แม้ปี 2025 จะเป็นปีที่เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเผชิญกับความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัย แต่พฤติกรรมผู้บริโภคไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับสะท้อนภาพที่น่าสนใจผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยเฉพาะบริการเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรีที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
แกร็บ ประเทศไทย (Grab Thailand) เปิดเผยอินไซต์เทรนด์ผู้บริโภคแห่งปี 2025 จากข้อมูลการใช้งานจริงตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นทั้งทิศทางการเดินทาง การท่องเที่ยว การมูเตลู ไปจนถึงพฤติกรรมการกินของคนไทย ที่ยังคงคึกคักและขับเคลื่อนด้วยกระแส วัฒนธรรม และอีเวนต์สำคัญของประเทศอย่างชัดเจน 📊✨
บริการเรียกรถยังแรง จุดหมายยอดฮิตยังคงกระจุกตัว
ในฝั่งของบริการเรียกรถผ่านแอป จุดหมายปลายทางยอดนิยมในปี 2025 ยังคงเป็นพื้นที่ที่มีการเดินทางหนาแน่นและมีบทบาททางเศรษฐกิจสูง โดยสนามบินยังคงครองอันดับต้นๆ ตามมาด้วยสถานีขนส่ง และศูนย์การค้าขนาดใหญ่
ศูนย์การค้า เซ็นทรัลเวิลด์ ขึ้นแท่นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งของการเรียกรถผ่านแกร็บ สะท้อนบทบาทของพื้นที่ใจกลางเมืองที่เป็นทั้งแหล่งช้อปปิ้ง ท่องเที่ยว และจัดอีเวนต์ขนาดใหญ่ รองลงมาคือ เอ็มบีเค เซ็นเตอร์, ไอคอนสยาม และสยามพารากอน ซึ่งยังคงเป็นแม่เหล็กสำคัญของทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ 🏬

แลนด์มาร์กท่องเที่ยวระดับตำนาน ยังครองใจไม่เปลี่ยน
นอกจากศูนย์การค้า แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของกรุงเทพฯ ยังคงได้รับความนิยมสูงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น พระบรมมหาราชวัง, ถนนข้าวสาร และเยาวราช ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผสานวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว
จุดหมายเหล่านี้ไม่เพียงดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังเป็นพื้นที่ที่คนไทยเดินทางกลับไปซ้ำอย่างสม่ำเสมอ ทั้งเพื่อท่องเที่ยว ทำกิจกรรม หรือพบปะสังสรรค์ในช่วงเทศกาล 🎎✨
สายมูมาแรง เทวาลัยพระพิฆเนศ ห้วยขวาง พุ่งแรง 678%
หนึ่งในข้อมูลที่โดดเด่นที่สุดของปีนี้ คือการเติบโตของยอดเรียกรถไปยัง เทวาลัยพระพิฆเนศ บริเวณสี่แยกห้วยขวาง ซึ่งมียอดเรียกรถเติบโตสูงถึง 678% กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งปี
กระแสความนิยมของสายมูเตลู ทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เดินทางมาไหว้ขอพรด้านความสำเร็จ การงาน การเงิน และเสริมสิริมงคล ส่งผลให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นแลนด์มาร์กทางจิตใจที่มีบทบาททางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน
การเติบโตดังกล่าวสะท้อนว่า “การท่องเที่ยวเชิงความเชื่อ” ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ชั่วคราว แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมการเดินทางในยุคปัจจุบัน 🌸

นักท่องเที่ยวต่างชาติยังเลือกเรียกรถผ่านแอปเป็นหลัก
แม้ภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะชะลอตัว แต่บริการเรียกรถผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลยังคงเป็นตัวเลือกหลักของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดย 5 สัญชาติที่ใช้บริการมากที่สุด ได้แก่ จีน, สหรัฐอเมริกา, สิงคโปร์, อังกฤษ และมาเลเซีย
ในช่วงเทศกาล โกลเด้นวีค หรือวันชาติจีน ระหว่างวันที่ 1–7 ตุลาคม 2568 พบว่ายอดใช้บริการของนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นเกือบ 50% จากช่วงปกติ ขณะที่นักท่องเที่ยวจากประเทศ จอร์เจีย ถูกจัดให้เป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุด ด้วยยอดใช้บริการเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่า ในช่วงเวลาเดียวกัน 📈
เมืองหลักยังแน่น เมืองรองเริ่มเฉิดฉาย
ในมิติของเมืองท่องเที่ยว จังหวัดหลักอย่าง เชียงใหม่, ภูเก็ต และพัทยา ยังคงครองอันดับต้นๆ ของการใช้บริการเรียกรถผ่านแกร็บอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน จังหวัดเมืองรองก็ได้รับอานิสงส์จากนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ เช่น โครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง และมาตรการเที่ยวดีมีคืน โดย 5 จังหวัดเมืองรองที่มียอดเรียกรถสูงสุด ได้แก่ อุดรธานี, อุบลราชธานี, เชียงราย, พิษณุโลก และนครสวรรค์
โดยเฉพาะ จังหวัดนครนายก ถูกยกให้เป็น “จังหวัดดาวรุ่งแห่งปี” ด้วยยอดเรียกรถที่เติบโตมากกว่า 9 เท่า จากจุดเด่นด้านระยะทางที่เดินทางสะดวก ไปเช้าเย็นกลับได้ และมีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติชื่อดัง เช่น เขื่อนขุนด่านปราการชล น้ำตกนางรอง อุทยานวังตะไคร้ และทุ่งบัวแดง 🌿

