รับแอปรับแอป

เผยทุกเคล็ดลับเลือกสีฟันปลอม ให้ยิ้มดูแพงแต่ยังเป็นตัวเอง

พีรวิชญ์ สุวรรณดี01-31

ทำไม “สีฟัน” ถึงสำคัญกว่าที่คุณคิด?

สีฟันไม่ได้เป็นแค่เรื่องสวยงามเฉยๆ แต่มันคือหัวใจของรอยยิ้มที่ดูเป็นธรรมชาติและเพิ่มความมั่นใจแบบสุดๆ

เวลาทำครอบฟันหรือฟันเทียม การเลือกสีไม่ได้จบแค่คำว่า “เอาให้ขาว” แต่คือการหาสีที่ กลมกลืนกับฟันเดิม ใบหน้า และสไตล์ของเรา ให้มากที่สุด

สีฟันที่ดี ต้องคำนึงถึง:

  • เฉดสี (Hue)

  • ความอิ่มของสี (Chroma)

  • ความสว่าง (Value)

แต่ละคนก็เหมือนมี “พาเลตสี” เป็นของตัวเอง ฟัน เคลือบฟัน เนื้อฟัน ผิวหน้า ล้วนร่วมกันสร้างภาพรวมของรอยยิ้มที่ไม่เหมือนใคร

พื้นฐานเรื่องสีฟัน: มากกว่าฟันขาวหรือฟันเหลือง

สีฟันที่สวยไม่ใช่แค่ขาวจัดอย่างเดียว แต่ต้อง สอดคล้องกับบุคลิกและใบหน้า ของเจ้าของด้วย

ทันตแพทย์จะไม่เลือกสีฟันจากความรู้สึก หรือแค่ “มองเอา” อีกต่อไป แต่ใช้เครื่องมือเฉดสีเฉพาะทาง ร่วมกับเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้ได้สีที่

  • ใกล้เคียงฟันธรรมชาติมากที่สุด

  • กลมกลืนกับสีผิว ดวงตา และริมฝีปาก

  • สื่อบุคลิกของคนไข้ได้ (สายธรรมชาติ vs สายพรมแดง)

สีฟันที่ดีคือสีที่คนอื่นไม่ทันสังเกต แต่ทำให้เราดูดีขึ้นอย่างรู้สึกได้

ระบบ VITA คืออะไร? ภาษา “สีฟัน” ที่ใช้กันทั่วโลก

เพื่อไม่ให้เลือกสีฟันกันแบบเดาสุ่ม ทั่วโลกจึงใช้มาตรฐานเดียวกันที่เรียกว่า VITA shade guide แบ่งสีฟันออกเป็น 4 กลุ่มหลัก พร้อมตัวเลขกำกับ:

  • กลุ่ม A – โทน น้ำตาลอมแดง

  • กลุ่ม B – โทน เหลืองอมแดง

  • กลุ่ม C – โทน ออกเทา

  • กลุ่ม D – โทน เทาอมแดง

ตัวเลข 1–4 คือระดับความสว่าง ยิ่งเลขน้อยยิ่งสว่าง เช่น:

  • A1 จะอ่อนกว่า A3

  • B1 เป็นหนึ่งในเฉดที่สว่างที่สุดและมักถูกมองว่าเป็นลุคฟันแบบ “ฮอลลีวูด”

ด้วยระบบนี้ ทันตแพทย์และช่างแลบทั่วโลกสามารถสื่อสารกันได้ชัดเจน ทำงานออกมาให้ฟันปลอม เข้ากับฟันจริงและใบหน้า ได้ง่ายขึ้น

กลุ่ม A, B, C, D ต่างกันยังไง?

