เริ่มต้นทำความรู้จักการกินสาหร่ายเกลียวทองแบบถูกวิธี
หลายคนสงสัยเหมือนกันว่า สาหร่ายเกลียวทองควรกินยังไงถึงจะดีต่อสุขภาพจริง ๆ
ต้องกินวันละกี่เม็ด? ถ้ามีโรคประจำตัวกินได้ไหม? กินต่อเนื่องนาน ๆ จะมีผลข้างเคียงหรือเปล่า? คนควบคุมน้ำหนักควรระวังอะไรไหม? แล้วกินแบบไหนถึงจะได้ประโยชน์สูงสุดกับร่างกาย?
มาดูคำตอบแบบเคลียร์ทุกประเด็นกันทีละข้อ
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า การกินสาหร่ายเกลียวทองให้เหมาะสมกับแต่ละคน สำคัญไม่แพ้การกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เลยทีเดียว ไม่ใช่แค่กินให้ครบ แต่ต้องกินให้ “พอดี” กับความต้องการของร่างกายด้วย
ถ้าได้น้อยเกินไปก็อาจไม่เห็นผล
ถ้าได้มากเกินไปก็อาจเกินความจำเป็น
โดยเฉพาะคนที่ดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ กำลังรักษาโรค หรือมีโรคประจำตัว ปริมาณในการรับประทานจะไม่เท่ากับคนที่สุขภาพปกติทั่วไป
สาหร่ายเกลียวทองคืออาหาร ไม่ใช่ยา
จริง ๆ แล้วสาหร่ายเกลียวทองจัดเป็น อาหารจากพืชธรรมชาติ ไม่ใช่ยา เพราะฉะนั้นให้มองเหมือนเราเติมอาหารดี ๆ ให้ร่างกาย แต่เป็นอาหารที่อัดแน่นด้วยสารอาหารคุณภาพสูง
เมื่อร่างกายได้รับในปริมาณที่เหมาะสม
เซลล์ต่าง ๆ จะได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง
ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น
สุขภาพโดยรวมจะสมดุลมากขึ้น
นอกจากคนทั่วไปที่อยากเสริมภูมิคุ้มกันแล้ว ยังมีหลายกลุ่มที่เหมาะกับสาหร่ายเกลียวทองเป็นพิเศษ มาดูทีละกลุ่มว่าควรกินยังไงให้เหมาะกับตัวเอง

มือใหม่หัดกินสาหร่ายเกลียวทอง
ถ้าเพิ่งเริ่มกินครั้งแรก แนะนำให้ค่อย ๆ ปรับตัวตามนี้
เริ่มต้น: วันละ 2 เม็ด (หรือแคปซูล)
กินต่อเนื่องประมาณ 1 สัปดาห์
จากนั้นค่อยเพิ่มเป็น 4–8 เม็ดต่อวันตามความเหมาะสม
ระหว่างนี้ให้ลองสังเกตตัวเองด้วยว่า
ร่างกายตอบสนองยังไง
รู้สึกกระฉับกระเฉงขึ้นไหม
ระบบขับถ่ายดีขึ้นหรือเปล่า
ถ้ารู้สึกว่า ยังไม่พอดี ก็สามารถเพิ่มหรือลดจำนวนเม็ดที่กินต่อวันได้อย่างยืดหยุ่น
คนอยากบูสต์สารอาหาร เสริมร่างกายให้ฟูล
สาหร่ายเกลียวทองขึ้นชื่อเรื่องสารอาหารแน่น ๆ โดยเฉพาะ
โปรตีนสูงราว ๆ 70% สูงกว่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ไข่ และถั่ว
กรดอะมิโนคุณภาพดี
วิตามินและเกลือแร่หลากหลาย
เหมาะมากกับ
คนที่อยากเพิ่มสารอาหารให้ร่างกาย
คนกินเจและมังสวิรัติที่ต้องการแหล่งโปรตีนจากพืช
วิธีรับประทาน
4–8 เม็ด (หรือแคปซูล) หลังตื่นนอน พร้อมน้ำเปล่า 1 แก้ว
คนอยากชะลอวัย ผิวดี ดูเด็กกว่าวันจริง
หลายคนเลือกกินสาหร่ายเกลียวทองเพื่อ ช่วยชะลอวัยจากภายใน เพราะมีสารสำคัญชื่อว่า ไฟโคซายานิน (Phycocyanin)
