ภาพรวมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 คืออะไร ใครมีสิทธิ์ และวงเงินต่อเดือน
บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 (ที่คนส่วนใหญ่เรียกกันว่า “บัตรคนจน”) คือมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพสำหรับประชาชนรายได้น้อย ผ่าน บัตรประชาชนสมาร์ตการ์ด ไม่ต้องมีบัตรพลาสติกใบใหม่เหมือนเดิมอีกต่อไป โดยรัฐโอนสิทธิ์เข้าที่เลขบัตรประชาชน 13 หลักของผู้มีสิทธิ์
ผู้ถือบัตรที่ผ่านเกณฑ์จะได้สิทธิสวัสดิการพื้นฐานหลายด้าน เช่น
วงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน
ส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม
วงเงินค่าเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ
มาตรการบรรเทาค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา
เงินเพิ่มเบี้ยความพิการ (เฉพาะผู้พิการที่เข้าเกณฑ์)
เมื่อนับรวมสิทธิ์หลักต่อเดือน (ไม่รวมเงินช่วยเฉพาะกิจเป็นครั้งคราว) ผู้มีสิทธิ์จะได้รับการช่วยเหลือด้านค่าครองชีพประมาณนี้ต่อเดือนต่อคน/ต่อครัวเรือน
ค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 300 บาท/คน/เดือน
ค่าเดินทางขนส่งสาธารณะ 750 บาท/คน/เดือน
ส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม 80 บาท/คน/3 เดือน
ช่วยค่าไฟฟ้า สูงสุด 315 บาท/ครัวเรือน/เดือน
ช่วยค่าน้ำประปา สูงสุด 100 บาท/ครัวเรือน/เดือน
เงินเพิ่มเบี้ยความพิการ 200 บาท/เดือน (เฉพาะผู้พิการที่เข้าเกณฑ์)
คุณสมบัติหลักของผู้มีสิทธิ์ (อิงเกณฑ์รอบปี 2569) ได้แก่
สัญชาติไทย อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
รายได้ต่อปีไม่เกิน 100,000 บาทต่อคน
ทรัพย์สินทางการเงิน (เงินฝาก/สลาก/พันธบัตรที่กำหนด) รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท
วงเงินสินเชื่อรวมทุกบัญชีไม่เกิน 100,000 บาท
ไม่มีบัตรเครดิต
การถือครองที่ดินและที่อยู่อาศัยอยู่ในกรอบที่รัฐกำหนด
ไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ (ยกเว้นมอเตอร์ไซค์ไม่เกิน 300 ซีซี รถสามล้อ รถสี่ล้อเล็กรับจ้าง หรือรถเกษตรกรรม ประเภทละไม่เกิน 1 คัน)
ไม่อยู่ในกลุ่มต้องห้าม เช่น ภิกษุ ข้าราชการ ผู้รับบำนาญ ผู้ถือหุ้น/กรรมการบริษัท ฯลฯ (รายละเอียดในหัวข้อเงื่อนไขปี 2569 ด้านล่าง)
ในรอบปี 2569 ผู้มีบัตรเดิมทุกคน ต้องลงทะเบียนยืนยันสิทธิใหม่ ระหว่างวันที่ 4–21 มิถุนายน 2569 ผ่าน 5 ช่องทางที่กระทรวงการคลังกำหนด เพื่อให้สามารถรับสิทธิต่อเนื่องได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป
วงเงินและสิทธิ์ปี 2569 แยกตามประเภทค่าใช้จ่าย
1. ค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค/ของจำเป็น
วงเงิน 300 บาท/คน/เดือน
ใช้ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรม
ใช้ได้กับร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และร้านอื่น ๆ ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด
ใช้รูดซื้อเท่านั้น ถอนไม่ได้ และไม่สะสมข้ามเดือน หากไม่ใช้ภายในเดือนนั้นจะหมดสิทธิ์ทันที
ในบางช่วงเวลาอาจมีมาตรการชั่วคราวเพิ่มเติม เช่น
มาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพ 100 บาท (ตัวอย่างช่วง 13 เม.ย.–12 พ.ค. 2569) ซึ่งจะประกาศเป็นครั้ง ๆ ไม่ได้ให้ทุกเดือนถาวร
2. วงเงินค่าเดินทางขนส่งสาธารณะ
วงเงิน 750 บาท/คน/เดือน
- ใช้เดินทางได้กับระบบขนส่งสาธารณะ 8 ประเภท ได้แก่
รถเมล์องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)
รถบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.)
