รับแอปรับแอป

5 เหตุผลที่ต้องรีบกดดู GOOD BOY ถ้าพลาดมีร้องไห้แน่นอน

มณีรัตน์ พูลผล01-30

GOOD BOY: เมื่ออดีตนักกีฬาเหรียญทองจับมือกันล่าอาชญากร

GOOD BOY (แชมป์ปราบอาชญากร) คือซีรีส์แอ็กชั่นที่โทนเรื่องดูสนุก แต่เนื้อข้างในเข้มข้นกว่าที่คิด เล่าเรื่องเหล่าอดีตนักกีฬาเหรียญทองที่เปลี่ยนสนามแข่งมาเป็นแนวหน้าในเครื่องแบบตำรวจ รวมตัวเป็นทีมเฉพาะกิจพิเศษเพื่อล้มเครือข่ายอาชญากรรมระดับชาติที่แนบเนียนอยู่ใต้เงาอำนาจมืด

ทีมนี้นำโดย ยุนดงจู (พัคโบกอม), จีฮันนา (คิมโซฮยอน), คิมจองฮยอน (อีซังอี), โกมันซิก (ฮอซองแท) และ ชินแจฮง (แทวอนซอก) ตัวละครแต่ละคนมีอดีตในฐานะนักกีฬาที่ต่างกัน แต่ต้องมารวมพลังเพื่อเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการโค่นคนชั่วที่อยู่เหนือกฎหมาย

พอเดินทางมาถึงตอนที่ 6 ความเดือดของทั้งฉากบู๊ การสืบสวน และความสัมพันธ์ของตัวละครก็ยิ่งทวีคูณ ใครที่กำลังลังเลว่าจะเริ่มดูดีไหม หรือกำลังรอให้ตอนออกเยอะกว่านี้ มาดูทีละข้อกันว่า ทำไม GOOD BOY ถึงไม่ควรหลุดจากลิสต์ซีรีส์ของคุณเด็ดขาด

1. ทีมเบื้องหลังและนักแสดงระดับ “ดรีมแคสต์”

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ GOOD BOY น่าจับตาตั้งแต่ยังไม่ออนแอร์ คือการรวมตัวของทีมงานเบื้องหลังคุณภาพและนักแสดงสายรางวัลที่แฟนซีรีส์คุ้นหน้าคุ้นตากันดี

ฝั่งผู้กำกับคือ ชิมนายอน เจ้าของผลงานดราม่าที่ทั้งคำชมและรางวัลล้นมืออย่าง Beyond Evil (คว้า Best Drama จาก Baeksang Arts Awards 2021) และ The Good Bad Mother ที่สร้างกระแสพูดถึงมาแล้วถล่มทลาย

ด้านบทได้ อีแดอิล นักเขียนที่ผ่านงานแนวสืบสวน–แฟนตาซี–การเมืองมาหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Life on Mars, Bring It On, Ghost และ Chief of Staff การันตีได้เลยว่าเส้นเรื่องไม่ใช่แค่บู๊สนุก แต่ต้องมีชั้นเชิงในการเล่าเรื่องและปมให้แกะกันเพลินแน่นอน

ฝั่งนักแสดงนำเรียกได้ว่าเป็น ดรีมแคสต์เต็มขั้น

  • พัคโบกอม กลับมาสร้างความประทับใจอีกครั้งหลังจากผลงาน When Life Gives You Tangerines ที่แฟน ๆ เทใจให้ไม่หยุด

  • การโคจรมาร่วมงานกับ คิมโซฮยอน เป็นโมเมนต์ที่หลายคนรอคอยมานานเกิน 10 ปี นับตั้งแต่ทั้งคู่เคยยืนคู่กันบนเวทีประกาศรางวัลในอดีต