แต่ละกลุ่มในระบบ VITA ไม่ได้ต่างกันแค่ชื่อ แต่ต่างกันที่ “อารมณ์ของสี” ด้วย:

  • กลุ่ม A – โทนน้ำตาลอมแดง
    เหมาะกับคนที่มีผิวโทนอุ่น ฟันดูอบอุ่น ธรรมชาติ เฉดยอดฮิตคือ A1, A2, A3

  • กลุ่ม B – โทนเหลืองอมแดง
    ดูสว่าง สดใส และ “สะอาด” ขึ้น เฉด B1 คือไอคอนของรอยยิ้มสว่างแบบธรรมชาติ

  • กลุ่ม C – โทนเทา
    ให้ลุคเย็น เป็นกลาง มักพบในคนที่มีเนื้อฟันเข้ม ต้องเลือกอย่างระมัดระวังเพื่อให้ดูสมจริง

  • กลุ่ม D – โทนเทาอมแดง
    มักเห็นในคนอายุมากขึ้น ใช้เมื่ออยากสร้างสีฟันที่ดูลึก และสมจริงในเคสที่ซับซ้อน

สีฟันจึงไม่ใช่สีเดียวสำหรับทุกคน แต่เป็นโทนเฉพาะตัวเหมือนลายนิ้วมือ

ทำไม A1, A2 และ B1 ถึงเป็นสีที่คนเลือกบ่อยที่สุด?

เฉดสุดฮอตที่ทั้งคนไข้และหมอฟันวนกลับมาเลือกบ่อยๆ คือ:

  • A1 – ขาวอบอุ่นแบบนุ่มๆ
    ดูสะอาด ใส แต่ไม่หลอกตา เหมาะกับคนที่อยากให้ฟันดูดีขึ้นแบบเนียนๆ

  • A2 – ใกล้เคียงฟันผู้ใหญ่ส่วนใหญ่
    ถ้าต้องการสมดุลระหว่างความสวยและความสมจริง A2 คือคำตอบที่ปลอดภัย

  • B1 – ขาวสว่างสไตล์ฮอลลีวูด
    หนึ่งในสีที่สว่างที่สุดในสเกลธรรมชาติ เหมาะกับคนที่ผ่านการฟอกสีฟัน หรืออยากได้รอยยิ้มขาวชัดแต่ยังไม่ถึงขั้นหลุดโลก

เฉดพวกนี้ได้ความนิยมเพราะ:

  • ปรับใช้ได้กับทุกวัย

  • เข้ากับสีผิวหลายแบบ

  • ให้ลุคฟันสุขภาพดี ดูสะอาด และยังดูเป็น “คนจริง” ไม่ใช่ “ฟันปลอมโดด”

สีฟอกขาว (Bleach shades) คืออะไร? ขาวกว่าธรรมชาติไปอีกขั้น

เมื่อเฉดธรรมชาติใน VITA ยังขาวไม่พอสำหรับสายฮอลลีวูด ก็มีการพัฒนา เฉดสีฟอกขาวพิเศษ ขึ้นมา

เฉดเหล่านี้จะ:

  • ขาวกว่าระดับ B1 อย่างชัดเจน

  • มีชื่อรหัสเป็น BL1, BL2, BL3, BL4

    • BL1 ขาวจัดที่สุด

    • BL3, BL4 ขาวน้อยลง แต่ยังขาวกว่าสีธรรมชาติทั่วไปมาก

ความต่างสำคัญคือ:

  • สีธรรมชาติ: มีโทนเหลืองอุ่นหรือเทาเล็กน้อย ฟันดูมีมิติ

  • สีฟอกขาว: โทนเย็น สะท้อนแสงสูง ฟันจะดูเรียบ เนียน และขาวแบบ “เป๊ะ” มาก

ในยุคนี้ สีฟอกขาวหลายเฉดกลายเป็น มาตรฐานความงามแบบใหม่ ของสายเสริมหล่อเสริมสวยไปแล้ว

ควรเลือกสีฟอกขาวเมื่อไหร่? และควรเลือกสีธรรมชาติเมื่อไหร่?