เทศกาลและอีเวนต์ ตัวเร่งการเดินทาง
แกร็บระบุว่า ปัจจัยด้านเทศกาลและอีเวนต์ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อการกระตุ้นการเดินทาง โดย เทศกาลลอยกระทง โดยเฉพาะประเพณียี่เป็งในจังหวัดเชียงใหม่ มียอดเรียกรถเติบโตถึง 44% รองลงมาคือเทศกาลสงกรานต์
ขณะที่คอนเสิร์ตและอีเวนต์ขนาดใหญ่ยังช่วยดันดีมานด์อย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างชัดเจนคือ BLACKPINK WORLD TOUR ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24–26 ตุลาคม 2568 ส่งผลให้ยอดเรียกรถไปยังสนามราชมังคลากีฬาสถานเพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่า จากช่วงปกติ 🎤💖
ฟู้ดเดลิเวอรีคึกคัก อาหารไทยยังครองใจ
ฝั่งบริการฟู้ดเดลิเวอรี อาหารไทยและกระแสไวรัลยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดย ส้มตำ ครองตำแหน่งเมนูขายดีที่สุดของปี ด้วยยอดสั่งรวมกว่า 16 ล้านจาน โดยเฉพาะส้มตำปูปลาร้าที่ได้รับความนิยมสูงสุด
รองลงมาคือ ข้าวมันไก่ ที่มียอดขายกว่า 15 ล้านจาน และ ลาบหมู ที่มียอดขายกว่า 1 ล้านจาน สะท้อนว่ารสชาติแบบไทยแท้ยังคงเป็น comfort food ของผู้บริโภคอย่างแท้จริง 🌶️

เครื่องดื่มเปลี่ยนขั้ว ชาเย็นขึ้นแท่นแชมป์
ในกลุ่มเครื่องดื่ม ปี 2025 ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลง เมื่อ ชาเย็น ทั้งชาไทยและชานมไข่มุก ก้าวขึ้นมาเป็นแชมป์ใหม่ ด้วยยอดสั่งรวมกว่า 11 ล้านแก้ว แซงหน้าอเมริกาโนเย็น
กระแสไวรัลจากชาไทยของลิซ่าที่คอลแลบกับ Erawhon ภายใต้เมนู Thai up the World by Lisa มีส่วนสำคัญในการดันยอดขาย ขณะที่ ชาเขียว รั้งอันดับสองด้วยยอดขายกว่า 9 ล้านแก้ว จากกระแสมัทฉะฟีเวอร์ ส่วน อเมริกาโนเย็น ตกมาอยู่อันดับสาม ด้วยยอดสั่งกว่า 8 ล้านแก้ว ☕🍵
เมนูดาวรุ่งแห่งปี ไวรัลคือพลัง
เมนูดาวรุ่งแห่งปีตกเป็นของ ชิโอะปัง หรือขนมปังเกลือ ที่มียอดขายเติบโตมากกว่า 36 เท่า ขณะที่ ชาองุ่นเคียวโฮปั่นท็อปด้วยครีมชีส เติบโตมากกว่า 17 เท่า
ส่วน แฮนด์โรล ก็กลายเป็นเมนูฮิตในกลุ่มฟู้ดดี้ ด้วยประสบการณ์โอมากาเสะในราคาที่เข้าถึงง่าย ส่งผลให้ยอดสั่งเติบโตมากกว่า 300% 🍞🍣

คนละครึ่งพลัส ดันยอดร้านอาหารชัดเจน
โครงการภาครัฐอย่าง คนละครึ่งพลัส มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นยอดขายร้านอาหารทั้งหน้าร้านและเดลิเวอรี โดยผู้บริโภคนิยมใช้ในมื้อกลางวัน ด้วยมูลค่าเฉลี่ย 80–120 บาทต่อออเดอร์
กรุงเทพฯ ครองแชมป์การใช้งานสูงสุด ขณะที่ร้านอาหารที่ขายดีที่สุดผ่านแกร็บ คือ สยามกะเพราคาเฟ่ – บรรทัดทอง ซึ่งมียอดขายเติบโตเฉลี่ยสูงกว่าปกติถึง 14 เท่า 🍳🔥
อินไซต์จาก Grab ประเทศไทย ในปี 2025 สะท้อนภาพที่ชัดเจนว่า แม้เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวจะเผชิญความไม่แน่นอน แต่พฤติกรรมผู้บริโภคยังคงขับเคลื่อนด้วยไลฟ์สไตล์ ความเชื่อ วัฒนธรรม และกระแสไวรัลอย่างแข็งแรง
ตั้งแต่การเดินทางของสายมูที่ทำให้พระพิฆเนศ ห้วยขวาง กลายเป็นพิกัดดาวรุ่ง ไปจนถึงส้มตำที่ยังครองบัลลังก์เมนูยอดฮิต ฟู้ดเดลิเวอรีและบริการเรียกรถไม่ได้เป็นแค่ตัวช่วย แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
ข้อมูลเหล่านี้ไม่เพียงบอกว่า “คนเดินทางไปไหน กินอะไร” แต่ยังสะท้อนว่าแพลตฟอร์มดิจิทัลกำลังเชื่อมโยงเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์ของผู้คนเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น และจะยังคงมีบทบาทสำคัญต่อพฤติกรรมผู้บริโภคไทยในปีต่อๆ ไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ✨