ยังไม่หมด เพราะยังเสริมทัพด้วยนักแสดงฝีมือแน่นอีกหลายคน

  • โอจองเซ ตัวพ่อสายบทบาทหลากหลาย จาก Revenant และ It’s Okay to Not Be Okay

  • อีซังอี ที่หลายคนจำได้จาก No Gain No Love, Spice Up Our Love และ Bloodhounds

  • ฮอซองแท นักแสดงระดับอินเตอร์จาก Squid Game ที่แค่เห็นหน้าออร่าตัวร้ายก็ลอยมาแล้ว

  • แทวอนซอก ที่ผ่านงานสายแอ็กชัน–สืบสวนมาแล้วใน Player และ Private Lives

ทั้งทีมหน้าและทีมหลังกล้องแทบจะการันตีตั้งแต่ยังไม่กดดูตอนแรกว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ซีรีส์ดูแก้เบื่อ แต่เป็นโปรเจกต์ที่ตั้งใจทำจริงจัง

2. แอ็กชั่นเดือด ผสมคอเมดี้ให้ขำแบบไม่ฝืน

หนึ่งในเสน่ห์หลักของ GOOD BOY คือโทนเรื่องที่บาลานซ์ระหว่างฉากบู๊มันสะใจและมุกคอมเมดี้อย่างลงตัว ฉากต่อสู้แต่ละซีนไม่ได้มาเล่น ๆ เพราะนักแสดงทุกคนต้องเข้าคอร์สฝึกหนักล่วงหน้า 3–8 เดือน เพื่อให้การเคลื่อนไหวดูสมจริงเหมือนเป็นนักกีฬาที่เอาสกิลมาใช้ในการต่อสู้จริง ๆ

พัคโบกอมเล่าว่า เขาอยากถ่ายทอดตัวละครออกมาให้ดีที่สุด ทุกคนในทีมมักจะมาถึงก่อนเวลาและฝึกซ้อมกันทุกวันเพื่อให้ฉากบู๊ออกมาคมที่สุดเท่าที่จะทำได้

ด้านผู้กำกับชิมนายอนก็อธิบายถึงความตั้งใจในฉากแอ็กชั่นและโทนตลกว่า เธอมองว่ากีฬาหลายประเภทอย่างมวยปล้ำหรือขว้างจักรสามารถนำมาปรับใช้ในการต่อสู้ได้ จึงหยิบเอาเทคนิคจากสนามกีฬาเหล่านั้นมาประยุกต์ให้เข้ากับฉากบู๊ และแอบสอดมุกตลกลงไปในสถานการณ์ที่ตึงเครียด ทำให้ได้ฉากที่ทั้งจริงจังและอมยิ้มไปพร้อมกัน

แทวอนซอกยังแย้มถึงฉากที่เขาต้องขว้างทิชชู่เปียก ที่ทั้งฮาและมีความแฟนตาซีเล็ก ๆ ทำให้คนดูเหมือนได้สลับโหมดจากความตึงเครียดไปสู่ความขำแบบไม่สะดุด การผสมแอ็กชั่น+คอเมดี้ที่ลงตัวนี่แหละ ที่ทำให้ GOOD BOY ดูแล้วเพลินทุกตอน

3. โทนดูง่าย สนุกได้ทุกสาย แต่รายละเอียดแน่น

แม้ GOOD BOY จะเล่าเรื่องการสืบสวนและเครือข่ายอาชญากรรมที่จริงจัง แต่คาแรกเตอร์อดีตนักกีฬา การใส่ความคอเมดี้ และความอบอุ่นของทีมทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ไม่หนักเกินไป จนคนที่อยากหาซีรีส์ดูสบาย ๆ ก็ยังอินด้วยได้

