รับแอปรับแอป

สรุปครบ! เปลี่ยนโรงพยาบาลประกันสังคมปี 2568 ทำบนมือถือก็ได้ ในไม่กี่ขั้นตอน

ภาคภูมิ ศรีสุข01-31

เข้าใจก่อนเปลี่ยนสิทธิ : เลือกโรงพยาบาลประกันสังคมได้ตั้งแต่วันแรก

พนักงานประจำทุกคน เมื่อนายจ้างขึ้นทะเบียนประกันสังคมให้ด้วยแบบ สปส.1-03 ภายใน 30 วันแรก มีสิทธิ เลือกสถานพยาบาลได้ 3 อันดับ ตั้งแต่ตอนกรอกเอกสารเลย

ถ้าเคยเป็นผู้ประกันตนมาก่อน และอยากใช้สถานพยาบาลเดิม ก็แจ้ง HR ให้ระบุในเอกสารได้เหมือนกัน

แต่อีกหลายคนไม่รู้ตัวเลยว่า HR เลือกโรงพยาบาลให้แทน ทั้งที่จริงๆ แล้วเราเลือกเองได้ และ ถึงเลือกไปแล้ว ก็ยังเปลี่ยนได้ภายหลัง ไม่ได้ติดอยู่กับโรงพยาบาลเดิมตลอดไป

สิทธิรักษาพยาบาล: ประกันสังคม vs บัตรทอง

ก่อนคุยเรื่องการเปลี่ยนโรงพยาบาล ต้องเข้าใจเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทยก่อน

  • คนไทยทุกคนมีสิทธิ บัตรทอง (บัตร 30 บาท) หรือสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รักษาฟรีตามเงื่อนไข (บางกรณีอาจมีจ่ายเพิ่ม เช่น ยานอกบัญชี)

  • แต่สิทธิบัตรทองใช้ได้เฉพาะคนที่ ไม่มีสวัสดิการรักษาพยาบาลอื่นของรัฐ เช่น ประกันสังคม หรือสวัสดิการข้าราชการและครอบครัว

ดังนั้น ถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่ในระบบประกันสังคมมาตรา 33 จะ ไม่สามารถใช้สิทธิบัตรทอง ได้ จนกว่าจะหลุดจากสิทธิ ม.33 ก่อน

เวลาเจ็บป่วยทั่วไป

  • ต้องไปรักษา ที่สถานพยาบาลตามสิทธิของเรา เพื่อไม่ต้องสำรองจ่าย และใช้สิทธิได้เต็มที่

  • ยกเว้นกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินที่ไม่สามารถไปโรงพยาบาลตามสิทธิได้ก่อน

กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน 2 แบบที่ควรรู้

  1. เจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุฉุกเฉินทั่วไป

    • สามารถเข้ารับบริการได้ทุกที่ แต่ ต้องสำรองจ่ายก่อน แล้วค่อยไปเบิกคืนจากประกันสังคม

  2. เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต (UCEP)

    • เข้ารักษาได้ทุกแห่ง ฟรี ไม่ต้องสำรองจ่าย ตามนโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่”

    • อาการเข้าข่ายฉุกเฉินวิกฤต เช่น
      • หมดสติ ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ

      • หอบเหนื่อยมาก หายใจลำบาก มีเสียงดังผิดปกติ

      • เจ็บหน้าอกรุนแรงเฉียบพลัน

      • ซึม เหงื่อแตก ตัวเย็น หรือมีอาการชักร่วม

      • แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัดเฉียบพลัน หรือชักต่อเนื่อง

      • อาการอื่นที่กระทบการหายใจ การไหลเวียนโลหิต หรือระบบสมองจนเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

สรุปง่าย ๆ: เจ็บป่วยทั่วไป ให้ไปโรงพยาบาลตามสิทธิประกันสังคมของเรา แต่ถ้าเป็นเคสฉุกเฉินหรือวิกฤต สามารถเข้ารักษาโรงพยาบาลใกล้ที่สุดได้เลยตามเงื่อนไขที่กำหนด

เปลี่ยนสถานพยาบาลได้ที่ไหน และใช้อะไรบ้าง

สิทธิสถานพยาบาลที่เลือกไว้วันแรก เปลี่ยนได้ภายหลัง เหมาะกับคนที่ย้ายที่ทำงาน ย้ายที่อยู่ หรือเพิ่งรู้ว่าตัวเองมีสิทธิเลือก

