แอ็คชั่น-ไซไฟที่ไม่ได้มาเล่น ๆ
เพราะนี่คือหนังแอ็คชั่น-ไซไฟเต็มตัว ผู้กำกับ วิลเลียม คอฟฟ์แมน เลยตั้งใจปั้น “Osiris - โอซิริส มฤตยูล้างพันธุ์มนุษย์” ให้เป็นส่วนผสมโหด ๆ ระหว่างเทคโนโลยีล้ำยุคกับฉากบู๊ดิบเดือด และการเล่าเรื่องแบบมีกลยุทธ์คิดมาดี
เขาวางคอนเซ็ปต์ให้เรื่องนี้เป็นเหมือนการคารวะหนังคลาสสิกระดับตำนานอย่าง Alien และ Predator แต่ใส่โทนความมันและความโหดให้จัดขึ้นไปอีกขั้น
เป้าหมายคือทำให้คนดูรู้สึกทั้งลุ้นระทึกแบบหนังแอ็คชั่น และหลอนสั่นประสาทแบบนิยายวิทยาศาสตร์ในเรื่องเดียวกัน
ออกจากสูตรสำเร็จ สร้างโลกใหม่ให้ไซไฟ
นอกจากกำกับ คอฟฟ์แมนยังรับหน้าที่ร่วมเขียนบทกับ พอล ไรเชลต์ ทั้งคู่ช่วยกันดีไซน์โลกของ “Osiris” ให้ไม่ซ้ำรอยใคร ทั้งบรรยากาศ ฉากหลัง และโทนของเรื่อง
พวกเขาวางหมากให้หนังเรื่องนี้
มีฉากหลังที่แปลกตา ไม่เดินตามสูตรเดิมของหนังไซไฟทั่วไป
บิวด์บรรยากาศให้ทั้ง ชวนลุ้น และ ชวนผวา ไปพร้อมกัน
ใช้แอ็คชั่นเป็นตัวขับอารมณ์ ไม่ใช่แค่ยิงกันเอามันอย่างเดียว


มนุษย์ต่างดาวสายดิบ อาวุธสายโหด
ในส่วนของ “ตัวร้าย” พอล ไรเชลต์ เลือกทางสายดาร์กเต็มกำลัง เขาออกแบบคาแรคเตอร์มนุษย์ต่างดาวให้
ดู ดุดัน ดุเดือด และโหดเหี้ยม มากกว่าหนังแนวเดียวกันส่วนใหญ่
ไม่ได้แค่หน้าตาน่ากลัว แต่มีความรู้สึกเป็นภัยคุกคามของจริง
อาวุธของพวกมันก็ไม่ธรรมดา เพราะถูกออกแบบให้เป็นเทคโนโลยีสังหารสุดไฮเทคที่เกิดมาเพื่อ ล่ามนุษย์โดยเฉพาะ ทำให้ทุกฉากปะทะดูมีแรงปะทะ ทั้งภาพ เสียง และแรงกดดันทางอารมณ์


สรุป: มิติใหม่ของหนังแอ็คชั่น-ไซไฟสำหรับคอของแรง
“Osiris - มฤตยูล้างพันธุ์มนุษย์” ถูกออกแบบมาเพื่อคนที่ชอบหนัง
แอ็คชั่นดิบ โหด เดือด ไม่กลัวเลือด
บรรยากาศไซไฟหม่น ๆ ชวนระแวงไปทั้งเรื่อง
งานดีไซน์โลกและเอเลี่ยนที่ตั้งใจให้ไม่ซ้ำใคร
ถ้าคุณชอบหนังสาย Alien / Predator และกำลังมองหางานแอ็คชั่น-ไซไฟที่ทั้ง ตื่นเต้น เร้าใจ และน่าขนลุกไปพร้อมกัน เรื่องนี้คือหนึ่งในตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้ามบนจอภาพยนตร์

