เปิดโลกเทศกาลยุโรปที่ไม่ได้มีดีแแค่วิวสวย
ยุโรปไม่ใช่แค่ทวีปแห่งสถาปัตยกรรมสุดอลังหรือธรรมชาติแสนโรแมนติกเท่านั้น แต่ยังเป็นดินแดนของ เทศกาลระดับโลก ที่ถ่ายทอดตัวตน วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของผู้คนได้ชัดเจนที่สุด
ตั้งแต่เทศกาลดนตรีกลางทุ่งหญ้า งานหน้ากากย้อนยุค ไปจนถึงศึกมะเขือเทศสุดเดือด ทุกงานคือเหตุผลดีๆ ให้คุณเก็บกระเป๋าแล้วบินไปสัมผัสด้วยตัวเองอย่างน้อยสักครั้งในชีวิต
ในบทความนี้จะพาไล่เรียง 9 เทศกาลยุโรปสุดยิ่งใหญ่ ที่ทั้งสายเที่ยว สายดนตรี และสายถ่ายรูปไม่ควรพลาด
1. เทศกาลคาร์นิวัลเวนิส (Venice Carnival) – อิตาลี
คาร์นิวัลหน้ากากที่โด่งดังที่สุดงานหนึ่งของโลก เมืองเวนิสจะถูกเนรมิตให้ย้อนกลับไปสู่ยุคอดีต เต็มไปด้วยผู้คนในชุดหรูหราสไตล์โบราณ และหน้ากากดีไซน์เนี้ยบจนอยากหยิบกล้องขึ้นมารัวชัตเตอร์ไม่หยุด
คุณจะได้เดินชมขบวนพาเหรด ล่องกอนโดลาในคลองเวนิสท่ามกลางผู้คนในชุดย้อนยุค และงานเต้นรำสุดหรูในพระราชวังเก่า บรรยากาศทั้งลึกลับ โรแมนติก และน่าค้นหาในเวลาเดียวกัน
ช่วงเวลา: กุมภาพันธ์ของทุกปี
ไฮไลต์: หน้ากากสุดอลัง ขบวนเรือ และบรรยากาศเมืองเก่าที่เหมือนหลุดเข้าไปในหนัง
2. อ็อกโทเบอร์เฟสต์ (Oktoberfest) – เยอรมนี
ถ้าพูดถึงเทศกาลเบียร์ ชื่อแรกที่โผล่มาในหัวใครหลายคนต้องเป็น Oktoberfest ที่มิวนิก อย่างไม่ต้องสงสัย ที่นี่คือจุดนัดพบของคนรักเบียร์จากทั่วโลก
บรรยากาศเต็มไปด้วยเต็นท์เบียร์ขนาดยักษ์ ดนตรีพื้นบ้านสุดครึกครื้น ไส้กรอก แพนเค้กมันฝรั่ง และอาหารเยอรมันจานเด็ดที่ต้องลองสักครั้ง พร้อมผู้คนในชุดพื้นเมืองที่มาร่วมดื่มฉลองแบบไม่มีกั๊ก
ช่วงเวลา: กันยายน – ตุลาคม
ไฮไลต์: เบียร์เยอรมันแท้จากโรงหมักดัง ดนตรีสด และอาหารพื้นบ้านรสจัดเต็ม
3. เอดินบะระเฟสติวัล ฟรินจ์ (Edinburgh Festival Fringe) – สกอตแลนด์
เมืองเอดินบะระในช่วงเทศกาลนี้จะกลายเป็นเวทีใหญ่ทั้งเมือง เพราะนี่คือ เทศกาลศิลปะการแสดงที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไม่ว่าจะเป็นละคร ดนตรี เต้นรำ สแตนด์อัพคอเมดี้ ไปจนถึงโชว์ทดลองสุดอินดี้
ทุกตรอกซอกซอยเต็มไปด้วยการแสดงสด ศิลปินจากทั่วโลกเดินเข้าออกเวทีเป็นว่าเล่น ใครรักงานศิลปะและเพอร์ฟอร์แมนซ์ต้องหลงใหลบรรยากาศแบบนี้แน่นอน
ช่วงเวลา: สิงหาคม