มันคือซีรีส์ที่ตอบโจทย์ได้แทบทุกสาย

  • สายดราม่า ได้ความดราม่าเรื่องความฝัน ความผิดหวัง และความยุติธรรม

  • สายแอ็กชั่น ได้ฉากต่อสู้ที่คิดท่าอย่างจริงจัง

  • สายหาอะไรดูคลายเครียดในวันหยุด ก็ยังหัวเราะกับเคมีของแก๊งอดีตนักกีฬาได้เต็ม ๆ

ผู้กำกับชิมนายอนอธิบายโทนเรื่องว่า GOOD BOY ถูกออกแบบมาให้เข้าถึงง่าย แม้จะมีทั้งดราม่าและประเด็นจริงจัง แต่ก็ยังเป็นซีรีส์ที่ดูสบาย ๆ เหมาะจะเป็น “ความสนุกเล็ก ๆ” ในวันหยุดของคนดู

คิมโซฮยอนเองก็เสริมว่า เพราะถ่ายทำกันในช่วงหน้าร้อน เธอหวังว่าซีรีส์เรื่องนี้จะช่วยเติมความสดชื่นให้กับหน้าร้อนของผู้ชม เป็นช่วงเวลาได้คลายความเครียดไปกับเรื่องราวของทีม GOOD BOY

อีซังอียังแชร์ไลฟ์สไตล์คนดูซีรีส์แบบเดียวกับใครหลายคนว่า หลังเลิกงานหรือก่อนนอน เขามักจะหาอะไรดูสักเรื่อง และถ้าได้ดู GOOD BOY ก่อนนอนในคืนวันหยุด พร้อมกับกินของอร่อยตอนดึก ๆ ก็น่าจะกลายเป็นโมเมนต์แสนง่ายแต่โคซี่สุด ๆ

ถ้าคุณกำลังหาซีรีส์ไว้ดูในวันหยุด GOOD BOY คือชื่อที่ควรเพิ่มลงในลิสต์อย่างจริงจัง

4. ความยุติธรรมที่สัมผัสได้ ไม่ได้อยู่แค่บนสคริปต์

สิ่งที่ทำให้ GOOD BOY มีเอกลักษณ์แตกต่างจากซีรีส์สายบู๊ล้างผลาญเรื่องอื่น คือการยก “ความยุติธรรม” ขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญ แล้วเล่าออกมาผ่านตัวละครแบบที่คนดูเข้าถึงได้จริง

ตัวละครหลักทั้ง 5 คนเคยเป็นนักกีฬาที่อาจถูกมองข้าม ไม่ได้รับโอกาส หรือถูกระบบบางอย่างทำให้หล่นจากจุดพีคของชีวิต แต่พวกเขาเลือกใช้ทั้งพรสวรรค์และประสบการณ์จากสนามแข่งขันมาแปลงเป็นพลังต่อสู้กับความอยุติธรรมในโลกของตำรวจ

ผู้กำกับชิมนายอนเล่าว่า แก่นของเรื่องคืออดีตนักกีฬาที่ผันตัวมาสวมเครื่องแบบเพื่อปกป้องความถูกต้อง ด้านพัคโบกอมก็ยอมรับว่า ตัวเขาเองรู้สึกประทับใจกับตัวละครที่ยังยืนหยัดสู้เพื่อความยุติธรรม แม้โลกความจริงจะไม่ได้สวยงามก็ตาม

เขาหวังว่าตัวละครทั้ง 5 คนจะช่วยย้ำให้คนดูเห็นว่า ความยุติธรรมยังไม่หายไปไหน และอยากให้ซีรีส์เรื่องนี้กลายเป็นกำลังใจเล็ก ๆ ให้กับเจ้าหน้าที่รัฐและทุกคนที่กำลังต่อสู้ในโลกจริง

ด้านโอจองเซ ซึ่งรับบทตัวร้ายของเรื่อง ยังยอมรับว่าเสน่ห์ของ GOOD BOY คือการให้พื้นที่กับตัวละครที่มีเรื่องราวด้านมืดและด้านเจ็บปวด จนทำให้คนดูเผลออยากเอาใจช่วยทั้งที่พวกเขาอาจไม่ได้สวมบทฮีโร่เต็มตัว

มันไม่ใช่แค่ซีรีส์จับผู้ร้าย แต่เป็นการถามเรากลับเบา ๆ ว่า ถ้าวันหนึ่งโลกไม่ยุติธรรมกับเรา เรายังกล้าจะสู้เพื่อความถูกต้องอยู่ไหม?

