พายุลูกใหญ่กลางวงการบันเทิง
คดีของ “นานา ไรบีนา” กลายเป็นดราม่าลูกใหญ่สะเทือนทั้งวงการบันเทิงไทย เมื่อถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกก.4 บก.ปอศ. เข้าจับกุมถึงบ้านพัก ในข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ และกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ก่อนถูกนำตัวไปกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และฝากขังต่อศาลอาญา
แม้สุดท้ายจะได้รับการประกันตัวด้วยหลักทรัพย์ 1 ล้านบาท พร้อมเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศ แต่ไฟดราม่าเพิ่งเริ่มลุก เพราะยอดความเสียหายที่พุ่งแตะหลักร้อยล้าน และรายชื่อผู้เสียหายเต็มไปด้วยคนดังที่ใครๆ ก็รู้จัก
รายการทอล์กโชว์ โหนกระแส วันที่ 4 ธ.ค. ที่มี “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” รับหน้าที่พิธีกร เลยจับเรื่องนี้มาแกะทุกมุม ทั้งจากฝั่งเพื่อนรักและฝั่งผู้เสียหายตัวจริง
ทีมแขกร่วมวงเคลียร์กลางจอ
บนโซฟาวันนั้น มีทั้งฝั่งเพื่อนและฝั่งกฎหมายมานั่งเล่าแบบไม่มีกั๊ก
ทนายสวัสดิ์ เจริญผล ตัวแทนผู้เสียหาย 3 ราย
“ข้าวโพด” หนึ่งในผู้เสียหายหลัก ยอดเงินสะพัดหลักร้อยล้าน
ดีเจบอย เพื่อนสนิทของนานาที่อยู่ข้างๆ มาตลอด
ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล (ทนายแก้ว) วิเคราะห์คดีจากมุมกฎหมาย
บรรยากาศเลยกลายเป็นทั้งเวทีสารภาพ เวทีไขปม และเวทีเตือนภัยไปพร้อมกัน
มุมเพื่อนรัก : ดีเจบอยตกใจหนัก ไม่เคยรู้ว่าเพื่อนมีปัญหา
ดีเจบอยเล่าว่า ตัวเองกับนานารู้จักและสนิทกันมาเกือบ 30 ปี ตั้งแต่สมัยจัดรายการวิทยุที่ 95.5 Virgin Hitz ด้วยกัน ถึงแม้นานาจะเลิกจัดรายการไปมีครอบครัว แต่ความสัมพันธ์ก็ไม่เคยขาด
ไม่เคยมีช่วงไหนที่ “หายไปจากชีวิตกัน”
คุยกันเรื่องส่วนตัว ครอบครัว ไลฟ์สไตล์ มากกว่าธุรกิจ
ยืนยันว่า “นานาไม่เคยมาขอยืมเงิน” และถ้าพูดเรื่องธุรกิจ ตัวเองน่าจะเป็นคนท้ายๆ ที่นานาจะเล่าให้ฟัง
เมื่อข่าวคดีเงินระดมทุนระเบิดออกมา ดีเจบอยบอกว่ารู้ก่อนเป็นข่าวแค่ไม่กี่ชั่วโมง ยังงงว่าทำไมก่อนหน้านั้น นานาไม่บอกความจริงกับ “ดาด้า” ทั้งที่ออกมาพูดแทนในรายการสดแล้ว
ตอนเริ่มรู้เรื่อง เขายังทักนานาว่า ขอให้เล่าความจริงกับเขาบ้างอย่างน้อยบางส่วน นานาจึงเล่าในมุมของตัวเองเท่าที่คิดว่าพูดได้ ซึ่งก็ใกล้เคียงกับสิ่งที่สื่อเริ่มนำเสนอ
ในมุมไลฟ์สไตล์ ดีเจบอยมองว่า
การใช้ชีวิตของนานาไม่ได้ฟู่ฟ่าเกินตา
มีรถตู้หนึ่งคัน, รถเบนซ์ทรงกล่องหนึ่งคัน, และรถมินิหนึ่งคัน
ข่าวว่ามีรถ 10 คัน เขายืนยันว่า “ไม่เคยเห็น” หน้าบ้านมีมากสุดสามคัน และหลังเจอพิษเศรษฐกิจเหลือใช้จริงๆ 2 คัน
ทั้งหมดนี้ ทำให้เขายิ่งช็อก เพราะสิ่งที่โผล่บนหน้าข่าวไม่เคยอยู่ในเรดาร์ของเขาเลย
ฝั่งกฎหมายเริ่มขยับ : 17 ผู้เสียหาย – เล่นใหญ่หลักร้อยล้าน
