เข้าใจก่อนเปลี่ยนสิทธิ : เลือกโรงพยาบาลประกันสังคมได้ตั้งแต่วันแรก
พนักงานประจำทุกคน เมื่อนายจ้างขึ้นทะเบียนประกันสังคมให้ด้วยแบบ สปส.1-03 ภายใน 30 วันแรก มีสิทธิ เลือกสถานพยาบาลได้ 3 อันดับ ตั้งแต่ตอนกรอกเอกสารเลย
ถ้าเคยเป็นผู้ประกันตนมาก่อน และอยากใช้สถานพยาบาลเดิม ก็แจ้ง HR ให้ระบุในเอกสารได้เหมือนกัน
แต่อีกหลายคนไม่รู้ตัวเลยว่า HR เลือกโรงพยาบาลให้แทน ทั้งที่จริงๆ แล้วเราเลือกเองได้ และ ถึงเลือกไปแล้ว ก็ยังเปลี่ยนได้ภายหลัง ไม่ได้ติดอยู่กับโรงพยาบาลเดิมตลอดไป
สิทธิรักษาพยาบาล: ประกันสังคม vs บัตรทอง
ก่อนคุยเรื่องการเปลี่ยนโรงพยาบาล ต้องเข้าใจเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทยก่อน
คนไทยทุกคนมีสิทธิ บัตรทอง (บัตร 30 บาท) หรือสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รักษาฟรีตามเงื่อนไข (บางกรณีอาจมีจ่ายเพิ่ม เช่น ยานอกบัญชี)
แต่สิทธิบัตรทองใช้ได้เฉพาะคนที่ ไม่มีสวัสดิการรักษาพยาบาลอื่นของรัฐ เช่น ประกันสังคม หรือสวัสดิการข้าราชการและครอบครัว
ดังนั้น ถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่ในระบบประกันสังคมมาตรา 33 จะ ไม่สามารถใช้สิทธิบัตรทอง ได้ จนกว่าจะหลุดจากสิทธิ ม.33 ก่อน
เวลาเจ็บป่วยทั่วไป
ต้องไปรักษา ที่สถานพยาบาลตามสิทธิของเรา เพื่อไม่ต้องสำรองจ่าย และใช้สิทธิได้เต็มที่
ยกเว้นกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินที่ไม่สามารถไปโรงพยาบาลตามสิทธิได้ก่อน
กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน 2 แบบที่ควรรู้
เจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุฉุกเฉินทั่วไป
สามารถเข้ารับบริการได้ทุกที่ แต่ ต้องสำรองจ่ายก่อน แล้วค่อยไปเบิกคืนจากประกันสังคม
เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต (UCEP)
เข้ารักษาได้ทุกแห่ง ฟรี ไม่ต้องสำรองจ่าย ตามนโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่”
- อาการเข้าข่ายฉุกเฉินวิกฤต เช่น
หมดสติ ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ
หอบเหนื่อยมาก หายใจลำบาก มีเสียงดังผิดปกติ
เจ็บหน้าอกรุนแรงเฉียบพลัน
ซึม เหงื่อแตก ตัวเย็น หรือมีอาการชักร่วม
แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัดเฉียบพลัน หรือชักต่อเนื่อง
อาการอื่นที่กระทบการหายใจ การไหลเวียนโลหิต หรือระบบสมองจนเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต
สรุปง่าย ๆ: เจ็บป่วยทั่วไป ให้ไปโรงพยาบาลตามสิทธิประกันสังคมของเรา แต่ถ้าเป็นเคสฉุกเฉินหรือวิกฤต สามารถเข้ารักษาโรงพยาบาลใกล้ที่สุดได้เลยตามเงื่อนไขที่กำหนด
เปลี่ยนสถานพยาบาลได้ที่ไหน และใช้อะไรบ้าง