รถไฟฟ้า BTS, MRT และรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน
รถไฟ
รถเอกชนร่วม ขสมก. รถเอกชน และส่วนราชการกรุงเทพมหานคร
รถเอกชนร่วม บขส. และรถเอกชน
รถสองแถวรับจ้าง
เรือโดยสารสาธารณะ
ไม่มีการแยกวงเงินตามประเภทรถ ใช้วงเงินก้อนเดียว 750 บาทกับระบบขนส่งที่เข้าร่วม
3. ส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม
วงเงิน 80 บาท/คน/3 เดือน
ใช้เป็นส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มจากร้านที่กระทรวงพลังงานกำหนด
เป็นสิทธิ์ เฉพาะส่วนลด ใช้เกินวงเงินต้องจ่ายส่วนต่างเอง
4. มาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้า
อุดหนุนค่าไฟฟ้าสูงสุด 315 บาท/ครัวเรือน/เดือน
ให้สิทธิ์ 1 ครัวเรือนต่อ 1 หมายเลขผู้ใช้ไฟ
ผู้ใช้ไฟต้อง จ่ายค่าไฟเต็มจำนวนตามบิลก่อน แล้วกรมบัญชีกลางจึงโอนเงินคืนผ่านบัตรสวัสดิการในภายหลัง ไม่ได้หักส่วนลดให้ทันทีในบิล
เงื่อนไขตามระดับการใช้ไฟในแต่ละเดือน (กรณีมาตรการบรรเทาภาระค่าไฟ)
- ถ้าใช้ไฟไม่เกิน 50 หน่วย/เดือน ติดต่อกัน 3 เดือนขึ้นไป
ได้สิทธิ์ “ค่าไฟฟรี 50 หน่วย”
- ถ้าใช้ไฟเกิน 50 หน่วย แต่ค่าไฟรวมไม่เกิน 315 บาท
รัฐช่วยสูงสุด 315 บาท/เดือน ตามรายละเอียดมาตรการในช่วงนั้น
- ถ้าใช้ไฟเกิน 315 บาท/เดือน
ผู้มีสิทธิต้องรับภาระค่าไฟทั้งหมดเองในเดือนนั้น ไม่ได้รับส่วนลด
5. มาตรการบรรเทาภาระค่าน้ำประปา
อุดหนุนค่าน้ำประปา 100 บาท/ครัวเรือน/เดือน
หากใช้น้ำ เกิน 100 แต่ไม่เกิน 315 บาท
ยังคงได้รับการสนับสนุน 100 บาท และต้องจ่ายส่วนที่เกินเอง
หากใช้น้ำ เกิน 315 บาท/เดือน
ผู้มีสิทธิ์ต้องจ่ายค่าน้ำเองทั้งหมด ไม่ได้รับส่วนลด
6. เงินช่วยเหลือเฉพาะกิจและสิทธิ์ผู้พิการ/ผู้สูงอายุ
ผู้พิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการ และได้รับเบี้ยความพิการ 800 บาท/เดือน จะได้รับเงินเพิ่มจากโครงการนี้อีก 200 บาท/เดือน
โอนเข้าบัญชีที่ผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประชาชน 13 หลัก หรือเข้าบัญชีเดียวกับที่รับเบี้ยความพิการเดิม
ผู้สูงอายุที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับสิทธิ์พื้นฐานเท่าผู้ถือบัตรทั่วไป ได้แก่
ค่าซื้อสินค้า 300 บาท/เดือน
ค่าเดินทาง 750 บาท/เดือน