ทนายสวัสดิ์ อธิบายว่า ตัวเองดูแลผู้เสียหาย 3 ราย จากทั้งหมด 17 คน ที่ทยอยมาปรึกษาเรื่องเงินทุนที่หายไป พร้อมพฤติกรรมการชักชวนลงทุนของนานา
ภาพรวมที่ทนายเล่าคือ
วงเพื่อนกลุ่มนี้รักใคร่กันมาก ไปเที่ยว กินข้าว ใช้ชีวิตด้วยกันบ่อย ไม่มีใครระแวงใคร
วันหนึ่ง นานาเริ่มเล่าว่าที่โรงเรียนลูก มีคนหนึ่งทำธุรกิจปล่อยกู้ ได้ดอกเบี้ยสูง เดือนละ 3–7 เปอร์เซ็นต์
ด้วยความไว้ใจ เพื่อนๆ เริ่ม “ลงเงิน” โดยคิดว่าลงทุนร่วมกัน ไม่ใช่การให้ยืมเงิน
แต่ทุกครั้งที่โอนเงิน ปลายทางไม่ใช่บัญชีนานา แต่กระจายไปหลายบัญชี รวมแล้วอย่างน้อย 5 บัญชี
เวลาผ่านไป ผู้เสียหายเริ่มสงสัยว่ากิจกรรมปล่อยกู้มีจริงหรือไม่ ทนายตามหา “บุคคลที่สาม” ที่ถูกอ้างว่าเป็นเจ้าของธุรกิจปล่อยกู้ จนเจอตัวจริง ซึ่งยืนยันว่า
ตัวเองก็เคยลงเงินกับนานาเหมือนกัน
ได้เงินคืนไปแล้วบางส่วน แต่ “ไม่รู้เรื่อง” การเอาไปปล่อยกู้ในวงกว้างแบบที่ถูกนำไปอ้าง
ยิ่งสืบ พยานเอกสารยิ่งพาเรื่องไปไกลจากคำอธิบายเดิมของนานา
จุดเปลี่ยน : จาก “ลงทุน” กลายเป็น “หนี้” 70 ล้าน
หนึ่งในผู้เสียหายที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ “ข้าวโพด” ซึ่งตัวเลขที่ไหลออกจากบัญชีเธอหนักสุดในกลุ่ม
ทนายสวัสดิ์เล่าว่า
เงินออกจากบัญชีข้าวโพดรวมกว่า 116 ล้านบาท
เงินที่ไหลกลับเข้ามาหลายสิบล้าน แต่ยังไม่ถึงยอดต้นทั้งหมด
ฝั่งนานา ส่งข้อมูลมาชี้แจงกับทนายว่า
ทำสัญญารับสภาพหนี้กับข้าวโพด 70 ล้าน
จ่ายดอกเบี้ยไปแล้วรวม 71,952,320 บาท
ในมุมนานาเลยคิดว่า “ดอกเกินกฎหมายกำหนด” เงินดอกที่จ่ายไปจึงควรหักเป็นเงินต้น หนี้ควรจะจบ
แต่ฝ่ายผู้เสียหายไม่มองแบบนั้น ทนายสวัสดิ์ยืนยันว่า
เงินทุกบาทที่ลูกความโอนไป คือ “เงินลงทุน” ไม่ใช่เงินกู้
เงินที่ถูกส่งคืนมาในรูป “ดอกเบี้ย” แท้จริงคือการสร้างภาพให้เชื่อว่าธุรกิจมีอยู่จริง เป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมฉ้อโกง
พูดง่ายๆ คือ:
ฝั่งนานา : มองเป็นหนี้กู้ยืม + ดอกเบี้ยเกินกฎหมาย
ฝั่งผู้เสียหาย : มองเป็นการลงทุน + ปันผลที่ควรได้ไม่กระทบเงินต้น
นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ต้องไปฟาดกันต่อในชั้นศาล
สลิปโอนเงิน “เลขเดียวกัน” คนละวัน คนละยอด
สิ่งที่ทนายทั้งสองคนชี้ว่า “น่าสงสัยอย่างยิ่ง” คือหลักฐานสลิปโอนเงินที่นานาส่งให้ผู้เสียหาย เพื่อยืนยันว่าเงินถูกโอนไปให้บุคคลที่สามแล้ว
ข้าวโพดส่งสลิปชุดหนึ่งให้ทนายตรวจสอบ มีจุดร่วมที่ชวนขนลุกคือ
สลิปหลายใบ วันที่ไม่เหมือนกัน
ยอดเงินที่ระบุ ไม่เท่ากัน
แต่เลขอ้างอิงธุรกรรมกลับ เป็นเลขเดียวกันเป๊ะ
เมื่อไปเช็กกับสเตทเมนต์ของบัญชีปลายทาง ก็ไม่พบรายการเงินเข้าแบบที่สลิปอ้าง
ฝั่งทนายแก้วถึงกับบอกว่า ในระบบปกติ “เป็นไปไม่ได้” ที่คนละวัน คนละยอด แต่ใช้เลขอ้างอิงเดียวกัน
คำถามที่ตามมาคือ: สลิปที่ใช้ยืนยันการโอนเหล่านั้น เป็นแค่หลักฐานผิดพลาด หรือถูกจัดทำขึ้นมาใหม่?