สารตัวนี้คือโปรตีนสีน้ำเงินที่ละลายน้ำได้ และจัดเป็น สารต้านอนุมูลอิสระคุณภาพสูง ทำหน้าที่ช่วยลดความเสื่อมของเซลล์ทั่วร่างกาย
คนที่กินเป็นประจำมักจะสังเกตได้ว่า
รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า
ผิวดูใส สุขภาพดี
ดูอ่อนกว่าวัย
ช่วยลดโอกาสเกิดแผลในหลอดเลือด
ลดความเสี่ยงหลอดเลือดอุดตัน
วิธีรับประทาน
4–10 เม็ด (หรือแคปซูล) หลังตื่นนอนตอนเช้า หรือจะกินก่อนนอนก็ได้ พร้อมน้ำเปล่า 1 แก้ว
คนคุมน้ำหนัก และดูแลระดับน้ำตาลในเลือด
กลุ่มนี้ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะสาหร่ายเกลียวทองช่วยเรื่อง
เสริมการทำงานของตับให้แข็งแรงขึ้น
ลดภาระการทำงานหนักของตับ
ช่วยให้ย่อยและเปลี่ยนอาหารเป็นสารอาหารได้เร็วขึ้น
ลดการสะสมน้ำตาลในกระแสเลือด
แต่ถึงจะกินสาหร่ายเกลียวทองแล้ว สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันคือ
ลดอาหารทอด หวาน มัน เค็ม
จัดเวลานอนให้เป็นปกติ พักผ่อนให้เพียงพอ
ถ้ากำลังควบคุมน้ำหนัก
วิธีรับประทาน
กิน 4–10 เม็ด (หรือแคปซูล) ประมาณ 30 นาทีก่อนอาหารเย็น พร้อมน้ำเปล่า 1 แก้ว
ใน 1 วัน แนะนำกิน 4–8 เม็ดต่อครั้ง วันละ 3 เวลา
ที่สำคัญมาก: ต้องลดปริมาณมื้อเย็นให้น้อยลงกว่าปกติ
ถ้าน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติ ก็สามารถกินพร้อมมื้ออาหารได้เลย
ถ้าต้องควบคุมน้ำตาลในเลือด
วิธีรับประทาน
กิน 4–10 เม็ด (หรือแคปซูล) ต่อครั้ง
แนะนำกินหลังตื่นนอน และอีกครั้งในช่วงบ่าย
เป้าหมายคือช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารพอเพียง และลดการสะสมน้ำตาลในเลือด
ปริมาณที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับ
อายุ
เพศ
ช่วงวัย
น้ำหนักตัวของแต่ละคน
ซึ่งสามารถค่อย ๆ เพิ่มได้จนถึงขนาดที่เรารู้สึกว่า ไม่หิวบ่อย และโดยทั่วไปสามารถกินได้มากสุดถึงวันละประมาณ 60 เม็ดอย่างปลอดภัย (ในคนที่เหมาะสมและไม่มีข้อห้ามนะ)
คนที่เป็นกรดไหลย้อน
ในสาหร่ายสไปรูลิน่ามีสารอาหารคุณภาพสูงหลายชนิด เมื่อกินเป็นประจำ ร่างกายจะได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างเพียงพอ
ผลที่ตามมาคือ
ร่างกายไม่จำเป็นต้องผลิตน้ำย่อยออกมามากเกินไป
ลำไส้ได้รับจุลินทรีย์ที่ดีมากขึ้น
ช่วยให้การย่อยและดูดซึมอาหารมีประสิทธิภาพ
โดยเฉพาะคนที่เป็นกรดไหลย้อนเรื้อรัง มักมีภาวะสารอาหารในเลือดไม่เพียงพอร่วมด้วย ทำให้ร่างกายยิ่งอ่อนล้าและกังวลง่าย
วิธีรับประทาน
4–10 เม็ด (หรือแคปซูล) หลังตื่นนอน และอีกครั้งในช่วงบ่าย จะช่วยเติมสารอาหารให้ร่างกายและลดความกังวลที่เกิดจากการขาดสารอาหารได้ดี
เสริมภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะในยุค Covid-19
การกินสาหร่ายเกลียวทองเป็นประจำช่วยให้ร่างกาย