การตัดสินใจเลือกสีฟันระหว่าง “ขาวฟอก” กับ “ขาวธรรมชาติ” ต้องคิดหลายอย่าง ทั้งอายุ บุคลิก งานที่ทำ และฟันที่เหลืออยู่ในปาก

สีฟอกขาว (BL1–BL4) มักเหมาะกับ:

  • คนที่อยากได้รอยยิ้ม “สไตล์ดารา”

  • คนที่เคยฟอกสีฟันมาแล้ว

  • เคสวีเนียร์หรือครอบฟันด้านหน้าเพื่อความสวยงามล้วนๆ

เฉดธรรมชาติ (เช่น A2, A3, C2, D3) เหมาะกับ:

  • ผู้ที่ต้องการลุคธรรมชาติสูงสุด

  • ผู้สูงอายุที่ต้องการรอยยิ้มกลมกลืนกับฟันเดิม

  • เคสที่ยังมีฟันจริงอยู่หลายซี่และไม่ได้ผ่านการฟอกสีฟัน

สีฟอกให้เอฟเฟกต์ “ว้าว” ส่วนสีธรรมชาติให้เอฟเฟกต์ “เนียน”
เคสที่ดีที่สุดมักเกิดจากการออกแบบเฉพาะบุคคล ไม่ได้มีคำตอบสำเร็จรูปสำหรับทุกคน

จับคู่สีฟันกับสีผิว ริมฝีปาก และดวงตาอย่างไรให้รอด

สีฟันที่ใช่ ต้องไม่ดูโดดจากใบหน้า แต่ควรทำให้ใบหน้าโดยรวมดูลงตัวมากขึ้น

หลักคร่าวๆ ในการจับคู่คือ:

  • ผิวขาวอมชมพู
    เหมาะกับสีฟันโทน เย็นและสว่าง เช่น A1, B1, BL2, BL3 ทำให้หน้าดูใสและคอนทราสต์กำลังดี

  • ผิวสองสีหรือผิวเข้ม
    ถ้าเลือกฟอกขาวจนเกินไป ฟันอาจดูหลอกและแข็งเกิน แนะนำโทนที่อุ่นขึ้น เช่น A2, A3, C2, D3 ให้ความรู้สึกหรูและแพงแบบเนียนๆ

  • ริมฝีปากแดงสดหรือชมพูจัด
    ต้องเลือกสีฟันที่ไม่โดนกลบหรือแข่งกันจนเกินไป

  • ริมฝีปากซีดหรือเข้ม
    รับได้กับฟันที่สว่างชัดขึ้นได้มากกว่า

  • ดวงตาสีอ่อน (น้ำเงิน เขียว)
    มักเข้ากับสีฟันที่สว่างและโทนเย็นได้ดี

  • ดวงตาสีเข้ม
    จะรับกับสีฟันโทนอุ่นและลึกนิดๆ ได้อย่างกลมกลืน

เป้าหมายคือให้ครอบฟันดูเป็นส่วนหนึ่งของใบหน้า ไม่ใช่จุดเด่นที่แยกออกมา

แสง เงา และผิวฟัน: ทำไมสีเดียวกันถึงดูต่างกันได้?

ฟันไม่ใช่วัตถุสีทึบ แต่เป็นพื้นผิวที่โต้ตอบกับแสงตลอดเวลา ทำให้สีฟัน “เปลี่ยนไป” ตามสภาพแสงอย่างเห็นได้ชัด

ปัจจัยสำคัญมีทั้ง:

  • แสงธรรมชาติ
    ให้ภาพสีฟันใกล้เคียงความจริงที่สุด

  • แสงไฟขาว/LED เย็น
    ทำให้ฟันดูขาวกว่าความเป็นจริง

  • แสงเหลือง
    ทำให้ฟันดูดรอปลง ดูเหลืองหรือหม่นกว่าเดิม

รวมถึง:

  • ฟันที่ขัดมันมาก: สะท้อนแสงเยอะ ดูสว่างขึ้น

  • พื้นผิวด้านหรือหยาบเล็กน้อย: ดูดแสงมากขึ้น ทำให้ดูเข้มลง

ในงานครอบฟันที่ทำดีจริงๆ ช่างเทคนิคจะไม่ดูแค่สี แต่ยังเลียนแบบ ผิว เคลือบ ความโปร่งใส และการสะท้อนแสง ของฟันจริงด้วย

ความท้าทายในการเลือกสีฟันที่ “ใช่” จริงๆ

การเลือกสีฟันเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่ยากที่สุดของงานทันตกรรมประดิษฐ์ เพราะต้องผสมทั้ง:

