ถ้าย้อนไปสักไม่กี่ปี “หูฟังดี ๆ” ในหัวคนส่วนใหญ่ยังต้องเท่ากับ ตัดเสียงแน่น เบสหนัก ใส่แล้วโลกภายนอกหายไป
แต่พอไลฟ์สไตล์เปลี่ยน โลกเริ่มหมุนเร็วขึ้น การเดิน ฟิตเนส วิ่ง ทำงานนอกบ้าน หรือแม้แต่เดินเล่นในเมือง กลับต้องการอะไรที่ ได้ยินเพลงไปด้วย แต่ยังรับรู้โลกรอบตัวได้
และตรงนี้เองที่ “open-ear earbuds” เริ่มกลายเป็นของที่คนพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ
ล่าสุด JBL ขยับเกมครั้งใหญ่ ด้วยการเปิดตัวหูฟัง open-ear พร้อมกันถึง 3 รุ่นใหม่ ที่บอกได้คำเดียวว่า “คิดมาคนละทาง แต่ตอบโจทย์ชีวิตจริงเหมือนกัน”
open-ear คืออะไร ทำไมอยู่ ๆ ถึงมาแรง
ขอสรุปแบบไม่วิชาการ
open-ear คือหูฟังที่
ไม่ยัดเข้าไปในรูหู
ไม่อุดช่องหู
เสียงจะวางแนบหรือโอบรอบหู
ข้อดีคือ
ยังได้ยินเสียงรอบข้าง
ปลอดภัยเวลาวิ่ง ขี่จักรยาน หรือเดินในเมือง
ใส่นาน ๆ ไม่อึดอัด
ข้อเสียก็มี
เสียงไม่แน่นเท่าหูฟังแบบปิด
ต้องออกแบบดีจริงถึงจะได้เบสที่ฟังสนุก
และ JBL กำลังพยายามพิสูจน์ว่า open-ear ก็ให้เสียงดีได้ ถ้าออกแบบมาถูกทาง

JBL Sense Pro
เริ่มจากตัวที่น่าตื่นเต้นที่สุดก่อน
JBL Sense Pro คือรุ่นพรีเมียมในตระกูลนี้ และเป็นรุ่นที่ JBL ดูตั้งใจโชว์ของมากที่สุด
สิ่งที่ทำให้รุ่นนี้น่าสนใจคือ
ใช้ไดรเวอร์ขนาดใหญ่ถึง 16.2mm
วางตำแหน่งเสียงแนบกับหู เพื่อให้ได้รายละเอียดและเบสที่ดีกว่าหูฟัง open-ear ทั่วไป
รองรับ High-Res Audio ซึ่งไม่ค่อยเห็นบ่อยในหูฟังทรงนี้
พูดง่าย ๆ คือ JBL พยายามทำให้คนที่เคยคิดว่า
open-ear = เสียงบาง
ต้องคิดใหม่
โทรชัดจริง ไม่ใช่แค่ฟังเพลงได้
อีกจุดที่ Sense Pro ทำได้น่าสนใจคือเรื่องการโทร
JBL ใส่เทคโนโลยี Voice Pickup Sensor เข้ามา ใช้ไมโครโฟนถึง 4 ตัว พร้อมระบบ AI ช่วยจับเสียงพูด
ผลลัพธ์คือ
เสียงพูดชัด
เสียงลม เสียงรบกวนลดลง
เหมาะกับคนที่ต้องคุยงาน โทรบ่อย หรือประชุมระหว่างเดินทาง
แบตเตอรี่ก็ไม่ขี้เหร่
ใช้งานรวมกับเคสได้ประมาณ 38 ชั่วโมง
ตัวหูฟังใช้ได้ราว 8 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
JBL Sense Lite
ถ้า Sense Pro คือสายจริงจัง
Sense Lite คือสายใช้ชีวิต
รุ่นนี้ JBL เลือกโฟกัสที่
ความสบาย
น้ำหนักเบา
ใส่ได้นานโดยไม่รู้สึกกดหู
