็ดข้าวฟ่าง (Millet Seed Extract) ที่กำลังถูกพูดถึงในฐานะตัวช่วยฟื้นฟูผมร่วงจากภายในอย่างยั่งยืน

สารสกัดจากเมล็ดข้าวฟ่างคืออะไร?

สารสกัดจากเมล็ดข้าวฟ่างได้มาจากพืชในสกุล Panicum miliaceum ซึ่งเป็นธัญพืชปลอดกลูเตนที่ถูกเพาะปลูกกันทั่วโลกมายาวนาน

เมล็ดข้าวฟ่างอุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญต่อร่างกาย เช่น

  • โปรตีน

  • แร่ธาตุหลายชนิด เช่น แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส

  • โดยเฉพาะ ซิลิกา (Silica) ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของเคราติน โปรตีนที่เป็นโครงสร้างสำคัญของเส้นผมและเล็บ

จากคุณสมบัติเหล่านี้ นักวิทยาศาสตร์จึงพัฒนาเทคโนโลยีการสกัด เพื่อดึงสารสำคัญจากเมล็ดข้าวฟ่างออกมา โดยเฉพาะกลุ่มไฟโตสเตอรอล (Phytosterol) ที่ชื่อว่า มิลิเอซิน (Miliacin)

สารตัวนี้ถือเป็น สารออกฤทธิ์หลัก ที่ถูกศึกษาอย่างจริงจังในด้านการดูแลเส้นผม

มิลิเอซินกับภาวะผมร่วง: ทำงานยังไง?

ภาวะผมร่วง โดยเฉพาะแบบ เทโลเจน (Telogen Effluvium) มักเกี่ยวข้องกับความเครียด ฮอร์โมนเปลี่ยน การขาดสารอาหาร หรือหลังคลอด ซึ่งทำให้ผมหลุดร่วงทั่วศีรษะอย่างเห็นได้ชัด

สาร มิลิเอซินจากเมล็ดข้าวฟ่าง ถูกพบว่าช่วยรับมือภาวะนี้ได้ผ่านหลายกลไกสำคัญ

1. กระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์สร้างเส้นผม

เส้นผมงอกออกมาจากโครงสร้างที่เรียกว่า รากผม (Hair follicle) ซึ่งบริเวณฐานของรากผมจะมีเซลล์สำคัญ 2 กลุ่มคือ

  • Dermal papilla cells

  • Hair matrix keratinocytes

เซลล์เหล่านี้ทำหน้าที่แบ่งตัวและสร้างเส้นผมใหม่ งานวิจัยพบว่า มิลิเอซินสามารถกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์เคราติโนไซต์ได้อย่างมีนัยสำคัญ

ผลที่ตามมาคือ

  • การสร้างเส้นผมใหม่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • เส้นผมที่งอกใหม่มีขนาดใหญ่ขึ้น

  • โครงสร้างผมแข็งแรงขึ้นตั้งแต่ราก

2. ช่วยลดผมร่วงระยะเทโลเจน (Telogen Effluvium)

วงจรชีวิตของเส้นผมแบ่งเป็น 3 ระยะหลัก ๆ คือ

  • Anagen phase (ระยะเจริญเติบโต) 2–7 ปี
    เส้นผมจะยาวขึ้นอย่างต่อเนื่อง เส้นผมบนศีรษะประมาณ 80–90% จะอยู่ในช่วงนี้

  • Catagen phase (ระยะหยุดเติบโต) 2–3 สัปดาห์
    ผมหยุดยาว รากผมเริ่มฝ่อ มีผมเพียงราว 2% ที่อยู่ในระยะนี้

  • Telogen phase (ระยะพักและหลุดร่วง) ประมาณ 3 เดือน
    เส้นผมเก่าจะหลุดออกเพื่อเปิดทางให้ผมใหม่ ผมบนศีรษะราว 10–18% อยู่ในระยะนี้

ในภาวะ Telogen Effluvium เส้นผมจำนวนมากเปลี่ยนจากระยะ Anagen เข้า Telogen เร็วกว่าปกติและพร้อมกัน ทำให้ผมบางลงและร่วงกระจายทั่วศีรษะ

สารมิลิเอซินมีส่วนช่วย ลดสัดส่วนเส้นผมที่อยู่ในระยะเทโลเจน จึงช่วยลดการร่วงแบบกระจายได้อย่างมีเหตุผลรองรับ

3. เสริมคอลลาเจนรอบรากผมให้ยึดแน่นขึ้น

บริเวณหนังศีรษะและเนื้อเยื่อรอบ ๆ รากผม (Connective tissue sheath) ต้องการ คอลลาเจน เพื่อคงความแข็งแรงและการยึดเกาะของรากผมกับหนังศีรษะ

มิลิเอซินร่วมกับซิลิกาในสารสกัดเมล็ดข้าวฟ่างช่วย กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน Type I และ Type IV ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของชั้นผิวและเยื่อหุ้มรากผม

ผลลัพธ์คือ

  • รากผมเกาะกับหนังศีรษะแน่นขึ้น

  • ลดการหลุดร่วงจากรากผมที่ยึดเกาะไม่ดี

4. ลดการอักเสบเล็กน้อยรอบรากผม

การอักเสบระดับไมโคร (Micro–inflammation) บริเวณรากผม เป็นอีกตัวการที่รบกวนการเติบโตของเส้นผมและกระตุ้นให้ผมร่วงเพิ่มขึ้น