ป.ป.ง. กับเอกสารที่ทำให้ “โป๊ะ” รอบใหญ่
หนึ่งในโมเมนต์หักมุมที่สุดของเรื่องนี้ คือการที่นานาอ้างว่าถูก ป.ป.ง. อายัดบัญชี ทำให้ไม่สามารถหมุนเงินได้ตามปกติ
ในวงเพื่อน การเล่าเรื่องนี้ ทำให้หลายคนสงสารและเชื่อว่าครอบครัวนานากำลังลำบากจริง จนถึงขั้นมีคนให้ใช้บัตรเครดิตส่วนตัว และไปหยิบยืมเงินญาติพี่น้องมาช่วยจ่ายแทน
แต่พอข้าวโพดเริ่มไม่สบายใจ เธอตัดสินใจเช็กกับป.ป.ง. ด้วยตัวเอง และได้รับคำตอบว่า
ไม่เคยมีการอายัดบัญชีในชื่อนานาและสามีอย่างที่ถูกเล่า
วันหนึ่ง เมื่อข้าวโพดและเพื่อนอีกสองคนไปคุยเปิดใจที่บ้านนานา นานาเอาเอกสารที่อ้างว่าเป็นจากป.ป.ง. มาให้ดู
ข้าวโพดแอบอัดวิดีโอเก็บไว้
เอกสารถูกมองว่าดูคล้ายปริ้นท์จากอินเทอร์เน็ต มีความ “เจือจาง” จนน่าสงสัย
สำหรับข้าวโพด นี่คือ “โป๊ะใหญ่ด่านแรก” ที่ทำให้เริ่มเชื่อว่าตัวเองอาจไม่ได้แค่โชคร้าย แต่ถูกหลอกอย่างเป็นระบบ
เช็ค 5 ใบ 200 กว่าล้าน : หลักฐานที่ย้อนมาฟาดคนเซ็น
อีกหนึ่งซีนที่ถูกพูดถึงหนักมาก คือเหตุการณ์ที่นานาเรียกผู้เสียหาย 3–4 คน รวมถึงข้าวโพดไปคุยที่บ้าน เพื่อยืนยันว่าเงินของทุกคน “ไม่ได้หาย”
ในวันนั้น นานาเอาเช็คจำนวน 5 ใบ ยอดรวมกว่า 200 ล้านบาท มาโชว์ให้ดู พร้อมบอกว่าเป็นเช็คจากคนปล่อยกู้ที่เขียนค้ำไว้
เพื่อนๆ ถ่ายรูปเช็คเก็บไว้ทันที
จากนั้น ข้าวโพดนำเลขเช็คไปตรวจสอบกับธนาคาร
ผลที่ได้ทำให้ทุกอย่างพังทลายลงอีกครั้ง
เช็คทั้ง 5 ใบ ถูกระบุว่าเป็นเช็คของ “เวย์ ปริญญา อินทชัย” ไม่ใช่บุคคลลึกลับที่ถูกอ้างว่าเป็นเจ้าของทุน
มีอดีตพนักงานบัญชีคนหนึ่งส่งข้อความมาหาข้าวโพด บอกว่าจำลายมือการเขียนเช็ค 5 ใบนี้ได้ เพราะตัวเองเป็นคนกรอกรายละเอียดลงในเช็ค
ส่วนลายเซ็นบนเช็ค ข้าวโพดยืนยันจากความคุ้นเคยว่า เหมือนลายเซ็นของนานาเอง
สำหรับผู้เสียหาย ภาพที่เคยคิดว่าเป็น “หลักประกัน” กลายเป็นอีกหนึ่งชั้นของการสร้างเรื่อง
จากเพื่อนในครอบครัว กลายเป็นคนที่ไว้ใจไม่ได้อีกต่อไป
ฝั่งข้าวโพด เล่าอดีตระหว่างเธอกับนานาแบบหมดเปลือก เพื่อให้คนดูเข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงเชื่อใจได้ขนาดนั้น
รู้จักกันมา 8 ปี คุยกันวันละ 3–4 ชั่วโมง
ครอบครัวสนิทกัน ลูกๆ เล่นด้วยกันเสมอ