ส่วนลดค่าไฟ–ค่าน้ำ และสิทธิ์อื่น ๆ ตามมาตรการปกติ
- สิทธิ์ประจำเดือน
วงเงินหลัก (ค่าซื้อสินค้า/ค่าเดินทาง) เข้าทุกวันที่ 1 ของเดือน
เงินเพิ่มเบี้ยความพิการ (200 บาท) เข้าทุกวันที่ 20 ของเดือน (วัน–เวลาอาจเปลี่ยนได้ตามประกาศกรมบัญชีกลาง)
ซื้ออะไรได้บ้างด้วยบัตรสวัสดิการ
สิทธิ์ส่วนใหญ่ใช้ผ่าน “บัตรประชาชนสมาร์ตการ์ด” โดยตรง ที่เครื่องรูด EDC ของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการและระบบขนส่งสาธารณะที่ร่วมรายการ
ประเภทสินค้า/บริการที่ใช้ได้
สินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น
ข้าวสาร น้ำมันพืช บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารแห้งต่าง ๆ
สินค้าเพื่อการศึกษา
วัตถุดิบเพื่อการเกษตร
บริการขนส่งสาธารณะ
ค่าโดยสารรถเมล์ ขสมก., รถ บขส., รถไฟ, รถไฟฟ้า BTS/MRT, รถสองแถว, เรือโดยสาร ฯลฯ (เฉพาะที่เข้าร่วมโครงการ)
ก๊าซหุงต้ม
ใช้สิทธิ์ส่วนลด 80 บาท/3 เดือน ที่ร้านค้าที่เข้าร่วมกับกระทรวงพลังงาน
สาธารณูปโภคพื้นฐาน
ค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา ตามเงื่อนไขโครงการ เมื่อมีการลงทะเบียนผูกสิทธิกับหน่วยงานไฟฟ้า/ประปาแล้ว
สิ่งที่ใช้ไม่ได้/ข้อจำกัดสำคัญ
วงเงินค่าซื้อสินค้า ไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้
วงเงินแต่ละเดือน ไม่สะสมข้ามเดือน ใช้ไม่หมดถือว่าหมดสิทธิ์
- สิทธิ์ผูกกับ “ตัวบุคคล” เท่านั้น
ห้ามโอนสิทธิ์ให้คนอื่น
ห้ามให้ผู้อื่นรูดใช้แทน
หากพบการใช้สิทธิ์ในนามผู้อื่น อาจถูกระงับสิทธิ์และถูกดำเนินการตามกฎหมาย
ร้านค้าที่ร่วมโครงการและช่องทางใช้สิทธิ์
จากข้อมูลในเอกสาร ระบุประเภทของช่องทางใช้สิทธิ์หลัก ๆ ดังนี้
ร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น
สามารถใช้ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบทางการเกษตร ด้วยวงเงิน 300 บาท/เดือน
ร้านค้าอื่น ๆ ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด
รองรับการรูดสิทธิ์เหมือนร้านธงฟ้า ขึ้นอยู่กับการกำหนดของกระทรวงพาณิชย์
ร้านจำหน่ายก๊าซหุงต้มที่เข้าร่วมโครงการ
ใช้สิทธิ์ส่วนลดค่าซื้อก๊าซ 80 บาท/3 เดือน
ระบบขนส่งสาธารณะ 8 ประเภทที่กำหนด
ขสมก., บขส., BTS, MRT, รถไฟ, รถเอกชนร่วม, รถสองแถว, เรือโดยสาร