สิทธิสถานพยาบาลที่เลือกไว้วันแรก เปลี่ยนได้ภายหลัง เหมาะกับคนที่ย้ายที่ทำงาน ย้ายที่อยู่ หรือเพิ่งรู้ว่าตัวเองมีสิทธิเลือก
ผู้ประกันตนสามารถเปลี่ยนโรงพยาบาลได้ด้วยตัวเองผ่าน 2 ช่องทางหลัก
ช่องทางสำนักงานประกันสังคมพื้นที่
ใช้แบบฟอร์ม สปส. 9-02 (แบบเลือกสถานพยาบาลในการรับบริการทางการแพทย์) ยื่นเรื่องเพื่อเปลี่ยนสถานพยาบาลช่องทางออนไลน์
ใช้งานผ่านแอป SSO+ หรือเว็บไซต์ของสำนักงานประกันสังคม ทำรายการได้เลยโดย ไม่ต้องแนบเอกสารเพิ่ม
ไทม์ไลน์สำคัญ: เปลี่ยนโรงพยาบาลปี 2568 ต้องรู้ช่วงเวลา
การเปลี่ยนโรงพยาบาลประกันสังคมประจำปี 2568 สามารถทำได้
ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2567 – 31 มีนาคม 2568
ถ้าจะเปลี่ยนโรงพยาบาล “ระหว่างปี” จะทำได้เฉพาะกรณี ย้ายที่ทำงาน หรือ ย้ายที่พักอาศัยข้ามจังหวัด เท่านั้น
ช่องทางเปลี่ยนโรงพยาบาลในปี 2568 มีทั้งหมด 4 ช่องทางหลัก ทั้งหน้าเว็บ มือถือ และ LINE
ช่องทางที่ 1 : ไปติดต่อที่สำนักงานประกันสังคมด้วยตัวเอง
การเปลี่ยนโรงพยาบาลผ่านสำนักงานประกันสังคมพื้นที่ เหมาะกับคนที่อยากให้เจ้าหน้าที่ช่วยเช็กข้อมูลให้แบบชัวร์ ๆ
เอกสารที่ต้องใช้
แบบฟอร์ม สปส. 9-02
ดาวน์โหลดและปริ๊นต์จากเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม จากนั้นกรอกข้อมูลให้ครบ โดยส่วนที่อาจต้องถาม HR หรือฝ่ายบัญชี มีเช่น
เลขที่บัญชีของสถานประกอบการ (นายจ้าง)
วันที่เริ่มเข้าทำงาน
เดือนที่ได้รับค่าจ้างงวดสุดท้าย
ถ้าไม่แน่ใจ สามารถขอข้อมูลเหล่านี้จากนายจ้างหรือฝ่าย HR ได้เลย
อีกจุดที่ต้องให้ความสำคัญคือ การเลือกสถานพยาบาลลำดับที่ 1–3
ควรตรวจสอบก่อนว่าโรงพยาบาลที่อยากใช้สิทธิ ยังรับผู้ประกันตนเพิ่มอยู่หรือไม่
เช็กได้ผ่านเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคมหรือสายด่วน 1506
หมายเหตุ: หากไม่สามารถจัดให้ได้ตามลำดับที่ 1 จะพิจารณาใช้ลำดับถัดไปแทน

ช่องทางที่ 2 : เปลี่ยนผ่านเว็บไซต์ประกันสังคม (เหมาะมากสำหรับสายคอม)
การเปลี่ยนโรงพยาบาลผ่านเว็บไซต์ สปส. เป็นช่องทางออนไลน์ที่ใช้ได้จากคอมพิวเตอร์หรือมือถือผ่านเบราว์เซอร์ โดยมีขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้
เข้าเว็บไซต์ www.sso.go.th เพื่อเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิก
ใช้ Username / Password ที่เคยลงทะเบียนไว้ หรือเข้าสู่ระบบผ่านแอป ThaiD
เมื่อเข้าสู่ระบบแล้ว จะเห็นหน้าตรวจสอบข้อมูลผู้ประกันตน ให้กดเมนู “ขอเปลี่ยนโรงพยาบาล”
เลือกเหตุผลในการเปลี่ยนโรงพยาบาล
เลือกโรงพยาบาลใหม่ที่ต้องการใช้สิทธิ
อ่านเงื่อนไขให้ครบ แล้วกด ยอมรับและบันทึก

ช่องทางที่ 3 : เปลี่ยนผ่านแอป SSO+ บนมือถือ
สำหรับสายสมาร์ทโฟน การเปลี่ยนโรงพยาบาลผ่าน แอป SSO+ สะดวกมาก ทำได้ไม่กี่นาทีบนมือถือเครื่องเดียว