ถึงขั้นเอาลูกของอีกฝ่ายมาช่วยเลี้ยงในวันหยุด อยู่บ้านเดียวกันเสมือนคนในครอบครัว
ข้าวโพดมองนานาเป็นนักธุรกิจขยัน อัธยาศัยดี รู้จักคนเยอะ และมักชวนเพื่อนทำธุรกิจใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟลดน้ำหนัก ยาดม เซรั่ม ฯลฯ แม้หลายโปรเจ็กต์จะไม่เกิดขึ้นจริง แต่ก็ไม่ทำให้เกิดความระแวง
จนวันหนึ่ง นานาเริ่มพูดถึงการ นำเงินไปลงทุนกับ “เพื่อนที่โรงเรียนลูก” ซึ่งอ้างว่าเป็นคนรวมเงินคนหลายๆ คนไปลงทุนในรูปแบบกองทุน ปล่อยกู้ รับดอกเบี้ยสูง
เงินก้อนแรกที่ข้าวโพดลงคือ 3 ล้านบาท
ได้ดอกเบี้ยงวดแรก 7% แบบปังๆ จนเริ่มหลงเชื่อว่าระบบนี้ “เวิร์กจริง”
ทุกสิ้นเดือนจะรอรับผลตอบแทนจากนานาอย่างมีความสุข
เมื่อเศรษฐกิจช่วงโควิดทำให้ธุรกิจหลักของข้าวโพดหนืดลง การที่มีคนใกล้ตัว ซึ่งเป็นเพื่อนที่รักกันมาเสนอผลตอบแทน 4–7% ต่อเดือน เลยกลายเป็นสิ่งที่ยากจะปฏิเสธ
ส่วนความสัมพันธ์นอกเรื่องเงินก็ไปไกลไม่แพ้กัน
พอเชื่อว่านานาถูกป.ป.ง.อายัดบัญชี ข้าวโพดให้ใช้บัตรเครดิตตัวเองรูดเต็มที่
เงินเก็บทั้งชีวิตที่เริ่มต้นจากการเป็นเด็กเสิร์ฟตั้งแต่อายุ 15 ถูกทยอยโอนไปอยู่ในมือเพื่อน
ยังไปยืมเงินญาติพี่น้องมาเสริมสภาพคล่องให้เพื่อนอีกต่างหาก
ทั้งหมดนี้ ทำให้ความเจ็บปวดของข้าวโพดไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลข แต่เป็นเรื่องหัวใจเต็มๆ
โมเมนต์ “จับโป๊ะ” ทีละดอก
ข้าวโพดอธิบายว่า ความสงสัยเริ่มก่อตัวทีละนิด จนกลายเป็นภูเขาลูกใหญ่จากหลายเหตุการณ์ต่อเนื่อง
1. เรื่องป.ป.ง. ที่ไม่เคยมีอยู่จริง
นานาบอกว่าตัวเองกับสามีถูกป.ป.ง.อายัดบัญชีมานานหลายเดือน
ข้าวโพดสงสารเพื่อนมาก ถึงขั้นให้ใช้บัตรเครดิตตัวเอง และยืมเงินญาติเอามาช่วย
แต่เมื่อเช็กกับป.ป.ง. กลับพบว่า “ไม่มีชื่อทั้งคู่ในระบบการอายัดบัญชี”
2. บัญชีถูกอายัดแต่ยังโอนเงินเล็กๆ น้อยๆ ได้
นานาเคยบ่นว่าใช้บัญชีตัวเองไม่ได้เพราะถูกอายัด
แต่ในความจริงยังมีการโอนเงินเล็กๆ น้อยๆ จากบัญชีเดิม
พอถามก็บอกว่า “ลืมเล่า” ว่าบัญชีนี้ถูกปลดแล้ว แต่บัญชีอื่นยังถูกอายัดอยู่
ความไม่ตรงกันทางคำพูดแบบนี้ ทำให้ข้าวโพดเริ่มรู้สึกว่า มีอะไรแปลกๆ ซ่อนอยู่
3. เอกสารป.ป.ง. ที่ดูเหมือนปริ้นท์จากเน็ต