คุณภาพการโทรยังดีอยู่ในระดับใกล้เคียงรุ่น Pro
แต่เรื่องพลังเสียงและเบสจะไม่จัดจ้านเท่า
จุดเด่นที่หลายคนน่าจะชอบคือ
มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP54
เหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้ง ออกกำลังกาย หรือใช้งานลุย ๆ
แบตเตอรี่รวมอยู่ที่ประมาณ 32 ชั่วโมง
ลดลงจากรุ่น Pro เล็กน้อย เพราะความจุเคสน้อยกว่า

JBL Soundgear Clips
ถ้าสองรุ่นแรกยังดูเป็น open-ear แบบคุ้นตา
Soundgear Clips คือรุ่นที่เห็นครั้งแรกแล้วต้องหยุดดู
ดีไซน์ของรุ่นนี้
ไม่โอบจากด้านบน
แต่ “หนีบ” จากด้านหลังของใบหู
ใช้หลักการ air conduction ส่งเสียงเข้าหู
JBL เคลมว่าโครงสร้างแบบนี้ช่วย
ให้เสียงชัดขึ้น
เบสดีขึ้น
ลดการรั่วของเสียง
แบตเตอรี่
ใช้งานรวมกับเคสได้ประมาณ 32 ชั่วโมง
ตัวหูฟังประมาณ 8 ชั่วโมง
มาพร้อม
มาตรฐาน IP54
ระบบสัมผัสควบคุมเพลงและสายโทรเข้า
รุ่นนี้เหมาะกับคนที่
เบื่อดีไซน์หูฟังเดิม ๆ
อยากได้อะไรที่ใส่แล้วไม่เหมือนคนอื่น
ราคาและวันวางขาย
หูฟัง open-ear ทั้ง 3 รุ่นของ JBL จะวางขายช่วง มีนาคม 2026
JBL Sense Pro ราคาเริ่มต้นประมาณ 199.95 ดอลลาร์
JBL Sense Lite ราคาเริ่มต้นประมาณ 149.95 ดอลลาร์
JBL Soundgear Clips ราคาเริ่มต้นประมาณ 149.95 ดอลลาร์
มีให้เลือกสองสีหลัก คือ ขาว และดำ
มุมมองแบบสายไลฟ์สไตล์
สิ่งที่เห็นชัดจากการเปิดตัวรอบนี้คือ
JBL ไม่ได้มอง open-ear เป็นของทดลองอีกแล้ว
แต่กำลังผลักมันให้เป็น ตัวเลือกหลัก สำหรับคนใช้หูฟังในชีวิตประจำวัน
ไม่ว่าจะ
คนออกกำลังกาย
คนทำงานนอกสถานที่
คนที่อยากฟังเพลง แต่ยังอยากคุยกับคนรอบข้าง
open-ear กำลังกลายเป็นคำตอบที่ลงตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ
สรุป: ถ้าอยากได้หูฟังที่เข้ากับชีวิตจริง นี่คือกลุ่มที่ควรจับตา
การมาของ
JBL Sense Pro
JBL Sense Lite
JBL Soundgear Clips
ทำให้ตลาดหูฟัง open-ear คึกคักแบบจริงจัง
ใครที่เคยรู้สึกว่าหูฟังอุดหูมันอึดอัด
หรืออยากได้อะไรที่ปลอดภัยกว่าเวลาขยับตัว
นี่คือช่วงเวลาที่เหมาะจะลองเปิดใจให้กับ open-ear แบบจริงจัง
และถ้ามองในแง่การใช้งานยาว ๆ
หูฟังที่ “ไม่ตัดโลกออกไป”
อาจเป็นหูฟังที่เหมาะกับโลกยุคนี้ที่สุดแล้วก็ได้
ที่มา 9to5google