ไฮไลต์: การแสดงสดนับหลายหมื่นโชว์ กระจายทั่วทั้งเมืองให้เลือกดูจนตาลาย
4. ลา โตมาทินา (La Tomatina) – สเปน
มะเขือเทศไม่ได้มีไว้ทำซอสนะ ที่เมืองบุนญอล ประเทศสเปน มันถูกยกระดับเป็นอาวุธในศึกปะแป้งแดงกลางถนนที่ทั้งเละ ทั้งฮา และทั้งมันแบบสุดทาง
ผู้เข้าร่วมหลายพันคนจะลงถนนพร้อมมะเขือเทศในมือ ก่อนเปิดศึกขว้างใส่กันอย่างเป็นทางการ เมืองทั้งเมืองจะแดงไปด้วยมะเขือเทศแบบไม่เกรงใจเสื้อผ้า เหมาะกับคนที่ชอบความมันและไม่กลัวเลอะ
ช่วงเวลา: สิงหาคม
ไฮไลต์: ศึกมะเขือเทศสุดเดือด เมืองแดงทั้งเมือง และรอยยิ้มจากคนแปลกหน้าที่กลายเป็นเพื่อนร่วมศึก
5. ซานแฟร์มิน (San Fermín – Running of the Bulls) – ปัมโปลนา สเปน
สำหรับสายอะดรีนาลีน Running of the Bulls คืออีกระดับของความตื่นเต้น เมืองปัมโปลนาจะจัดเทศกาลที่ผู้กล้าต้องวิ่งหนีวัวกระทิงไปตามถนนสายแคบในเมือง
ถึงแม้หลายคนจะเลือกยืนดูอยู่ด้านข้างมากกว่าลงไปวิ่งเอง แต่บรรยากาศความลุ้นและการเฉลิมฉลองทั้งเมืองคือสิ่งที่ต้องไปสัมผัสด้วยตา
ช่วงเวลา: กรกฎาคม
ไฮไลต์: การวิ่งวัวกระทิงสุดระทึก และขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยสีสันของเมืองเก่า
6. กลาสตันเบอรี (Glastonbury Festival) – อังกฤษ
สายดนตรีต้องมีชื่อนี้อยู่ใน Bucket List เพราะ Glastonbury คือหนึ่งใน เทศกาลดนตรีกลางแจ้งที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุโรป รวมศิลปินตัวท็อปจากหลากหลายแนวเพลง พร้อมผู้ชมหลักแสนที่มาปักเต็นท์ใช้ชีวิตกลางทุ่งด้วยกัน
นอกจากเวทีหลักที่มีศิลปินดังขึ้นโชว์แล้ว ยังมีโซนศิลปะอินดี้ เวทีเล็ก บูธงานศิลป์ และแฟชั่นสไตล์โบฮีเมียนที่ดูแล้วอยากแต่งตามทันที
ช่วงเวลา: มิถุนายน
ไฮไลต์: ดนตรีสดระดับโลก ศิลปะทางเลือก และแฟชั่นเฟสติวัลสไตล์โบโฮสุดชิค
7. เทศกาลไฟลียง (Fête des Lumières) – ฝรั่งเศส
เมืองลียงในช่วงเทศกาลไฟจะกลายเป็นผลงานศิลปะขนาดยักษ์ ทุกมุมถนนจะแต่งแต้มไปด้วยแสงสี งานอินสตอลเลชัน และการฉายแสงสามมิติลงบนอาคารเก่า
สำหรับสายถ่ายรูปหรือคนที่หลงรักบรรยากาศโรแมนติก นี่คือสวรรค์ดีๆ นี่เอง เพราะทั้งเมืองจะเปลี่ยนเป็นแกลเลอรีกลางแจ้งที่สวยจนน้ำตาซึม
ช่วงเวลา: ธันวาคม
ไฮไลต์: แสงไฟ 3D โปรเจกชันสุดอลัง และงานศิลปะแสงที่ทำให้ตึกเก่าดูมีชีวิตขึ้นมา