ตอนถูกเรียกไปเปิดใจที่บ้าน นานาเอาเอกสารที่อ้างว่ามาจากป.ป.ง. มาให้เพื่อนๆ ดู
ข้าวโพดแอบอัดคลิปเสียงและภาพไว้ แต่ไม่ได้ถ่ายเอกสารชัดๆ เพราะยัง “เกรงใจเพื่อน”
รูปแบบเอกสารทำให้ทั้งเธอและเพื่อนอีกสองคนรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่กลางเรื่องที่ “ไม่ชอบมาพากล” อย่างมาก
4. เช็ค 5 ใบกับชื่อ “เวย์” ที่โผล่มาไม่ทันตั้งตัว
เช็คมูลค่ารวมกว่า 200 ล้าน ที่ถูกเอามายืนยันว่าคนปล่อยกู้ค้ำไว้
เมื่อเช็กกับธนาคาร กลับพบว่าเป็นเช็คของ เวย์ ปริญญา อินทชัย
ลายมือกรอกเช็คถูกอดีตพนักงานบริษัทจดจำได้ว่าเป็นของตัวเอง ส่วนลายเซ็น ข้าวโพดเชื่อว่าเป็นของนานา
5. สลิปโอนเงิน “เลขอ้างอิงซ้ำ”
สลิปที่นานาส่งให้ เพื่อยืนยันว่าโอนไปให้บุคคลที่สามแล้ว
แต่ตรวจพบว่าเลขอ้างอิงซ้ำกัน ทั้งที่วันและยอดไม่ตรงกัน
ฝั่งทนายตรวจสเตทเมนต์ปลายทางก็ไม่พบยอดเข้า
ในมุมข้าวโพด ทุกเรื่องนี้เรียงต่อกันเป็นภาพเดียว คือ “เราไม่ได้แค่ซวย แต่โดนจัดฉากหลอกอย่างเป็นระบบ”
ข้อตกลง 70 ล้าน และคำสารภาพที่ทำให้เจ็บยิ่งกว่าเดิม
เมื่อข้าวโพดเริ่มต่อจิ๊กซอว์ทุกอย่าง นานารู้ตัวว่าปกปิดอะไรไม่ได้อีก จึงเรียกไปคุยและเสนอทางออก
บอกข้าวโพดว่า เงินต้นของเธออยู่ที่ 70 ล้าน
เสนอให้ทำสัญญารับสภาพหนี้ 70 ล้าน พร้อมออกเช็คอีก 2 ใบ
บอกว่า “มึงจำไว้นะ กูเป็นคนในครอบครัวมึง กูไม่มีวันทำให้มึงลำบาก”
ในวันนั้น ข้าวโพดยังร้องไห้กอดคอเพื่อน 2 ชั่วโมง เชื่อว่าความรักและสายสัมพันธ์ 8 ปีจะยังอยู่เหมือนเดิม แม้เงินจะเป็นเรื่องใหญ่ก็ตาม
แต่ยิ่งเวลาผ่านไป คำพูดของนานายิ่งสวนทางกับพฤติกรรมที่ถูกเปิดเผยออกมาเรื่อยๆ
ข้าวโพดเล่าว่า นานาเคยพูดกับเธอตรงๆ ว่า
เงินที่ควรเอาไปลงทุน “ไม่ได้ไปไหน” แต่อยู่กับตัวเอง
เอาไปลงหุ้น ลงคริปโต ลงโปรเจ็กต์ของสามี ซื้อรถหรู ทำมิวสิกวิดีโอ ลงทุนรีสอร์ต ฯลฯ
สำหรับข้าวโพด นี่ไม่ใช่คำสารภาพที่ทำให้รู้สึกดีขึ้นเลย แต่กลับทำให้ความเจ็บทวีคูณ เพราะสุดท้ายเงินที่เธอหามาทั้งชีวิต ไม่ได้หายไปเพราะความเสี่ยง มันหายไปเพราะ การตัดสินใจของคนที่เธอรักและไว้ใจที่สุดคนหนึ่ง
ผลกระทบที่ลามถึงอนาคตลูก
เมื่อเงินเก็บและสภาพคล่องหายไปเกือบหมด สิ่งแรกที่ข้าวโพดกับสามีต้องมานั่งคิดคือ “จะเอายังไงกับชีวิตครอบครัวต่อ?”