เสริมภูมิคุ้มกันแบบองค์รวม
เพิ่มปริมาณและคุณภาพของเม็ดเลือดขาว
ช่วยให้ร่างกายรับมือกับเชื้อโรคและไวรัสแปลกปลอมได้ดีขึ้น
เพิ่มออกซิเจนในเลือด ทำให้เซลล์ที่สึกหรอซ่อมแซมตัวเองได้เร็วขึ้น
วิธีรับประทาน
4–8 เม็ด (หรือแคปซูล) ต่อครั้ง วันละ 3 เวลา โดยเริ่มมื้อแรกหลังตื่นนอน พร้อมน้ำเปล่า 1 แก้ว
ปริมาณการกิน ปรับได้ตามร่างกายเรา
สิ่งที่หลายคนมักลืมคือ สาหร่ายเกลียวทองเป็น อาหารจากธรรมชาติ ไม่ใช่ยา
ข้อดีคือสามารถปรับปริมาณให้ยืดหยุ่นได้ตาม
สภาพร่างกาย
ไลฟ์สไตล์
เป้าหมายเรื่องสุขภาพของแต่ละคน
สำคัญคือให้ฟังร่างกายตัวเองเป็นหลัก ถ้ากินแล้วรู้สึกสบายตัว มีแรง ไม่แน่นท้อง ก็ถือว่าไปได้ดี
เลือกกินแบบไหนดี? เม็ด แคปซูล หรือผง
นี่เป็นคำถามยอดฮิตของสายเฮลท์ตี้เลยว่า รูปแบบไหนเวิร์กสุด? คำตอบคือ: เลือกแบบที่เข้ากับชีวิตเราได้มากที่สุด เพราะ ทั้ง 3 รูปแบบมีสารอาหารและประโยชน์หลัก ๆ ใกล้เคียงกัน
1. ชนิดเม็ด
มีกลิ่นเฉพาะของสาหร่ายค่อนข้างชัด
หลายคนบอกว่ากลิ่นคล้ายหมูแผ่น หมูหยอง หรือปลาหมึกย่าง
ถูกย่อยที่กระเพาะอาหาร
เหมาะมากกับผู้ที่กินเจและมังสวิรัติ
2. ชนิดแคปซูล
กลืนง่าย เหมาะกับคนไม่ชอบกลิ่นสาหร่ายโดยตรง
ร่างกายเริ่มดูดซึมได้ทันทีเมื่อเปลือกแคปซูลละลาย
ไม่เหมาะกับคนกินเจและมังสวิรัติ เพราะเปลือกแคปซูลส่วนใหญ่ทำจากเจลาตินที่ได้จากสัตว์
3. ชนิดผง
เหมาะกับสายครีเอทเมนูสุขภาพที่ชอบเอาไปผสมในอาหารและเครื่องดื่มต่าง ๆ
ตัวอย่างการใช้
โรยในสลัดหรือซุป
โรยบนอาหารจานโปรดที่กินเป็นประจำ
ผสมในเมนูสมูทตี้ น้ำผัก น้ำผลไม้
ใส่ในเมนูเอนเนอจี้บอลหรือขนมเฮลท์ตี้โฮมเมด
วิธีใช้เบื้องต้น
ครั้งละประมาณ 1–2 ช้อนชา ต่อน้ำผลไม้ประมาณ 400 ซีซี
ถ้าชอบรสเข้มข้น สามารถเพิ่มปริมาณได้ตามใจชอบ

เรื่องผลข้างเคียง กังวลได้แค่พอประมาณ
สำหรับใครที่แอบกลัวว่าจะมีผลข้างเคียงจากการกินสาหร่ายเกลียวทอง ข้อมูลงานวิจัยระบุว่า เมื่อทดลองในผู้ที่รับประทานเป็นประจำ ไม่พบผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย
นั่นทำให้สาหร่ายเกลียวทองเป็นหนึ่งในซูเปอร์ฟู้ดที่ปลอดภัยในระดับหนึ่งสำหรับคนที่สุขภาพทั่วไปปกติ
แต่ถ้าคุณมี
โรคประจำตัว
กินยาเป็นประจำ
หรือยังรู้สึกไม่มั่นใจ
การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือพบแพทย์ก่อนเริ่มกินอย่างจริงจัง คือวิธีที่ช่วยให้สบายใจและปลอดภัยที่สุด
สรุปสั้น ๆ
สาหร่ายเกลียวทองคืออาหารธรรมชาติที่ช่วยเสริมสารอาหารให้ร่างกายได้รอบด้าน เลือกปริมาณและรูปแบบให้เหมาะกับตัวเอง กินอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการนอนดี กินดี และใช้ชีวิตแบบบาลานซ์ เท่านี้สุขภาพดีระยะยาวก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

