รับแอปรับแอป

ทำเล็บเจล เปลี่ยนสเตตัสเปลี่ยนชีวิต : 4 หนุ่ม GELBOYS เล่าความกั๊กใจยุค Gen Z

กรกนก พันธุ์ดี01-30

GELBOYS กับความสัมพันธ์ยุคใหม่ของเด็กทำเล็บ

ซีรีส์ “GELBOYS สถานะกั๊กใจ” พาเราไปสำรวจโลกของกลุ่มวัยรุ่น Gen Z ที่ใช้การทำเล็บเจลเป็นทั้งงานอดิเรก เครื่องมือจีบคน และพื้นที่ปลอดภัยในการค้นหาตัวตน

เบื้องหลังความวิบวับของเล็บแต่ละลาย คือความสัมพันธ์แบบ “กั๊กๆ ไม่เคยชัดเจน” ที่แทบจะเป็นนิยามความรักของเด็กรุ่นนี้

4 หนุ่มตัวแทนเด็กสยามยุคใหม่ โฟร์มด บ้าบิ่น บัว และเชียร เลยขอเปิดใจ เล่าทั้งเรื่องคาแรกเตอร์ ความรัก และเล็บที่พวกเขาหลงใหล

ทำความรู้จัก 4 หนุ่มเล็บเจล

โฟร์มด – เด็กมัธยมที่อยากมีรักแบบมีสถานะ

โฟร์มดคือเด็กมัธยมปลายสุดธรรมดา แต่หัวใจไม่ธรรมดาเลย เพราะเขาเป็นคนที่ โหยหาความรักและสถานะที่ชัดเจน มากๆ

เขาไม่เคยมีประสบการณ์ความรักจริงจังมาก่อน เลยใช้หัวใจและสัญชาตญาณล้วนๆ ในการตัดสินใจ ไม่ค่อยรู้วิธีจัดการอารมณ์ตัวเอง หรือความสัมพันธ์แบบผู้ใหญ่เท่าไร

นิสัยคือ น่ารัก สดใส แอบขี้เอาชนะนิดๆ พอได้มารู้จักกับพี่วิเชียรมาศ ความสัมพันธ์ก็เหมือนจะไปได้ดี จนมารู้ว่าอีกฝ่ายเหมือนจะมีกิ๊กอย่างบัวอยู่ด้วย เลยเกิดความไม่ยอมแบบจัดเต็ม

บ้าบิ่น – สายซัพพอร์ตที่ซอฟต์ที่สุดในกลุ่ม

บ้าบิ่นคือคนที่นิสัยซอฟต์ที่สุดในแก๊ง เหมือนเป็นคนคอยเดินตามและซัพพอร์ตเพื่อนมากกว่าดันตัวเองขึ้นหน้า

เขาไม่ได้มี “แก่นหลัก” เป็นของตัวเองชัดเจนเท่าโฟร์มดหรือบัว แต่ความเป็นสายตาม ช่วยดันให้ตัวละครอื่นๆ ดูมีมิติมากขึ้น และทำให้เห็นมุมของคนที่เลือกจะอยู่ข้างๆ มากกว่าจะนำหน้า

บัว – เจนซีสายแฟ แรง เปรี้ยว แต่ข้างในโคตรเปราะบาง

บัวเหมือนเป็นตัวแทนของเด็กเจนซีที่ มั่นใจในตัวเองสูงจากภาพที่โลกเห็น แต่ว่าข้างใน กลับเต็มไปด้วยความอ่อนไหวและความรู้สึกขาดความรัก

เขาพยายามหา “ตัวตน” และ “จุดยืนในสังคม” ผ่านการแต่งตัวจัดจ้าน สนุกกับแฟชั่น และการถ่ายคอนเทนต์ทุกที่ที่ไป ภายนอกเลยดูแรง วีนง่าย มั่นใจสุด แต่ลึกๆ แล้วคือคนที่กำลังหาที่ยืนให้ตัวเอง

เชียร วิเชียรมาศ – หนุ่มลุคแมวลึกลับ ผู้ใช้เล็บเจลเป็นอาวุธจีบคน

เชียรได้แรงบันดาลใจจากนิสัยแบบแมว เงียบ นิ่ง ดูลึกลับ น่าค้นหา เขาเป็นคนที่ ชอบทำเล็บมาก และใช้การไปทำเล็บเป็นกิจกรรมหลักในชีวิต

ที่สนุกคือ เชียรใช้การทำเล็บเป็น ข้ออ้างในการเข้าไปจีบคนอื่น ด้วยความแพรวพราวของเขา เชียรเลยกลายเป็นเหมือนศูนย์กลางที่เชื่อมตัวละครทุกคนให้มารู้จักกัน ผ่านกิจกรรมทำเล็บเจล