ผู้ประกันตนสามารถเปลี่ยนโรงพยาบาลได้ด้วยตัวเองผ่าน 2 ช่องทางหลัก

  • ช่องทางสำนักงานประกันสังคมพื้นที่
    ใช้แบบฟอร์ม สปส. 9-02 (แบบเลือกสถานพยาบาลในการรับบริการทางการแพทย์) ยื่นเรื่องเพื่อเปลี่ยนสถานพยาบาล

  • ช่องทางออนไลน์
    ใช้งานผ่านแอป SSO+ หรือเว็บไซต์ของสำนักงานประกันสังคม ทำรายการได้เลยโดย ไม่ต้องแนบเอกสารเพิ่ม

ไทม์ไลน์สำคัญ: เปลี่ยนโรงพยาบาลปี 2568 ต้องรู้ช่วงเวลา

การเปลี่ยนโรงพยาบาลประกันสังคมประจำปี 2568 สามารถทำได้

  • ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2567 – 31 มีนาคม 2568

  • ถ้าจะเปลี่ยนโรงพยาบาล “ระหว่างปี” จะทำได้เฉพาะกรณี ย้ายที่ทำงาน หรือ ย้ายที่พักอาศัยข้ามจังหวัด เท่านั้น

ช่องทางเปลี่ยนโรงพยาบาลในปี 2568 มีทั้งหมด 4 ช่องทางหลัก ทั้งหน้าเว็บ มือถือ และ LINE

ช่องทางที่ 1 : ไปติดต่อที่สำนักงานประกันสังคมด้วยตัวเอง

การเปลี่ยนโรงพยาบาลผ่านสำนักงานประกันสังคมพื้นที่ เหมาะกับคนที่อยากให้เจ้าหน้าที่ช่วยเช็กข้อมูลให้แบบชัวร์ ๆ

เอกสารที่ต้องใช้

  • แบบฟอร์ม สปส. 9-02
    ดาวน์โหลดและปริ๊นต์จากเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม จากนั้นกรอกข้อมูลให้ครบ โดยส่วนที่อาจต้องถาม HR หรือฝ่ายบัญชี มีเช่น

  1. เลขที่บัญชีของสถานประกอบการ (นายจ้าง)

  2. วันที่เริ่มเข้าทำงาน

  3. เดือนที่ได้รับค่าจ้างงวดสุดท้าย

ถ้าไม่แน่ใจ สามารถขอข้อมูลเหล่านี้จากนายจ้างหรือฝ่าย HR ได้เลย

อีกจุดที่ต้องให้ความสำคัญคือ การเลือกสถานพยาบาลลำดับที่ 1–3

  • ควรตรวจสอบก่อนว่าโรงพยาบาลที่อยากใช้สิทธิ ยังรับผู้ประกันตนเพิ่มอยู่หรือไม่

  • เช็กได้ผ่านเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคมหรือสายด่วน 1506

หมายเหตุ: หากไม่สามารถจัดให้ได้ตามลำดับที่ 1 จะพิจารณาใช้ลำดับถัดไปแทน

ช่องทางที่ 2 : เปลี่ยนผ่านเว็บไซต์ประกันสังคม (เหมาะมากสำหรับสายคอม)

การเปลี่ยนโรงพยาบาลผ่านเว็บไซต์ สปส. เป็นช่องทางออนไลน์ที่ใช้ได้จากคอมพิวเตอร์หรือมือถือผ่านเบราว์เซอร์ โดยมีขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้

  • เข้าเว็บไซต์ www.sso.go.th เพื่อเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิก

  • ใช้ Username / Password ที่เคยลงทะเบียนไว้ หรือเข้าสู่ระบบผ่านแอป ThaiD

  • เมื่อเข้าสู่ระบบแล้ว จะเห็นหน้าตรวจสอบข้อมูลผู้ประกันตน ให้กดเมนู “ขอเปลี่ยนโรงพยาบาล”

  • เลือกเหตุผลในการเปลี่ยนโรงพยาบาล

  • เลือกโรงพยาบาลใหม่ที่ต้องการใช้สิทธิ

  • อ่านเงื่อนไขให้ครบ แล้วกด ยอมรับและบันทึก

ช่องทางที่ 3 : เปลี่ยนผ่านแอป SSO+ บนมือถือ

สำหรับสายสมาร์ทโฟน การเปลี่ยนโรงพยาบาลผ่าน แอป SSO+ สะดวกมาก ทำได้ไม่กี่นาทีบนมือถือเครื่องเดียว