วิธีจ่ายค่าไฟและค่าน้ำประปาด้วยบัตรสวัสดิการ
ข้อมูลในเอกสารระบุภาพรวมการช่วยเหลือค่าไฟและค่าน้ำ โดยย้ำกลไกสำคัญคือ “จ่ายก่อน–รัฐคืนทีหลัง” สำหรับค่าไฟฟ้า และการคิดวงเงินสนับสนุนค่าน้ำตามยอดใช้จริง
ขั้นตอนภาพรวมสำหรับค่าไฟฟ้า
ผู้ถือบัตรต้อง ลงทะเบียนขอรับสิทธิ์ค่าไฟฟ้า เพิ่มเติมกับหน่วยงานการไฟฟ้า (ผูกสิทธิ์ 1 ครัวเรือนต่อ 1 หมายเลขผู้ใช้ไฟ)
ในแต่ละเดือน ให้ชำระค่าไฟตามใบแจ้งหนี้ เต็มจำนวน ตามปกติ
หลังจากนั้น กรมบัญชีกลางจะ โอนเงินชดเชยเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตามเงื่อนไขวงเงิน (สูงสุด 315 บาท/เดือน)
ผู้มีสิทธิ์สามารถนำวงเงินที่ได้รับคืนไปใช้ซื้อสินค้า/ใช้สิทธิ์ด้านอื่นตามที่กำหนดในบัตรได้
การคิดสิทธิ์ค่าไฟฟ้า
ถ้าใช้ไฟไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด จะได้รับการชดเชยตามมาตรการ เช่น ฟรี 50 หน่วย/เดือนในกรณีใช้ไฟไม่เกิน 50 หน่วยติดต่อกัน 3 เดือน ฯลฯ
หากยอดใช้ไฟเกินวงเงิน 315 บาท/เดือน ต้องจ่ายค่าไฟเองทั้งหมดในเดือนนั้น
ขั้นตอนภาพรวมสำหรับค่าน้ำประปา
รัฐสนับสนุนค่าน้ำประปา 100 บาท/ครัวเรือน/เดือน
- หากใช้น้ำเกิน 100 แต่ไม่เกิน 315 บาท/เดือน
ได้รับสนับสนุน 100 บาท และต้องชำระส่วนที่เกินเอง
- หากใช้น้ำเกิน 315 บาท/เดือน
ผู้มีสิทธิ์ต้องจ่ายค่าน้ำเองทั้งหมด
หมายเหตุ: เอกสารไม่ได้ลงรายละเอียดขั้นตอนเชิงเทคนิคทุกขั้นตอนที่เคาน์เตอร์ หรือการยื่นเอกสารต่อการประปา/การไฟฟ้า จึงไม่อาจเพิ่มเติมข้อมูลนอกเหนือจากที่ระบุไว้ได้
เทคนิคใช้บัตรสวัสดิการให้คุ้มและปลอดภัย
แม้เอกสารอ้างอิงจะไม่ได้เขียนในรูป “เทคนิค” โดยตรง แต่จากโครงสร้างสิทธิ์และข้อจำกัด เราสามารถสรุปประเด็นสำคัญที่ผู้ใช้ควรรู้ได้ดังนี้
วางแผนใช้วงเงินรายเดือนให้ครบ
วงเงินค่าซื้อสินค้า 300 บาท/เดือน ใช้ไม่หมดจะหมดอายุในเดือนนั้น ไม่สะสมข้ามเดือน
ควรรูดซื้อของจำเป็นในครัวเรือน เช่น ข้าวสาร อาหารแห้ง ของใช้ประจำวัน ให้คุ้มค่าและครบก่อนสิ้นเดือน
ระวังการใช้วงเงินผิดประเภท
วงเงินแต่ละก้อนใช้ในหมวดที่กำหนดชัดเจน เช่น เงินสินค้าใช้ซื้อของในร้านธงฟ้า ไม่ใช่เงินสด
ค่าเดินทางใช้กับระบบขนส่งที่เข้าร่วมเท่านั้น
ห้ามให้ผู้อื่นใช้บัตรแทน
สิทธิ์บัตรผูกกับตัวบุคคล โอนให้ใครไม่ได้