รายได้ที่เคยมีจากธุรกิจหดหาย
เงินต้นที่สะสมมาตั้งแต่วัยรุ่นหมดไปกับการลงทุนตามคำพูดของเพื่อน
ค่าเทอมลูกในโรงเรียนอินเตอร์ที่อยู่ติดบ้าน กลายเป็นคำถามใหญ่
ในมุมแม่ ข้าวโพดคิดถึงการย้ายลูกไปเรียนโรงเรียนไทย เพราะมองว่าคุณภาพคนไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำว่า “อินเตอร์หรือไม่อินเตอร์” แต่ขึ้นกับการเลี้ยงดูในครอบครัว
แต่สามีของเธอ สเตฟาน ไม่ยอมลดทอนความสุขของลูกง่ายๆ พร้อมยอมขายทรัพย์สินบางส่วนเพื่อพยายามประคองไลฟ์สไตล์ของลูกให้ใกล้เคียงเดิมที่สุด
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ตอนนี้ก็ยังถูกทวงค่าเทอม และต้องสู้กันต่อบนสนามชีวิตจริงแบบไม่มีฟิลเตอร์
เจ็บจนพอ แล้วต้องเปลี่ยนบทบาทจากเพื่อนเป็น “ผู้เสียหายเต็มตัว”
เมื่อถูกถามว่า หลังจากนี้มองความสัมพันธ์กับนานายังไง ข้าวโพดตอบชัดเจนว่า
ความสัมพันธ์แบบ “เพื่อน” จบลงแล้วโดยสมบูรณ์
ระดับความเจ็บปวดใกล้เคียงกับการหย่าร้างกับคู่ชีวิต
แต่จะเอาประสบการณ์ทั้งหมดไปสอนลูกให้รู้จัก “ตั้งสติและไม่ไว้ใจใครแบบทุ่มหมดหน้าตักอีกแล้ว”
ถึงอย่างนั้น เธอยังบอกว่าตัวเองภาวนาให้นานาและครอบครัวผ่านช่วงเวลานี้ไปให้ได้ ขอแค่อย่ามาเล่นแง่กับความจริงอีก
“ความจริงพูด 800 รอบก็ยังเป็นความจริง แต่คำพูดของนานาออกมา 12 เวอร์ชั่น ไม่ตรงกันเลยสักเวอร์ชั่นเดียว”
ข้าวโพดย้ำว่า ตัวเองมีคลิปเสียง มีหลักฐานหลายอย่างอยู่ในมือ แต่เลือกไม่ให้เปิดต่อสาธารณะ เพราะยังสงสารคนที่รักนานาอยู่ หากอีกฝ่ายยังคงดิ้นและปฏิเสธทุกอย่างไม่หยุด เธออาจต้องใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อปกป้องตัวเองในชั้นกฎหมาย
มุมทนาย : คดีนี้ไม่ได้จบแค่ “หนี้เพื่อน”
ทนายแก้วช่วยอธิบายภาพกฎหมายให้ชัดขึ้นว่า กรณีนี้ไม่ได้เป็นแค่คดีแพ่งธรรมดา แต่เริ่มเข้าเงื่อนไขหลายกฎหมายสำคัญ
กรอบหลักที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน
พ.ร.บ.ฟอกเงิน
ความผิดเรื่องปลอมแปลงเอกสาร หากเอกสารป.ป.ง.และสลิปต่างๆ ถูกพิสูจน์ว่าไม่จริง
เงื่อนไขสำคัญของคดีลักษณะนี้คือ
มีการกู้ยืมหรือระดมเงินจากคนเกิน 10 คน
วงเงินรวมเกิน 5 ล้านบาท
มีการจ่ายผลตอบแทนในลักษณะดอกเบี้ยที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย
โทษตามตัวบทกฎหมาย
มีโทษจำคุก 5–10 ปีต่อหนึ่งกรรม
ตำรวจตั้งข้อหาไว้ประมาณ 300 กรรม ถ้าคิดตามตัวเลขแล้วโทษรวมถือว่าหนักมาก แม้ในทางปฏิบัติศาลจะพิจารณาเป็นกลุ่มกรรมและใช้ดุลยพินิจ
ด้านทนายสวัสดิ์เองยังยอมรับว่า ตั้งแต่ทำคดีมา ยังไม่เคยเจอคดีที่มีกระบวนการและจำนวนธุรกรรมเยอะขนาดนี้ ต้องไล่เช็กสเตทเมนต์ พยานบุคคล และเอกสารจำนวนมหาศาล
ถ้า “ติดคุกแล้วออกมา” หนี้จะหายไหม?