ขั้นตอนการใช้งานแอป SSO+

  1. ดาวน์โหลดและติดตั้งแอป SSO+ ของสำนักงานประกันสังคม จากสโตร์ของอุปกรณ์

  2. ลงทะเบียนด้วยเลขบัตรประชาชน หากยังไม่เคยสมัคร

  3. ยืนยันตัวตนผ่านรหัส OTP

  4. เข้าสู่ระบบ แล้วกดไอคอนเมนูบริเวณมุมบนซ้าย

  5. เลือกเมนู “เปลี่ยนโรงพยาบาล”

  6. เลือกสถานพยาบาลใหม่ และระบุเหตุผลในการเปลี่ยน

  7. อ่านเงื่อนไขให้ครบ กดยอมรับและยืนยัน

ช่องทางที่ 4 : เปลี่ยนผ่าน LINE OA ของประกันสังคม

ถ้าเป็นสาย LINE อยู่แล้ว สามารถเปลี่ยนโรงพยาบาลได้ผ่าน LINE Official Account ของสำนักงานประกันสังคม เช่นกัน

สรุปขั้นตอนหลัก ๆ คือ

  • เพิ่มเพื่อน LINE OA ของสำนักงานประกันสังคม แล้วเข้าเมนู “ข้อมูลของคุณ”

  • กรอกข้อมูลเพื่อเข้าสู่ระบบ หรือสมัครสมาชิกหากยังไม่เคยลงทะเบียน

  • เลือกเมนู “เปลี่ยนโรงพยาบาล”

  • เลือกเหตุผลที่ต้องการเปลี่ยน

  • เลือกโรงพยาบาลใหม่ที่ต้องการใช้สิทธิ

  • อ่านหลักเกณฑ์การเลือกสถานพยาบาลให้ครบถ้วน

  • กดยอมรับข้อตกลงและกดยืนยัน

  • หลังยื่นเรื่องแล้ว ให้รอผลภายในประมาณ 2 วัน

โรงพยาบาลที่เข้าร่วม–ไม่เข้าร่วมในปี 2568 (ต้องเช็กก่อนเลือก)

เมื่อต้องการเปลี่ยนสถานพยาบาล สิ่งแรกที่ควรทำคือ เช็กว่ารพ.เป้าหมายเข้าร่วมประกันสังคมหรือไม่ ในปี 2568

  • รายชื่อโรงพยาบาลที่เข้าร่วมในปี 2568 แยกตามจังหวัด มีให้ผู้ประกันตนตรวจสอบได้ครบถ้วน

  • ควรเลือกโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่ทำงานหรือที่พักอาศัย เพื่อเดินทางสะดวกยามเจ็บป่วย

ตัวอย่างโรงพยาบาลที่ไม่ร่วมเป็นสถานพยาบาลประกันสังคมในปี 2568

  • โรงพยาบาลซีจีเอช สายไหม กรุงเทพมหานคร

  • โรงพยาบาลเทพากร จังหวัดนครปฐม

  • โรงพยาบาลกรุงเทพสุราษฎร์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ผู้ประกันตนที่เคยใช้สิทธิรักษาพยาบาลกับโรงพยาบาลเหล่านี้ สำนักงานประกันสังคมจะจัดหาสถานพยาบาลใหม่ให้เลือกใช้แทนสำหรับปี 2568

ถ้าไม่เปลี่ยนโรงพยาบาล หรือสิ้นสภาพผู้ประกันตน จะเป็นอย่างไร

  • ผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 ที่ ไม่ประสงค์เปลี่ยนสถานพยาบาล ยังสามารถใช้บริการจากสถานพยาบาลเดิมได้ตามปกติ

  • กรณีสิ้นสภาพจากการเป็นผู้ประกันตน (เช่น ออกจากงานและไม่มีการส่งต่อในรูปแบบอื่น) ยังสามารถใช้สิทธิรักษาพยาบาลต่อได้อีก 6 เดือน นับจากวันที่สิ้นสภาพ

ยื่นเปลี่ยนแล้ว ต้องรอสิทธิใหม่กี่วัน

หลังยื่นแบบขอเปลี่ยนโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว สิทธิการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลใหม่ จะไม่เริ่มทันที แต่มีช่วงเวลาที่กำหนดไว้ชัดเจน

  • ถ้ายื่นเรื่องระหว่างวันที่ 1–15 ของเดือน (ก่อน 16.30 น.)
    จะเริ่มใช้สิทธิที่โรงพยาบาลใหม่ได้ในวันที่ 16 ของเดือนนั้น

  • ถ้ายื่นเรื่องระหว่างวันที่ 16–วันทำการสุดท้ายของเดือน (ก่อน 16.30 น.)
    จะเริ่มใช้สิทธิที่โรงพยาบาลใหม่ได้ในวันที่ 1 ของเดือนถัดไป