จุดเริ่มต้นความปิ๊งกับโฟร์มดก็ชัดมาก แค่เจอกัน เชียรก็หยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูป แล้วอ้างว่าจะส่งแอร์ดรอปให้ ก่อนจะพาความสัมพันธ์ไปต่อ ซึ่งคนดูก็ต้องไปลุ้นกันเองว่าเรื่องจะกั๊กแค่ไหน

ถ้าสลับบทกันได้ อยากเป็นใครที่สุด

ลองให้แต่ละคนเลือกว่าถ้าได้เล่นเป็นตัวละครอื่น จะสลับไปเป็นใคร และเพราะอะไร

  • ไป๊ปอยากเป็นบ้าบิ่น เพราะมองว่าเป็นตัวละครที่ดูน่ารัก นุ่มนวล มีเสน่ห์ในแบบซอฟต์ๆ

  • นิวอยากลองเป็นเชียร เพราะพอเล่นเป็นโฟร์มดแล้วเข้าใจดีมากว่าการ “โดนกั๊ก” มันรู้สึกยังไง เลยอยากลองย้ายมาอยู่ฝั่งคนที่เป็นฝ่ายกั๊กบ้าง ว่าในมุมของคนที่ทำแบบนั้น เขาคิดอะไรอยู่

  • พีเจก็อยากเป็นเชียร ด้วยเหตุผลคล้ายกัน คืออยากรู้ว่า “ความแพรวพราวของคนที่กั๊กเก่งๆ” เขาทำกันยังไง

  • เลออนอยากลองเป็นบ้าบิ่น เพราะตัว บัว ที่เขาเล่นในเรื่องคือคนที่แรง วีน มั่นใจจัด เดินตามเส้นทางของตัวเองชัดมาก เลยอยากลองเล่นเป็นคนที่ตามคนอื่น คอยซัพพอร์ตมากกว่า เป็นสายอ่อนโยนดูบ้าง

เพลง LOVE GEL และครั้งแรกในห้องอัด

นอกจากในจอ ซีรีส์เรื่องนี้ยังมาพร้อมเพลงประกอบที่ช่วยขยายความรู้สึกเรื่อง “ความกั๊ก” ได้ชัดเจนขึ้น

LOVE GEL ถูกออกแบบมาให้ซอฟต์กว่าเพลงของอีกตัวละคร ที่ตีความการ “กั๊ก” แบบตรงๆ เพลงนี้เลยมาในโทน แซวๆ เหมือนเปิดสถานะแบบเล่นกัน แต่แอบมีใจ เน้นความสดใส ขี้เล่น และพลังของวัยรุ่น Gen Z ที่อยากรู้อยากลอง

เพลงนี้ยังสะท้อนเบสหลักของเรื่อง ที่เราจะได้เห็นเด็กกลุ่มหนึ่งพากันไปทำเล็บ สนุกกับการแต่งตัว และใช้กิจกรรมเล็กๆ อย่างทาเล็บเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์

การเข้าห้องอัดครั้งนี้เป็นครั้งแรกของหลายคนในทีม นักแสดงส่วนใหญ่เลยเต็มไปด้วยความกังวลและความไม่มั่นใจ แต่ด้วยการบรีฟและการช่วยดันให้ลองทำไปเรื่อยๆ ทำให้ทุกคนผ่านประสบการณ์นี้ไปได้แบบรู้สึกภูมิใจในตัวเอง

เล็บเจลในฝันของแต่ละคน

เรื่องนี้พูดถึงการทำเล็บบ่อยมาก เลยลองให้แต่ละคนแชร์ว่า เล็บแบบไหนคือสไตล์ที่ใช่ หรืออยากลองทำมากที่สุด

  • เลออน : อยากทำเล็บลายเรียบๆ คลีนๆ คล้ายของบ้าบิ่นในเรื่อง แต่ขอเบาลงจากของบัวเยอะๆ เพราะในเรื่องเล็บของบัวคือ นูนทุกนิ้ว บางนิ้วใหญ่กว่านิ้วจริงด้วยซ้ำ เลยอยากได้ลายที่ใช้ชีวิตประจำวันได้จริง

  • พีเจ : ตรงกันข้าม อยากลองทำเล็บแบบนูนๆ จัดเต็มสไตล์บัว มีความดอกไม้ กลิตเตอร์ และสีสดใส เพราะคิดว่าน่าจะเข้ากับความชอบตัวเอง

  • นิว : ขอเล็บเรียบๆ ไม่เน้นนูน เพราะเป็นคนทำอะไรรวดเร็ว ถ้าเล็บนูนมากๆ จะต้องมานั่งระวังทุกการขยับ มือจะเกร็งไปหมด เลยอยากได้เล็บที่เน้นลาย สี หรือโทนมินิมอล คลีนๆ มากกว่า

  • ไป๊ป : เลือกลายโทน สีเงินเมทัลลิก ให้ฟีลคล้ายนาฬิกาหรือแอคเซสซอรีสักชิ้น เวลาแต่งตัวจะได้แมตช์ง่าย ดูเท่แบบมีลูกเล่น

