เอลนีโญเริ่มแล้ว! อ็อกซ์ฟอร์ดเปิดรายชื่อ 20 เมืองทั่วโลกเสี่ยงวิกฤตหนักสุด
เอลนีโญ กลับมาเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตามองอีกครั้ง หลังนักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ และอาจพัฒนาไปสู่ระดับ "ซูเปอร์เอลนีโญ" ที่มีความรุนแรงมากกว่าปกติ
ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ทีมนักวิจัยจาก University of Oxford ได้เผยผลการศึกษาที่จัดอันดับเมืองใหญ่กว่า 220 แห่งทั่วโลก เพื่อประเมินความเปราะบางต่อผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้ว โดยพบว่าหลายเมืองในเอเชียและแอฟริกามีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญวิกฤตด้านสภาพอากาศในช่วงปีข้างหน้า
เอลนีโญคืออะไร และทำไมทั่วโลกจึงจับตา?
เอลนีโญ (El Niño) คือปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนฝั่งตะวันออกและตอนกลางอุ่นกว่าค่าเฉลี่ยตามปกติ
แม้จะเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นรอบ ๆ แต่ผลกระทบที่ตามมาสามารถส่งผลต่อสภาพอากาศทั่วโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ
ตัวอย่างผลกระทบที่มักเกิดขึ้น ได้แก่
คลื่นความร้อนรุนแรงขึ้น
ภัยแล้งยาวนาน
ไฟป่าขนาดใหญ่
ฝนตกหนักผิดปกติ
น้ำท่วมฉับพลัน
ผลผลิตทางการเกษตรลดลง
เมื่อเอลนีโญเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะโลกร้อน ผลกระทบจึงอาจรุนแรงกว่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
นักวิจัยเตือนความเสี่ยง "ซูเปอร์เอลนีโญ"
ข้อมูลจากองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NOAA ระบุว่า มีโอกาสสูงที่อุณหภูมิเฉลี่ยผิวน้ำทะเลจะสูงกว่าปกติเกิน 2 องศาเซลเซียส
หากเกิดขึ้นจริง ปรากฏการณ์ครั้งนี้อาจถูกจัดอยู่ในระดับ
"ซูเปอร์เอลนีโญ"
ซึ่งเป็นระดับความรุนแรงที่สามารถส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของผู้คนในวงกว้าง
โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาและเมืองที่มีระบบโครงสร้างพื้นฐานไม่พร้อมรองรับภัยพิบัติ

ทำไมบางเมืองถึงได้รับผลกระทบหนักกว่าที่อื่น?
ทีมนักวิจัยจากอ็อกซ์ฟอร์ดไม่ได้ประเมินเพียงสภาพอากาศเท่านั้น
แต่ยังนำปัจจัยอื่นมาวิเคราะห์ร่วมกัน เช่น
ความหนาแน่นของประชากร
ระดับรายได้
ความพร้อมของระบบสาธารณูปโภค
ศักยภาพในการรับมือภัยพิบัติ
การเข้าถึงทรัพยากรน้ำ
ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า เมืองที่มีประชากรจำนวนมากและมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน มักมีความเปราะบางต่อคลื่นความร้อนและภัยแล้งมากกว่า
20 เมืองทั่วโลกที่เสี่ยงได้รับผลกระทบหนักที่สุด
จากการประเมินร่วมกันด้านภูมิอากาศ ประชากรศาสตร์ และเศรษฐกิจสังคม พบว่า 20 เมืองต่อไปนี้มีความเสี่ยงสูงที่สุด
Al Basrah – อิรัก
Ahmadabad – อินเดีย
Bamako – มาลี
Nagpur – อินเดีย
Quezon City – ฟิลิปปินส์
Baghdad – อิรัก
Madurai – อินเดีย
Faisalabad – ปากีสถาน
Lagos – ไนจีเรีย
Hyderabad – ปากีสถาน
Barranquilla – โคลอมเบีย
Ibadan – ไนจีเรีย
Port Harcourt – ไนจีเรีย
Conakry – กินี
Bhopal – อินเดีย
Ho Chi Minh City – เวียดนาม
Kaduna – ไนจีเรีย
Bandung – อินโดนีเซีย
Port-au-Prince – เฮติ
Kanpur – อินเดีย
จากรายชื่อจะเห็นได้ว่า เมืองส่วนใหญ่อยู่ในเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกา
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องจับตาอะไร?
แม้ประเทศไทยจะไม่อยู่ในรายชื่อ 20 เมืองที่มีความเสี่ยงสูงสุด แต่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังถือเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเอลนีโญโดยตรง
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่
อุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ย
ปริมาณฝนลดลงในบางช่วง
ภัยแล้งในพื้นที่เกษตรกรรม
ปัญหาการจัดการน้ำ
ความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหาร
โดยเฉพาะเมืองขนาดใหญ่ที่มีประชากรหนาแน่น อาจเผชิญปัญหาคลื่นความร้อนในเมือง (Urban Heat Island) รุนแรงขึ้น
เมืองใหญ่กำลังกลายเป็นจุดเสี่ยงของโลก
นักวิจัยชี้ว่า ปัจจุบันประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลกอาศัยอยู่ในเขตเมือง
และคาดว่าภายในปี 2050 สัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มเป็นเกือบสองในสามของประชากรโลก
นั่นหมายความว่า เมืองต่าง ๆ จะกลายเป็นพื้นที่ที่ต้องเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้นเรื่อย ๆ
ทั้งในด้าน
สุขภาพประชาชน
ระบบไฟฟ้า
ระบบน้ำประปา
การคมนาคม
เศรษฐกิจในเมือง
หากไม่มีการเตรียมความพร้อมที่ดี ความเสียหายอาจขยายตัวอย่างรวดเร็ว
เราควรเตรียมตัวอย่างไร?
แม้ไม่สามารถหยุดเอลนีโญได้ แต่การเตรียมความพร้อมสามารถช่วยลดผลกระทบได้
แนวทางที่ประชาชนควรให้ความสำคัญ ได้แก่
ติดตามพยากรณ์อากาศอย่างสม่ำเสมอ
วางแผนการใช้น้ำอย่างประหยัด
หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งช่วงอากาศร้อนจัด
ดูแลผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง
เตรียมรับมือเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่อาจเกิดขึ้น
สรุป
เอลนีโญ ในรอบนี้กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด หลังมีสัญญาณว่าความรุนแรงอาจพัฒนาไปสู่ระดับซูเปอร์เอลนีโญ ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อผู้คนหลายร้อยล้านคนทั่วโลก
ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดชี้ให้เห็นว่า เมืองในเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกาหลายแห่งมีความเสี่ยงสูงต่อคลื่นความร้อน ภัยแล้ง และความเสียหายเชิงโครงสร้าง
ขณะที่ทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความสูญเสียในอนาคตได้


ความคิดเห็น