ดังนั้น ถ้าวางแผนจะเปลี่ยนโรงพยาบาล อย่ารอจนใกล้วันนัดหมอค่อยทำ เพราะสิทธิจะยังผูกอยู่กับโรงพยาบาลเดิมในช่วงรอระบบปรับข้อมูล

วิธีเช็กผลการเปลี่ยนโรงพยาบาล

เมื่อเลือกโรงพยาบาลและทำรายการเปลี่ยนเรียบร้อยแล้ว การแจ้งผลจะมีวิธีแตกต่างกันตามประเภทผู้ประกันตน

  • ถ้าเป็นผู้ประกันตน มาตรา 33
    สำนักงานประกันสังคมจะแจ้งผ่านทางสถานประกอบการ (นายจ้าง)

  • ถ้าเป็นผู้ประกันตน มาตรา 39
    จะได้รับการแจ้งผลผ่าน SMS ไปยังหมายเลขโทรศัพท์ที่ลงทะเบียนไว้กับสำนักงานประกันสังคม

ทำไมบางคนเปลี่ยนโรงพยาบาลไม่ได้

แม้ระบบจะเปิดให้เปลี่ยนโรงพยาบาลได้ แต่ก็มีหลายสาเหตุที่ทำให้ทำรายการไม่ผ่าน ซึ่งมักเจอได้บ่อยดังนี้

1) สถานะผู้ประกันตนไม่เข้าเงื่อนไข

  • เป็นผู้ประกันตน มาตรา 40 ซึ่งไม่มีสิทธิรักษาพยาบาลเหมือนมาตรา 33 หรือ 39

  • เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 หรือ 39 แต่
    • ส่งเงินสมทบไม่ครบตามเงื่อนไข หรือ

    • สิ้นสภาพผู้ประกันตนไปแล้ว

2) ข้อมูลส่วนตัวไม่ถูกต้อง

ชื่อ–นามสกุล เลขบัตรประชาชน หรือข้อมูลสำคัญอื่น ๆ ถ้ากรอกผิดแม้เพียงเล็กน้อย ก็ส่งผลให้ระบบตรวจสอบไม่ผ่านได้ จึงควรตรวจข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนกดยืนยัน

3) ทำรายการนอกช่วงเวลาที่อนุญาต

  • การเปลี่ยนโรงพยาบาลประจำปี ทำได้เฉพาะช่วง 16 ธันวาคม – 31 มีนาคม เท่านั้นของแต่ละรอบปี

  • นอกช่วงนี้จะเปลี่ยนได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุจำเป็น เช่น ย้ายที่อยู่ ย้ายที่ทำงานข้ามจังหวัด

4) โรงพยาบาลใหม่เต็มจำนวนผู้ใช้สิทธิแล้ว

หากโรงพยาบาลที่ต้องการย้ายไป ปิดรับผู้ประกันตนเพิ่ม แล้ว จะไม่สามารถย้ายสิทธิไปยังโรงพยาบาลนั้นได้ และจำเป็นต้องเลือกโรงพยาบาลอื่นแทน

5) ระบบออนไลน์ขัดข้อง

ในบางช่วงเวลา ระบบออนไลน์ของประกันสังคมอาจอยู่ระหว่างการปรับปรุงหรือมีผู้ใช้จำนวนมาก ทำให้ทำรายการไม่สำเร็จ แนะนำให้

  • เว้นช่วงแล้วลองใหม่ในเวลาถัดไป หรือ

  • เปลี่ยนไปใช้ช่องทางอื่น เช่น ติดต่อสำนักงานประกันสังคมโดยตรง

วิธีตรวจสอบสิทธิการรักษาพยาบาลของตัวเอง

ถ้าไม่แน่ใจว่าปัจจุบันใช้สิทธิรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลไหน สามารถเช็กได้หลายช่องทางมาก

  • เว็บไซต์ www.sso.go.th

  • แอปพลิเคชัน SSO plus

  • สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศ

  • สถานพยาบาลที่อยู่ในโครงการประกันสังคม

  • เครื่อง Smart Kiosk ของกระทรวงมหาดไทย

  • Line OA ของสำนักงานประกันสังคม

  • โทรสายด่วน 1506 กด 1 ตลอด 24 ชั่วโมง

ผลกระทบของการเปลี่ยนโรงพยาบาลปี 2568 ต่อคนทำงาน – HR – เจ้าของกิจการ

การเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนโรงพยาบาลประกันสังคมไม่ได้เป็นเรื่องของคนทำงานคนเดียว แต่เกี่ยวข้องกับ HR และเจ้าของกิจการด้วย