ขั้นตอนการใช้งานแอป SSO+
ดาวน์โหลดและติดตั้งแอป SSO+ ของสำนักงานประกันสังคม จากสโตร์ของอุปกรณ์
ลงทะเบียนด้วยเลขบัตรประชาชน หากยังไม่เคยสมัคร
ยืนยันตัวตนผ่านรหัส OTP
เข้าสู่ระบบ แล้วกดไอคอนเมนูบริเวณมุมบนซ้าย
เลือกเมนู “เปลี่ยนโรงพยาบาล”
เลือกสถานพยาบาลใหม่ และระบุเหตุผลในการเปลี่ยน
อ่านเงื่อนไขให้ครบ กดยอมรับและยืนยัน

ช่องทางที่ 4 : เปลี่ยนผ่าน LINE OA ของประกันสังคม
ถ้าเป็นสาย LINE อยู่แล้ว สามารถเปลี่ยนโรงพยาบาลได้ผ่าน LINE Official Account ของสำนักงานประกันสังคม เช่นกัน
สรุปขั้นตอนหลัก ๆ คือ
เพิ่มเพื่อน LINE OA ของสำนักงานประกันสังคม แล้วเข้าเมนู “ข้อมูลของคุณ”
กรอกข้อมูลเพื่อเข้าสู่ระบบ หรือสมัครสมาชิกหากยังไม่เคยลงทะเบียน
เลือกเมนู “เปลี่ยนโรงพยาบาล”
เลือกเหตุผลที่ต้องการเปลี่ยน
เลือกโรงพยาบาลใหม่ที่ต้องการใช้สิทธิ
อ่านหลักเกณฑ์การเลือกสถานพยาบาลให้ครบถ้วน
กดยอมรับข้อตกลงและกดยืนยัน
หลังยื่นเรื่องแล้ว ให้รอผลภายในประมาณ 2 วัน
โรงพยาบาลที่เข้าร่วม–ไม่เข้าร่วมในปี 2568 (ต้องเช็กก่อนเลือก)
เมื่อต้องการเปลี่ยนสถานพยาบาล สิ่งแรกที่ควรทำคือ เช็กว่ารพ.เป้าหมายเข้าร่วมประกันสังคมหรือไม่ ในปี 2568
รายชื่อโรงพยาบาลที่เข้าร่วมในปี 2568 แยกตามจังหวัด มีให้ผู้ประกันตนตรวจสอบได้ครบถ้วน
ควรเลือกโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่ทำงานหรือที่พักอาศัย เพื่อเดินทางสะดวกยามเจ็บป่วย
ตัวอย่างโรงพยาบาลที่ไม่ร่วมเป็นสถานพยาบาลประกันสังคมในปี 2568
โรงพยาบาลซีจีเอช สายไหม กรุงเทพมหานคร
โรงพยาบาลเทพากร จังหวัดนครปฐม
โรงพยาบาลกรุงเทพสุราษฎร์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ผู้ประกันตนที่เคยใช้สิทธิรักษาพยาบาลกับโรงพยาบาลเหล่านี้ สำนักงานประกันสังคมจะจัดหาสถานพยาบาลใหม่ให้เลือกใช้แทนสำหรับปี 2568
ถ้าไม่เปลี่ยนโรงพยาบาล หรือสิ้นสภาพผู้ประกันตน จะเป็นอย่างไร
ผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 ที่ ไม่ประสงค์เปลี่ยนสถานพยาบาล ยังสามารถใช้บริการจากสถานพยาบาลเดิมได้ตามปกติ
กรณีสิ้นสภาพจากการเป็นผู้ประกันตน (เช่น ออกจากงานและไม่มีการส่งต่อในรูปแบบอื่น) ยังสามารถใช้สิทธิรักษาพยาบาลต่อได้อีก 6 เดือน นับจากวันที่สิ้นสภาพ
ยื่นเปลี่ยนแล้ว ต้องรอสิทธิใหม่กี่วัน
หลังยื่นแบบขอเปลี่ยนโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว สิทธิการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลใหม่ จะไม่เริ่มทันที แต่มีช่วงเวลาที่กำหนดไว้ชัดเจน
ถ้ายื่นเรื่องระหว่างวันที่ 1–15 ของเดือน (ก่อน 16.30 น.)
จะเริ่มใช้สิทธิที่โรงพยาบาลใหม่ได้ในวันที่ 16 ของเดือนนั้นถ้ายื่นเรื่องระหว่างวันที่ 16–วันทำการสุดท้ายของเดือน (ก่อน 16.30 น.)