8. คาร์นิวัลนีซ (Nice Carnival) – ฝรั่งเศส
อีกหนึ่งคาร์นิวัลฤดูหนาวในตำนาน จัดที่เมืองนีซริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน บรรยากาศทั้งคึกคักและโรแมนติกไปพร้อมกัน
จะมีขบวนรถแต่งดอกไม้ยักษ์ ตัวการ์ตูนสีสันจัดเต็ม การแสดงกลางแจ้ง และพลุไฟที่จุดเหนือเมืองริมทะเล ใครอยากสัมผัสคาร์นิวัลแบบชิลริมชายฝั่ง นี่คือตัวเลือกที่ลงตัวมาก
ช่วงเวลา: กุมภาพันธ์
ไฮไลต์: รถพาเหรดดอกไม้ การแสดงบนถนน และวิวทะเลสวยแบบพาโนรามา
9. คริสต์มาสมาร์เก็ตยุโรป (European Christmas Markets)
ปลายปีคือช่วงเวลาที่หลายเมืองในยุโรปสวยที่สุด เพราะ ตลาดคริสต์มาส จะผุดขึ้นตามจัตุรัสกลางเมือง ทั้งในเยอรมนี ออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และอีกหลายประเทศ
ภายในตลาดเต็มไปด้วยร้านขายของขวัญ งานคราฟต์ ของตกแต่งเทศกาล ขนมปังขิง เครื่องดื่มอุ่นอย่างไวน์ร้อน และเสียงเพลงคริสต์มาสคลอเบาๆ สร้างบรรยากาศอบอุ่นแบบที่ทำให้หลงรักยุโรปหน้าหนาวได้ไม่ยาก
ช่วงเวลา: พฤศจิกายน – ธันวาคม
ไฮไลต์: แผงตลาดคริสต์มาส ไฟประดับอบอุ่น และไวน์อุ่นหอมเครื่องเทศ (Mulled Wine)
เคล็ดลับไปเที่ยวเทศกาลยุโรปให้ฟินสุดทาง
ถ้าอยากให้ทริปเทศกาลในยุโรปเป็นมากกว่าทริปถ่ายรูปแล้วกลับบ้าน ลองเตรียมตัวตามนี้ไว้ก่อน
จองตั๋วงานและที่พักล่วงหน้า ยิ่งงานดัง คิวก็ยิ่งยาว
เตรียมเสื้อผ้าให้เข้ากับฤดูกาล เช่น เสื้อกันฝนสำหรับงานกลางแจ้ง หรือเสื้อกันหนาวสำหรับเทศกาลปลายปี
เลือกพักใกล้สถานที่จัดงาน เพื่อลดเวลาเดินทางและเผื่อกลับมาเปลี่ยนเสื้อผ้า/พักผ่อนระหว่างวัน
อ่านกติกาเทศกาลให้ดี บางงานอย่าง La Tomatina ต้องซื้อตั๋วและมีข้อจำกัดเรื่องอุปกรณ์ที่ห้ามนำเข้า
ยิ่งเตรียมตัวดี เทศกาลก็ยิ่งสนุกได้เต็มที่
สรุป: เทศกาลคือหัวใจของการรู้จักยุโรปตัวจริง
เทศกาลยุโรปไม่ใช่แค่งานรื่นเริงชั่วครั้งชั่วคราว แต่คือหน้าต่างที่ทำให้เราเห็นวัฒนธรรม ดนตรี ศิลปะ และไลฟ์สไตล์ของผู้คนอย่างใกล้ชิด
ไม่ว่าคุณจะอินกับเสียงดนตรีกลางทุ่งหญ้า แสงไฟกลางค่ำคืน หรือกลิ่นไวน์อุ่นในอากาศหนาว การได้ไปสัมผัสเทศกาลเหล่านี้สักครั้ง จะทำให้การท่องยุโรปของคุณ ลึกกว่าแค่การเช็กอินแลนด์มาร์ก และกลายเป็นความทรงจำที่อยากย้อนกลับไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า