  • ความแม่นยำทางเทคนิค

  • สายตาทางศิลปะ

  • ความเข้าใจความต้องการและจิตวิทยาของคนไข้

ความท้าทายที่เจอบ่อยคือ:

  • แปลงเฉดสีจากแถบ VITA หรือสแกนเนอร์ ไปเป็น สีจริงบนวัสดุ (เซรามิก คอมโพสิต เซอร์โคเนีย) ที่แต่ละชนิดสะท้อนแสงไม่เหมือนกัน

  • สีฟันเดิมที่มีคราบ ด่าง หรือหม่น ทำให้ต้องวางแผนการปิดสีพื้นให้ดี เพื่อไม่ให้ครอบฟันดูเด่นเป็น “ฟันปลอม”

  • จับคู่สีให้เข้ากับฟันข้างเคียง โครงหน้า และอายุของคนไข้

  • จัดการกับความคาดหวังของคนไข้ ที่บางครั้งอยากได้ฟัน “ขาวเวอร์” จนเกินข้อจำกัดของความสมจริง

ความสำเร็จอยู่ที่รายละเอียดและการสื่อสาร ระหว่างหมอฟัน ช่างแลบ และคนไข้

เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยให้เลือกสีฟันเป๊ะขึ้นได้อย่างไร?

วันนี้เราไม่ได้พึ่งแค่สายตาและแถบสีอีกต่อไป แต่ใช้ เครื่องมือดิจิทัล เข้ามาช่วยวิเคราะห์สีฟันแบบละเอียด

ข้อดีของระบบดิจิทัล ได้แก่:

  • ใช้สแกนการสะท้อนแสงจากผิวฟันจริง

  • วิเคราะห์สเปกตรัมสีแบบเรียลไทม์

  • ตรวจจับความต่างของสีที่ตาเปล่าอาจไม่ทันเห็น

  • ปรับค่าตามสภาพแสงต่างๆ ลดโอกาสเลือกสีผิดจากแสงหลอก

นอกจากนี้ยังสามารถ:

  • จำลองสีและรูปทรงครอบฟันบนคอมพิวเตอร์

  • ให้คนไข้เห็นภาพรอยยิ้มในเฉดสีต่างๆ ล่วงหน้า

  • ปรับเปลี่ยนก่อนลงมือทำจริง ช่วยลดรอบการแก้ไข

ทั้งหมดนี้ทำให้การทำครอบฟันในปัจจุบัน:

  • เร็วขึ้น

  • แม่นยำขึ้น

  • สื่อสารกับคนไข้ได้ชัดขึ้น

  • ลดความเครียดของทั้งหมอและคนไข้

บทสรุป: รอยยิ้มสวยเริ่มต้นจากสีที่ “ใช่สำหรับคุณ”

การเลือกสีฟันที่เหมาะสม ให้ครอบฟันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นขั้นตอนที่คุ้มค่าที่สุดขั้นตอนหนึ่งของการทำฟันเทียม

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ:

  • ระบบสีมาตรฐานอย่าง VITA และความหมายของแต่ละกลุ่ม

  • ความต่างระหว่างเฉดธรรมชาติกับเฉดฟอกขาว

  • สีผิว ริมฝีปาก ดวงตา และฟันธรรมชาติของเรา

  • บทบาทของแสง เนื้อวัสดุ และผิวฟัน

  • การสื่อสารระหว่างหมอฟัน ช่างเทคนิค และตัวเราเอง

ไม่มี “สีที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน” แต่มี สีที่เหมาะที่สุดสำหรับแต่ละคน เท่านั้น

เมื่อให้เวลาและความใส่ใจกับการเลือกสีฟัน ผลลัพธ์ที่ได้คือรอยยิ้มที่:

  • ดูเป็นธรรมชาติ

  • สว่างแบบกำลังดี

  • เข้ากับบุคลิกและใบหน้า

  • ส่งต่อความมั่นใจทุกครั้งที่ยิ้ม

สุดท้ายแล้ว รอยยิ้มคือการสะท้อนตัวตนและสุขภาพของเรา การเลือกเฉดสีฟันจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสวย แต่คือการลงทุนกับความมั่นใจในทุกวันของชีวิต