จะเริ่มใช้สิทธิที่โรงพยาบาลใหม่ได้ในวันที่ 1 ของเดือนถัดไป
ดังนั้น ถ้าวางแผนจะเปลี่ยนโรงพยาบาล อย่ารอจนใกล้วันนัดหมอค่อยทำ เพราะสิทธิจะยังผูกอยู่กับโรงพยาบาลเดิมในช่วงรอระบบปรับข้อมูล
วิธีเช็กผลการเปลี่ยนโรงพยาบาล
เมื่อเลือกโรงพยาบาลและทำรายการเปลี่ยนเรียบร้อยแล้ว การแจ้งผลจะมีวิธีแตกต่างกันตามประเภทผู้ประกันตน
ถ้าเป็นผู้ประกันตน มาตรา 33
สำนักงานประกันสังคมจะแจ้งผ่านทางสถานประกอบการ (นายจ้าง)ถ้าเป็นผู้ประกันตน มาตรา 39
จะได้รับการแจ้งผลผ่าน SMS ไปยังหมายเลขโทรศัพท์ที่ลงทะเบียนไว้กับสำนักงานประกันสังคม
ทำไมบางคนเปลี่ยนโรงพยาบาลไม่ได้
แม้ระบบจะเปิดให้เปลี่ยนโรงพยาบาลได้ แต่ก็มีหลายสาเหตุที่ทำให้ทำรายการไม่ผ่าน ซึ่งมักเจอได้บ่อยดังนี้
1) สถานะผู้ประกันตนไม่เข้าเงื่อนไข
เป็นผู้ประกันตน มาตรา 40 ซึ่งไม่มีสิทธิรักษาพยาบาลเหมือนมาตรา 33 หรือ 39
- เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 หรือ 39 แต่
ส่งเงินสมทบไม่ครบตามเงื่อนไข หรือ
สิ้นสภาพผู้ประกันตนไปแล้ว
2) ข้อมูลส่วนตัวไม่ถูกต้อง
ชื่อ–นามสกุล เลขบัตรประชาชน หรือข้อมูลสำคัญอื่น ๆ ถ้ากรอกผิดแม้เพียงเล็กน้อย ก็ส่งผลให้ระบบตรวจสอบไม่ผ่านได้ จึงควรตรวจข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนกดยืนยัน
3) ทำรายการนอกช่วงเวลาที่อนุญาต
การเปลี่ยนโรงพยาบาลประจำปี ทำได้เฉพาะช่วง 16 ธันวาคม – 31 มีนาคม เท่านั้นของแต่ละรอบปี
นอกช่วงนี้จะเปลี่ยนได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุจำเป็น เช่น ย้ายที่อยู่ ย้ายที่ทำงานข้ามจังหวัด
4) โรงพยาบาลใหม่เต็มจำนวนผู้ใช้สิทธิแล้ว
หากโรงพยาบาลที่ต้องการย้ายไป ปิดรับผู้ประกันตนเพิ่ม แล้ว จะไม่สามารถย้ายสิทธิไปยังโรงพยาบาลนั้นได้ และจำเป็นต้องเลือกโรงพยาบาลอื่นแทน
5) ระบบออนไลน์ขัดข้อง
ในบางช่วงเวลา ระบบออนไลน์ของประกันสังคมอาจอยู่ระหว่างการปรับปรุงหรือมีผู้ใช้จำนวนมาก ทำให้ทำรายการไม่สำเร็จ แนะนำให้
เว้นช่วงแล้วลองใหม่ในเวลาถัดไป หรือ
เปลี่ยนไปใช้ช่องทางอื่น เช่น ติดต่อสำนักงานประกันสังคมโดยตรง
วิธีตรวจสอบสิทธิการรักษาพยาบาลของตัวเอง
ถ้าไม่แน่ใจว่าปัจจุบันใช้สิทธิรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลไหน สามารถเช็กได้หลายช่องทางมาก
เว็บไซต์ www.sso.go.th
แอปพลิเคชัน SSO plus
สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศ
สถานพยาบาลที่อยู่ในโครงการประกันสังคม
เครื่อง Smart Kiosk ของกระทรวงมหาดไทย
Line OA ของสำนักงานประกันสังคม
โทรสายด่วน 1506 กด 1 ตลอด 24 ชั่วโมง
ผลกระทบของการเปลี่ยนโรงพยาบาลปี 2568 ต่อคนทำงาน – HR – เจ้าของกิจการ
การเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนโรงพยาบาลประกันสังคมไม่ได้เป็นเรื่องของคนทำงานคนเดียว แต่เกี่ยวข้องกับ HR และเจ้าของกิจการด้วย
1) ฝั่งคนทำงาน / ลูกจ้าง
เมื่อรู้ขั้นตอนและหลักเกณฑ์ของการเปลี่ยนโรงพยาบาลประกันสังคมปี 2568 อย่างชัดเจน จะช่วยให้
เปลี่ยนโรงพยาบาลได้ตรงกับความต้องการมากขึ้น
วางแผนเลือกโรงพยาบาลที่เดินทางสะดวกและบริการเหมาะกับตัวเอง
ใช้สิทธิรักษาพยาบาลในระบบประกันสังคมได้ เต็มประสิทธิภาพและถูกต้องตามกฎหมาย
2) ฝั่ง HR ของบริษัท
HR คือด่านสำคัญในการจัดการเอกสารต่าง ๆ รวมถึงเรื่องการเปลี่ยนโรงพยาบาลประกันสังคม
ถ้า HR รู้วิธีการเปลี่ยน รู้กำหนดเวลา และเข้าใจเงื่อนไข ก็จะช่วยคนในองค์กรได้อย่างถูกต้อง
สามารถสื่อสาร แจ้งเตือนช่วงเวลาเปลี่ยนโรงพยาบาลให้พนักงานรู้ทั่วกัน
ช่วยตรวจเอกสารและข้อมูลให้ครบ ลดเคสเปลี่ยนสิทธิไม่ผ่านเพราะข้อมูลผิดพลาด
3) ฝั่งเจ้าของกิจการ
สำหรับธุรกิจขนาดเล็กหรือเจ้าของกิจการที่ยังทำเอกสารเอง ไม่มี HR ดูแลเรื่องสวัสดิการแทน
การเข้าใจขั้นตอนการเปลี่ยนโรงพยาบาลประกันสังคมปี 2568 เป็นเรื่องสำคัญมาก
เจ้าของกิจการจะจัดการสิทธิให้ทั้งตัวเองและลูกจ้างได้อย่างถูกต้อง
ถ้าจัดเก็บข้อมูลพนักงานให้เป็นระบบตั้งแต่ต้น (เช่น ชื่อ ตำแหน่ง เงินเดือน ปัจจุบัน) การทำเรื่องประกันสังคม รวมถึงการเปลี่ยนโรงพยาบาลในแต่ละปีจะ เร็วขึ้นและผิดพลาดน้อยลง
สรุป : ทำการบ้านเรื่องสิทธิวันนี้ ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในอนาคต
จากภาพรวมทั้งหมดจะเห็นว่า การเปลี่ยนโรงพยาบาลประกันสังคมปี 2568 ไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่มีรายละเอียดที่ควรรู้หลายอย่าง เช่น
ช่วงเวลาในการเปลี่ยน (16 ธ.ค. – 31 มี.ค.)
ช่องทางการเปลี่ยนทั้งสำนักงานประกันสังคม เว็บไซต์ แอป SSO+ และ LINE OA
รายชื่อโรงพยาบาลที่เข้าร่วมและไม่เข้าร่วมในแต่ละปี
ระยะเวลารอสิทธิหลังจากยื่นเปลี่ยน
เงื่อนไขที่ทำให้เปลี่ยนไม่ได้ รวมถึงวิธีเช็กสิทธิของตัวเอง
ถ้าคนทำงาน HR และเจ้าของกิจการเข้าใจตรงกัน เรื่องเหล่านี้จะไม่ใช่ปัญหายุ่งยาก แต่กลายเป็นขั้นตอนประจำปีที่จัดการได้ง่ายและเป็นระบบ
สุดท้าย การรู้สิทธิของตัวเองให้ชัด ตั้งแต่เรื่องเลือกโรงพยาบาล ไปจนถึงการใช้ช่องทางดิจิทัลอย่างเว็บไซต์ แอปมือถือ และ LINE จะช่วยให้คุณ
ใช้ประกันสังคมได้คุ้มกว่าเดิม
เข้าถึงการรักษาได้ใกล้ตัวและสะดวกขึ้น
ลดการสำรองจ่ายโดยไม่จำเป็น
เรื่องสิทธิรักษาพยาบาลในประกันสังคม จึงไม่ใช่แค่เรื่องเอกสาร แต่คือเรื่องคุณภาพชีวิตในทุกวันที่เราออกไปทำงานนั่นเอง