อีกคำถามที่หลายคนสงสัยคือ ถ้าวันหนึ่งศาลตัดสินลงโทษจำคุก และนานาพ้นโทษออกมาแล้ว เรื่องหนี้จะจบไปด้วยหรือไม่
คำอธิบายจากฝั่งกฎหมายคือ
คดีอาญา (เรื่องฉ้อโกง) กับคดีแพ่ง (เรื่องชดใช้หนี้) เป็นคนละส่วน
ต่อให้จำคุกครบแล้ว แต่อีกฝั่งยังมีสิทธิ์ฟ้องเรียกค่าเสียหายในทางแพ่งอยู่
ถ้าถูกฟ้องล้มละลาย แบบบุคคลล้มละลายปกติ ระยะเวลาพ้นล้มประมาณ 3 ปี
แต่อย่างกรณีที่มีพฤติกรรมทุจริต ยักย้ายถ่ายเททรัพย์ อาจถูกจัดเป็น “ล้มละลายทุจริต” ซึ่งไม่ใช่แค่ 3 ปีแล้วจบ และอาจถูกตามยึดทรัพย์ในอนาคตได้อีก
กล่าวคือ ถึงคดีอาญาจะจบ แต่เงาของคดีแพ่งและผลทางทรัพย์สินอาจตามไปอีกยาว
เหยื่อระดับเซเลบ และตัวเลขหนี้ที่ถูกเปิดกลางรายการ
ตอนท้ายรายการ หนุ่ม กรรชัย เปิดข้อมูลตัวเลขที่ฝั่งนานาส่งมาให้ อ้างว่าเป็นยอดหนี้ของคนดังบางส่วนในมุมมองของนานาเอง
รายชื่อที่ถูกเอ่ยถึง เช่น
ข้าวโพด : หนี้คงค้างราว 24 ล้านบาท (ตามที่อีกฝ่ายส่งข้อมูล)
เจนสุดา : ประมาณ 40 ล้านบาท
บุคคลชื่อย่อ ท. : ประมาณ 45 ล้านบาท
คุณ น.1 : ประมาณ 28 ล้านบาท
เจนี่ : ราว 2.9 ล้านบาท
พอลล่า : ราว 4.3 ล้านบาท
ทั้งหมดนี้ยังไม่รวม
ผู้เสียหาย 17 รายที่มีในสำนวนตำรวจ
เคสย่อยๆ ที่มีคนติดต่อเข้ามาเพิ่มเติมว่าเสียหายหลักล้านขึ้นไป
รวมถึงกรณีของ “ดาด้า” ที่ยอดอยู่ราว 3 ล้านบาท แต่ยังไม่ได้เข้าแจ้งความในขณะสนทนา
ตัวเลขที่ตำรวจแถลงเบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 195 ล้านบาท แต่เมื่อเทียบกับตัวเลขที่ผู้เสียหายบางส่วนเล่าในรายการ ตัวเลขรวมอาจพุ่งไปถึงสองร้อยกว่าล้านหรือมากกว่านั้น
เสียงสะท้อนจากดีเจบอย : จากที่ช่วยเพื่อน กลายเป็นคน “ขนลุกทุกเส้น” กลางรายการ
นั่งฟังทุกมุมทั้งชั่วโมง ดีเจบอยถึงกับยอมรับว่า
หลายเรื่องที่ข้าวโพดและทนายเล่า เขา “ไม่เคยรู้มาก่อน”
ระดับความเข้มข้นของเรื่องทำให้เขาขนลุกซ้ำๆ ระหว่างรายการ
เขาถามทนายแก้วตรงๆ ว่า “เพื่อนผมจะรอดมั้ย จะได้วางตัวถูก” ซึ่งสะท้อนความอึดอัดของคนที่อยู่ในสถานะ “เพื่อน” ที่ไม่ได้รู้เรื่อง แต่ก็ไม่สามารถทำเหมือนไม่รู้จักได้เช่นกัน