5. ซีรีส์ที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจและพลังบวก

เบื้องหน้า GOOD BOY อาจถูกมองว่าเป็นซีรีส์แอ็กชั่น–คอเมดี้ที่ดูง่าย ดูเพลิน แต่ถ้าดูดี ๆ จะเห็นว่าเรื่องนี้ซ่อนแรงบันดาลใจและแง่คิดไว้เยอะมาก

มันคือเรื่องราวของคนที่เคยถูกเมิน ถูกตัดโอกาส แต่เลือกจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เลือกจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง และเลือกจะยืนอยู่ข้างสิ่งที่ตัวเองเชื่อ แม้จะต้องแลกด้วยความเสี่ยงหรือความเจ็บปวดก็ตาม

โอจองเซเคยพูดถึง GOOD BOY ว่า ถึงแม้โทนเรื่องจะดูสนุกและเข้าถึงง่าย แต่ผู้กำกับก็แอบซ่อนอะไรหลายอย่างไว้ให้คนดูได้เก็บไปคิดและไตร่ตรองต่อหลังจากปิดจอแล้ว

ฮอซองแทเองก็ยังแปลกใจที่ตัวเองอ่านบทฉากแอ็กชั่นแล้วน้ำตาคลอ เพราะเบื้องหลังการต่อสู้แต่ละฉากคือเหตุผลและความรู้สึกของตัวละคร ที่ไม่ได้สู้เพราะเท่ แต่สู้เพราะมีอะไรบางอย่างที่ต้องปกป้อง

พัคโบกอมยังทิ้งข้อความสำคัญไว้ว่า การเริ่มต้นความท้าทายใหม่ ๆ อาจกลายเป็นแรงผลักดันครั้งใหญ่ในชีวิตของใครบางคน เขาเองมองว่า GOOD BOY คือการเริ่มต้นใหม่ในฐานะนักแสดง และหวังว่าคนที่กำลังพยายามเริ่มต้นใหม่ในชีวิตจะรู้สึกได้รับการปลอบใจจากเรื่องนี้

เขาเชื่อว่า GOOD BOY จะกลายเป็นซีรีส์ที่ไม่ได้ให้แค่ความบันเทิง แต่ยังมอบ “แนวทางเล็ก ๆ” ให้กับใครบางคนที่กำลังหลงทางอยู่ในช่วงหนึ่งของชีวิตด้วย

สรุป: GOOD BOY ควรอยู่ในลิสต์ต่อไปนี้ของคุณ

ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบอย่างน้อยหนึ่งในข้อด้านล่างนี้ GOOD BOY คือเรื่องที่ควรกดเล่นโดยไม่ต้องคิดนาน

  • อยากดูซีรีส์แอ็กชั่นที่ไม่ใช่มีแค่การต่อสู้ แต่มีหัวใจและความหมาย

  • ชอบเคมีของทีมนักแสดงระดับดรีมแคสต์

  • กำลังมองหาซีรีส์ที่ดูง่าย แต่เนื้อหาไม่เบาจนลืมไม่ลง

  • อยากได้แรงบันดาลใจเล็ก ๆ สำหรับการเริ่มต้นใหม่ในชีวิต

ลองให้ GOOD BOY สักหนึ่งตอน แล้วค่อยตัดสินใจว่าคุณอยากอยู่ในทีมเชียร์อดีตนักกีฬาแก๊งนี้ไปจนจบหรือเปล่า แต่ระวังอย่างเดียว – ดูแล้วอาจกดข้ามคืนแบบไม่รู้ตัว!