มิลิเอซินมี ฤทธิ์ต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory) ช่วยลดสภาพแวดล้อมที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของรากผม ทำให้

  • รากผมกลับมาทำงานได้ปกติ

  • วงจรเส้นผมสมดุลขึ้น

งานวิจัยทางคลินิก: ไม่ได้เดา แต่มีข้อมูลรองรับ

มีการศึกษาทางคลินิกแบบเข้มข้น ซึ่งออกแบบเป็นการทดลอง

  • มีกลุ่มควบคุมด้วยยาหลอก (placebo-controlled)

  • แบบสุ่ม (randomized)

  • ปกปิดสองทาง (double-blind)

  • ทำในหลายศูนย์วิจัย (multicentric)

กลุ่มตัวอย่างคือผู้หญิง 65 คน ที่ยังไม่หมดประจำเดือน และมีภาวะผมร่วงแบบเทโลเจน (Telogen Effluvium)

ผู้เข้าร่วมถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม

  • กลุ่มที่ได้รับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มี Miliacin encapsulated within Polar Lipids (MePL)

  • กลุ่มที่ได้รับยาหลอก

ทั้งสองกลุ่มรับประทานต่อเนื่อง 12 สัปดาห์

วิธีประเมินผล

ใช้การตรวจด้วย โฟโตไทรโคแกรม (phototrichogram) เพื่อวัด

  • ความหนาแน่นเส้นผมในระยะ Anagen

  • ความหนาแน่นเส้นผมในระยะ Telogen

นอกจากนี้ยังมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญประเมิน

  • ภาวะหนังศีรษะแห้ง

  • ความเงางามของเส้นผม

ผลที่พบจากการศึกษา

  • กลุ่มที่ได้รับมิลิเอซินมี การแบ่งตัวของเซลล์ใน hair bulb เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับกลุ่มยาหลอก
    (บริเวณ hair bulb คือที่อยู่ของ keratinocytes ที่ทำหน้าที่สร้างเส้นผม)

  • ความหนาแน่นของเส้นผมในระยะ Telogen ในกลุ่มมิลิเอซิน ลดลงอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่สัปดาห์ที่ 6

  • กลุ่มมิลิเอซินมี ภาวะหนังศีรษะแห้งลดลงมากกว่า กลุ่มยาหลอก

  • พบว่า ความเงางามของเส้นผมดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังเสริมมิลิเอซินต่อเนื่อง 12 สัปดาห์

สรุปภาพรวม: สารสกัดจากเมล็ดข้าวฟ่างทำงานโดยตรงกับ สภาพแวดล้อมของรากผม ช่วยทั้งฟื้นฟูและบำรุง จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับภาวะผมร่วงที่ไม่ได้มีต้นเหตุจากพันธุกรรม

เมื่อเทียบกับสารอาหารตัวอื่น ๆ เพื่อสุขภาพผม

ในตลาดมีสารอาหารและอาหารเสริมเพื่อผมให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

  • วิตามินรวมสำหรับเส้นผม

  • ไบโอติน

  • ซิงก์

  • สารสกัดจากพืชชนิดอื่น

จุดเด่นของ สารสกัดเมล็ดข้าวฟ่าง คือ

  • มีทั้ง ซิลิกาและมิลิเอซิน ทำงานร่วมกัน

  • ไม่ได้ช่วยแค่ลดผมร่วง แต่ยัง เสริมโครงสร้างรากผมและผิวหนังรอบ ๆ

  • มีงานศึกษาทางคลินิกในกลุ่มผู้หญิงที่มีผมร่วงแบบเทโลเจนรองรับ

ดังนั้น หากคุณกำลังมองหาตัวช่วยจากธรรมชาติที่ไม่ได้ดูแลแค่ปลายผม แต่ลงลึกถึง รากผมและสภาพหนังศีรษะ สารสกัดจากเมล็ดข้าวฟ่างก็เป็นตัวเลือกที่ควรทำความรู้จักไว้

สรุป: ผมแข็งแรง เริ่มจากการดูแลรากผมให้ถูกจุด

สารสกัดจากเมล็ดข้าวฟ่าง โดยเฉพาะสารสำคัญอย่าง มิลิเอซิน มีบทบาทในหลายด้านที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพเส้นผม ไม่ว่าจะเป็น

  • กระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์สร้างเส้นผม

  • ลดสัดส่วนเส้นผมระยะเทโลเจนที่หลุดร่วงง่าย

  • เสริมคอลลาเจนรอบรากผมให้ยึดเกาะดีขึ้น

  • ลดการอักเสบเล็กน้อยบริเวณรากผม

เมื่อมองภาพรวมแล้ว จะเห็นว่าสารสกัดเมล็ดข้าวฟ่างไม่ได้แค่ ช่วยให้ผมร่วงน้อยลง แต่ยัง ฟื้นฟูสภาพแวดล้อมของรากผมให้กลับมาแข็งแรง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลเส้นผมแบบยั่งยืน

ถ้าคุณกำลังเจอปัญหาผมร่วง ผมบาง โดยเฉพาะจากความเครียด ฮอร์โมนเปลี่ยน หรือหลังคลอด การให้ความสำคัญกับ “สุขภาพจากภายใน” ร่วมกับทางเลือกจากธรรมชาติอย่างสารสกัดเมล็ดข้าวฟ่าง อาจเป็นอีกก้าวเล็ก ๆ ที่พาผมของคุณกลับมาแข็งแรงได้ในระยะยาว