เด็กสยามในมุมมองของ GELBOYS

เพราะเรื่องนี้ผูกกับพื้นที่สยามอย่างชัดเจน เลยหนีไม่พ้นคำถามเรื่อง “ความเป็นเด็กสยาม” ของแต่ละคน

นิว เล่าว่าเคยเป็นเด็กสยามมาก่อน แต่เป็นยุคเมื่อหลายปีก่อนที่บรรยากาศต่างจากตอนนี้มาก ช่วงนั้นการไปสยามคือไปเจอเพื่อน ไปเรียนพิเศษ แล้วก็หาของกินเท่านั้นเอง

แต่สยามยุคนี้เปลี่ยนไปแบบรู้สึกได้ มีกิจกรรมให้ทำเยอะขึ้นมาก ทั้ง Random Dance งานเล็กงานใหญ่ การสัมภาษณ์ หรือกิจกรรมโชว์สกิลต่างๆ เรียกว่า กลายเป็นเวทีเปิดให้เด็กๆ ได้แสดงความสามารถ อย่างจริงจัง ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าดีใจมากที่สยามพัฒนาไปถึงจุดนี้

ไป๊ป มองว่าสยามยุคใหม่ไม่ได้แบ่งโซนชัดเจนเหมือนเมื่อก่อน ว่าไปที่นี่ต้องทำอย่างนี้ ไปตรงนั้นเพื่ออย่างนั้น แต่กลายเป็น “ทุกที่เป็นของทุกคน” ใครอยากทำอะไรที่ไม่เดือดร้อนใครก็ทำได้เต็มที่

เราเลยได้เห็นคนถ่าย Tiktok สัมภาษณ์กันเอง เล่นดนตรี หรือทำคอนเทนต์ต่างๆ เต็มพื้นที่ บรรยากาศเลยคึกคัก และให้ความรู้สึกว่า ทุกคนมีสิทธิ์เป็นเจ้าของพื้นที่เท่ากัน

พีเจ ผูกความทรงจำกับ “รองเท้า” เขาย้อนนึกถึงยุคที่สนีกเกอร์กำลังบูมสุดๆ ใครมีรุ่นลิมิเต็ดก็เหมือนประกาศตัวว่า “ฉันนี่แหละสายสนีกเกอร์ตัวจริง” สยามเลยเป็นเหมือนรันเวย์รองเท้าขนาดใหญ่ ใครรักรองเท้าต้องเคยมาป้วนเปี้ยนแถวนี้

เลออน เล่ามุมซึ้งๆ ว่าก่อนย้ายมาอยู่กรุงเทพ เขาต้องขึ้นรถทัวร์กลับขอนแก่นบ่อยๆ หลังเลิกงานตอนเช้า ช่วงที่ต้องรอรถนานๆ เขาใช้สยามเป็นที่ฆ่าเวลา เดินเล่นมองผู้คนไปเรื่อยๆ เลยกลายเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ในชีวิตที่ผูกกับสยามแบบอบอุ่นและน่าจดจำ

เล็บเจล ความรัก และหัวใจที่ยังไม่กล้าชัดเจน

เบื้องหลังความวิ้งของเล็บเจลใน GELBOYS คือคำถามสำคัญของวัยรุ่นยุคนี้ว่า “เราควรขอสถานะชัดๆ เมื่อไหร่” และ “ความกั๊กกันไปมา มันคือความสบายใจ หรือความไม่รับผิดชอบต่อหัวใจใครบางคน”

ผ่านโฟร์มดที่อยากได้สถานะ ผ่านเชียรที่ชอบใช้เสน่ห์แบบแพรวพราว ผ่านบัวที่ดูมั่นใจแต่ข้างในเปราะบาง และบ้าบิ่นที่ยอมอยู่ข้างๆ ในฐานะผู้ตาม ทำให้เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ความน่ารัก แต่ยังชวนถามถึงรูปแบบความสัมพันธ์ยุคใหม่

และแน่นอนว่า การทำเล็บเจล ในเรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่พร็อพสวยๆ แต่มันคือสัญลักษณ์ของตัวตน ความกล้า การทดลอง และการบอกโลกว่า “นี่คือเรา” ในแบบที่แต่ละคนเลือกเอง

ปิดเล็บแต่ไม่ปิดใจ

เมื่อเอาเรื่องเล็บเจลมาผูกกับความสัมพันธ์แบบกั๊กๆ GELBOYS เลยกลายเป็นซีรีส์ที่เล่าเรื่องความรักของ Gen Z ได้ทั้ง สดใส ปนหน่วง แบบตรงยุคตรงใจ

ถ้าคุณเป็นสายทำเล็บ ชอบแต่งตัว หรือเคยมีสถานะแบบ “ยังไม่เรียกแฟน แต่ก็เกินคำว่าเพื่อน” เรื่องนี้น่าจะทำให้คุณแอบยิ้ม และอาจเจ็บจี๊ดอยู่ข้างในเบาๆ ไปพร้อมกันได้ไม่ยากเลย