ฝั่งทนายแก้วตอบในกรอบกฎหมายว่า ตอนนี้นานายังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ตามหลักการ เพราะศาลยังไม่ได้พิพากษา แต่พยานหลักฐานและพฤติการณ์ที่ถูกเปิดเผย จะเป็นตัวชี้ชะตาว่าจะออกหน้าไหนในอนาคต
บทเรียนราคาแพงจากคดีนี้
เรื่องของ “นานา–ข้าวโพด” ไม่ได้เป็นแค่ดราม่าของคนดัง แต่มันคือเคสตัวอย่างที่ชัดมากของการผสมกันระหว่าง
ความรัก ความไว้ใจในระดับครอบครัว
ผลตอบแทนการลงทุนที่ดูดีเกินจริง
การใช้สถานะทางสังคมและความน่าเชื่อถือส่วนตัวในการชวนคนเข้ามาในวง
สิ่งที่เห็นชัดจากปากผู้เสียหายเองคือ
เชื่อเพราะเป็นเพื่อน ไม่ใช่เชื่อเพราะดูแผนธุรกิจแล้ว
ไม่เช็กเอกสาร ไม่เช็กปลายทางว่าเงินถูกโอนไปไหนจริงหรือไม่
ยอมเอาความน่าเชื่อถือของตัวเองไปค้ำ ด้วยการยืมเงินญาติพี่น้องมาเข้าเล่นในเกมนี้
และผลลัพธ์คือชีวิตทั้งครอบครัวต้องมานั่งเคลียร์ซาก ทั้งเรื่องหนี้ เรื่องอนาคตลูก และสภาพจิตใจ
ข้าวโพดสรุปสิ่งที่ตัวเองผิดไว้ชัดเจนมากว่า
ผิดที่ไว้ใจมากเกินไป
ผิดที่รักเพื่อนแบบสุดตัวไม่เผื่อใจ
ผิดที่ไม่เคยมองเอกสารอะไรให้ลึกกว่าสายสัมพันธ์
บทส่งท้าย : ดราม่าบนจอ กับความจริงนอกจอ
คดีนี้ยังอยู่ในกระบวนการของกฎหมาย ทุกคำพูดที่ปรากฏอยู่ในรายการ คือคำเล่าของแต่ละฝ่ายที่ศาลจะต้องพิจารณาร่วมกับพยานหลักฐานจริงอีกครั้ง
แต่ไม่ว่าจะจบยังไง สิ่งหนึ่งที่ชัดแล้วคือ
ความสัมพันธ์หลายสิบปีสามารถพังได้ภายในไม่กี่เดือน
เงินหลักร้อยล้านไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชี แต่มันคือเหงื่อ แรงกาย แรงใจ และเวลาชีวิตของใครหลายคน
สำหรับคนดูรายการทอล์กโชว์ คดีนี้อาจเป็นคอนเทนต์เข้มข้นที่ดูแล้วสะใจ หวือหวา มีทั้งน้ำตาและการปะทะคารม
แต่สำหรับคนที่อยู่ในเรื่องจริง ทุกบรรทัดของคำสารภาพคือบาดแผลที่ต้องใช้เวลาเยียวยาอีกนานมาก
และไม่ว่าปลายทางคดีจะเป็นอย่างไร สิ่งที่ทุกคนควรเก็บกลับบ้านจากเรื่องนี้คือ
อย่าลงทุนเพราะคำว่า “ไว้ใจ” อย่างเดียว
เอกสาร สเตทเมนต์ และต้นทาง–ปลายทางของเงิน สำคัญกว่าคำพูดสวยๆ เสมอ
ยิ่งผลตอบแทนสูงผิดปกติ ยิ่งต้องเช็กให้ลึกกว่าสายสัมพันธ์
ดราม่าหน้าจอจบได้ในหนึ่งตอน แต่ดราม่าชีวิตจริงของคนในเรื่องนี้ ยังอีกไกลกว่าจะถึงคำว่า “ตอนจบ” อย่างแท้จริง