หากพบว่ามีการใช้สิทธิ์ในนามผู้อื่น หรือให้ผู้อื่นใช้บัตรแทน อาจถูกระงับสิทธิ์และถูกดำเนินการตามกฎหมาย
ดูแลบัตรประชาชนสมาร์ตการ์ดให้ดี
ถ้าบัตรหายหรือชำรุด ต้องไปทำบัตรประชาชนใหม่ที่อำเภอ/เขต เมื่อได้บัตรใหม่แล้วสามารถใช้สิทธิ์ต่อได้เลย ไม่ต้องลงทะเบียนสวัสดิการใหม่
ตรวจสอบยอดและประวัติการใช้เงินเป็นประจำ
รูดบัตรที่เครื่อง EDC แล้วเลือก “ตรวจสอบยอดเงินคงเหลือ”
โทรสอบถามที่ธนาคารกรุงไทย 02-111-1111
ขอรายการเดินบัตรย้อนหลังที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา หรือดูผ่านเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง
เงื่อนไข ข้อจำกัด และการเปลี่ยนแปลงสำคัญของโครงการปี 2569
ปี 2569 มีการปรับเกณฑ์คุณสมบัติและกระบวนการลงทะเบียนให้เข้มงวดและละเอียดมากขึ้น เพื่อให้ความช่วยเหลือถึง “ผู้มีรายได้น้อยจริง” และลดการตกหล่น
1. ทุกคนต้องลงทะเบียนยืนยันสิทธิใหม่
ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมทุกคน ต้องลงทะเบียนยืนยันสิทธิอีกครั้ง ระหว่างวันที่ 4–21 มิถุนายน 2569
- ช่องทางยืนยันสิทธิ 5 ช่องทาง
แอปฯ “เป๋าตัง”
แอปฯ “ทางรัฐ”
เว็บไซต์ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th
ตู้ ATM ธนาคารกรุงไทย
หน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร (กรุงไทย, ธ.ก.ส., ออมสิน, ธอส., ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย)
ผู้ที่มีบัตรเดิมและได้รับสิทธิ์ต่อเนื่อง ไม่ต้องทำ e-KYC ใหม่ หากใช้สิทธิ์ผ่านบัตรประชาชน แต่ถ้าเป็นผู้มีสิทธิ์รายใหม่ หรือใช้สิทธิผ่านแอปฯ เป๋าตัง ต้องทำ e-KYC ตามกำหนด
2. เกณฑ์คุณสมบัติและทรัพย์สิน (สรุปจากหลายแหล่งในเอกสาร)
คุณสมบัติหลัก
สัญชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป
รายได้ต่อปีไม่เกิน 100,000 บาทต่อคน
รายจ่ายให้บุคคลอื่นไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี
ไม่มีบัตรเครดิต
ไม่มีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทเกิน 100,000 บาท
มีทรัพย์สินทางการเงิน (บัญชีเงินฝาก/สลาก/พันธบัตรที่กำหนด) รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท
อสังหาริมทรัพย์
ห้องชุดรวมทุกแห่ง พื้นที่รวมไม่เกิน 35 ตร.ม.