1) ฝั่งคนทำงาน / ลูกจ้าง

เมื่อรู้ขั้นตอนและหลักเกณฑ์ของการเปลี่ยนโรงพยาบาลประกันสังคมปี 2568 อย่างชัดเจน จะช่วยให้

  • เปลี่ยนโรงพยาบาลได้ตรงกับความต้องการมากขึ้น

  • วางแผนเลือกโรงพยาบาลที่เดินทางสะดวกและบริการเหมาะกับตัวเอง

  • ใช้สิทธิรักษาพยาบาลในระบบประกันสังคมได้ เต็มประสิทธิภาพและถูกต้องตามกฎหมาย

2) ฝั่ง HR ของบริษัท

HR คือด่านสำคัญในการจัดการเอกสารต่าง ๆ รวมถึงเรื่องการเปลี่ยนโรงพยาบาลประกันสังคม

  • ถ้า HR รู้วิธีการเปลี่ยน รู้กำหนดเวลา และเข้าใจเงื่อนไข ก็จะช่วยคนในองค์กรได้อย่างถูกต้อง

  • สามารถสื่อสาร แจ้งเตือนช่วงเวลาเปลี่ยนโรงพยาบาลให้พนักงานรู้ทั่วกัน

  • ช่วยตรวจเอกสารและข้อมูลให้ครบ ลดเคสเปลี่ยนสิทธิไม่ผ่านเพราะข้อมูลผิดพลาด

3) ฝั่งเจ้าของกิจการ

สำหรับธุรกิจขนาดเล็กหรือเจ้าของกิจการที่ยังทำเอกสารเอง ไม่มี HR ดูแลเรื่องสวัสดิการแทน

  • การเข้าใจขั้นตอนการเปลี่ยนโรงพยาบาลประกันสังคมปี 2568 เป็นเรื่องสำคัญมาก

  • เจ้าของกิจการจะจัดการสิทธิให้ทั้งตัวเองและลูกจ้างได้อย่างถูกต้อง

  • ถ้าจัดเก็บข้อมูลพนักงานให้เป็นระบบตั้งแต่ต้น (เช่น ชื่อ ตำแหน่ง เงินเดือน ปัจจุบัน) การทำเรื่องประกันสังคม รวมถึงการเปลี่ยนโรงพยาบาลในแต่ละปีจะ เร็วขึ้นและผิดพลาดน้อยลง

สรุป : ทำการบ้านเรื่องสิทธิวันนี้ ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในอนาคต

จากภาพรวมทั้งหมดจะเห็นว่า การเปลี่ยนโรงพยาบาลประกันสังคมปี 2568 ไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่มีรายละเอียดที่ควรรู้หลายอย่าง เช่น

  • ช่วงเวลาในการเปลี่ยน (16 ธ.ค. – 31 มี.ค.)

  • ช่องทางการเปลี่ยนทั้งสำนักงานประกันสังคม เว็บไซต์ แอป SSO+ และ LINE OA

  • รายชื่อโรงพยาบาลที่เข้าร่วมและไม่เข้าร่วมในแต่ละปี

  • ระยะเวลารอสิทธิหลังจากยื่นเปลี่ยน

  • เงื่อนไขที่ทำให้เปลี่ยนไม่ได้ รวมถึงวิธีเช็กสิทธิของตัวเอง

ถ้าคนทำงาน HR และเจ้าของกิจการเข้าใจตรงกัน เรื่องเหล่านี้จะไม่ใช่ปัญหายุ่งยาก แต่กลายเป็นขั้นตอนประจำปีที่จัดการได้ง่ายและเป็นระบบ

สุดท้าย การรู้สิทธิของตัวเองให้ชัด ตั้งแต่เรื่องเลือกโรงพยาบาล ไปจนถึงการใช้ช่องทางดิจิทัลอย่างเว็บไซต์ แอปมือถือ และ LINE จะช่วยให้คุณ

  • ใช้ประกันสังคมได้คุ้มกว่าเดิม

  • เข้าถึงการรักษาได้ใกล้ตัวและสะดวกขึ้น

  • ลดการสำรองจ่ายโดยไม่จำเป็น

เรื่องสิทธิรักษาพยาบาลในประกันสังคม จึงไม่ใช่แค่เรื่องเอกสาร แต่คือเรื่องคุณภาพชีวิตในทุกวันที่เราออกไปทำงานนั่นเอง