บ้านเดี่ยว/ทาวน์เฮาส์/ตึกแถว รวมทุกแห่งไม่เกิน 25 ตารางวา
กรณีเกษตรกร: ที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 10 ไร่
กรณีไม่เป็นเกษตรกร: ที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 1 ไร่
ยานพาหนะ
- ไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์หรือยานพาหนะอื่น ยกเว้น
รถจักรยานยนต์ไม่เกิน 300 ซีซี
รถสามล้อ
รถสี่ล้อเล็กรับจ้าง
รถใช้งานเกษตรกรรม
โดยแต่ละประเภทถือครองได้ไม่เกิน 1 คัน
3. 9 กลุ่มต้องห้ามและกลุ่มที่หมดสิทธิ์ลงทะเบียนปี 2569
จากข้อมูลที่สรุปในเอกสาร กลุ่มที่จะ “หมดสิทธิ์” ลงทะเบียนหรือถูกตัดสิทธิ์ ได้แก่ (ยกตัวอย่างกลุ่มหลัก)
ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
ผู้ต้องขัง ผู้ถูกกักกัน หรือผู้ต้องกักขัง
บุคคลที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ
นักเรียน นักศึกษา
ข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงาน/ลูกจ้าง/เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีรายได้เกิน 100,000 บาท/ปี
ผู้รับบำนาญ เบี้ยหวัด หรือบำเหน็จรายเดือนจากภาครัฐ
ผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัท หรือหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนที่ตรวจสอบได้จากฐานข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
ผู้ที่มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ หรือถือครองตราสารหนี้
ผู้ที่มีกรมธรรม์ประกันชีวิตประเภทสามัญ โดยชำระเบี้ยตั้งแต่ 12,000 บาท/ปีขึ้นไป
บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร ที่มีชื่อถูกใช้เป็นสิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของผู้อื่น
4. ไทม์ไลน์สำคัญปี 2569
4–21 มิถุนายน 2569: ลงทะเบียนยืนยันสิทธิรอบใหม่
17 กรกฎาคม 2569: ประกาศผลรอบแรก
1 สิงหาคม 2569: เริ่มใช้สิทธิ (รอบปกติ)
17–31 กรกฎาคม 2569: ช่วงยื่นอุทธรณ์สำหรับผู้ไม่ผ่านเกณฑ์
ภายใน 16 สิงหาคม 2569: แก้ไขข้อมูลคุณสมบัติให้ครบถ้วน
14 กันยายน 2569: ประกาศผลอุทธรณ์
1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป: เริ่มใช้สิทธิ (รอบอุทธรณ์)
สรุปการใช้บัตรสวัสดิการ 2569 และคำแนะนำการติดตามสิทธิ์
ภาพรวมในปี 2569 บัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังคงเป็น “กันชน” สำคัญให้ผู้มีรายได้น้อย ด้วยสิทธิ์หลักคือ
วงเงินซื้อของจำเป็น 300 บาท/เดือน
ค่าเดินทางขนส่งสาธารณะ 750 บาท/เดือน
ส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม 80 บาท/3 เดือน
ช่วยค่าไฟ 315 บาท/ครัวเรือน/เดือน
ช่วยค่าน้ำ 100 บาท/ครัวเรือน/เดือน
เงินเพิ่มเบี้ยความพิการ 200 บาท/เดือน (สำหรับผู้พิการที่เข้าเกณฑ์)
สิทธิ์เหล่านี้จ่ายผ่านบัตรประชาชนสมาร์ตการ์ด และใช้ได้เฉพาะกับร้านค้า/หน่วยบริการที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้น วงเงินส่วนใหญ่ใช้ไม่หมดในเดือนนั้นจะหมดสิทธิ์ ไม่สะสม และไม่สามารถถอนเป็นเงินสด
คำแนะนำสำหรับผู้ถือบัตรเดิมและผู้จะลงทะเบียนใหม่
อย่าลืมลงทะเบียนยืนยันสิทธิช่วง 4–21 มิถุนายน 2569 ผ่านช่องทางที่สะดวก หากทำออนไลน์ไม่เป็น ให้ไปที่ธนาคารรัฐ 5 แห่ง พร้อมบัตรประชาชนตัวจริง
- ติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอผ่าน
เว็บไซต์โครงการ: https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th
ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โทร. 02-109-2345
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สอบถามคุณสมบัติและวงเงิน)
สายด่วน พม. 1300 (กรณีต้องการสวัสดิการอื่นเพิ่มเติม)
ตรวจสอบสถานะสิทธิ์และยอดเงินเป็นประจำ เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิ์หรือใช้สิทธิ์ผิดเงื่อนไข
การรู้รายละเอียดสิทธิ์ เงื่อนไข และกำหนดเวลาอย่างชัดเจน จะช่วยให้ผู้ถือบัตรทั้งเก่าและใหม่ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 ได้เต็มประสิทธิภาพ และไม่เสียสิทธิ์โดยไม่จำเป็น


ความคิดเห็น