คีย์บอร์ดไร้สายพับได้ ทำไมสายโน๊ตบุ๊ค–มือถือควรมีติดกระเป๋า?
ทุกวันนี้จะทำงานให้ลื่นจริง แค่พิมพ์บนคีย์บอร์ดโน๊ตบุ๊คอย่างเดียวอาจไม่พอแล้ว โดยเฉพาะคนที่สลับใช้ทั้งโน๊ตบุ๊ค สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตไปพร้อมกัน คีย์บอร์ดไร้สายแบบพับได้ เลยกลายเป็นอาวุธลับที่ช่วยให้ทำงาน เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์มาอยู่ในชิ้นเดียวแบบพกง่ายสุดๆ
หัวใจของคีย์บอร์ดไร้สายปัจจุบันจะมีการเชื่อมต่อหลักๆ อยู่ 2 แบบ คือ
USB RF Dongle (หัว USB-A)
Bluetooth
แบบ USB RF จะเด่นเรื่องความหน่วงต่ำ ใกล้เคียงคีย์บอร์ดมีสาย เล่นเกมได้สบาย แต่ต้องมีพอร์ต USB-A ให้เสียบ ใช้แบตเยอะกว่า และจำกัดกับอุปกรณ์ที่มีพอร์ตนี้เท่านั้น
ส่วน Bluetooth แม้จะตอบสนองช้ากว่าตอนเล่นเกม แต่ชนะเรื่อง
ประหยัดแบตมากกว่า
ไม่ต้องพึ่งพอร์ต USB
ต่อได้ทั้งแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน
ใครเคยเห็นโมดูล Bluetooth จะรู้ว่าชิ้นเล็กและบางมาก จนผู้ผลิตสามารถฝังลงในคีย์บอร์ดพกพาได้แทบทุกดีไซน์ ตั้งแต่ขนาดมาตรฐานไปจนถึงแบบเล็กเท่ากระเป๋าสตางค์ พกใส่กระเป๋าถือหรือกระเป๋ากางเกงได้แบบชิลๆ สาย iPad และแท็บเล็ต Android ยิ่งถูกใจ เพราะต่อแล้วใช้งานได้ทันที ไม่ต้องลงแอปเพิ่มให้ยุ่งยาก
เรื่องน่ารู้ ก่อนเลือกคีย์บอร์ดไร้สายพับได้
คีย์บอร์ดแบบพับได้ส่วนใหญ่ ขนาดและจำนวนปุ่มจะใกล้เคียงคีย์บอร์ดโน๊ตบุ๊ค 14 นิ้ว
คีย์บอร์ด Bluetooth หลายรุ่นรองรับ เชื่อมต่อพร้อมกัน 3 อุปกรณ์ และกดสลับไปมาได้ทันที
Bluetooth ในคีย์บอร์ดปัจจุบันมีเวอร์ชั่นตั้งแต่ 4.0 ถึง 5.4 ให้เห็นในสเปค
ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่พิมพ์ราว 10 นาที ส่วนมากจะเข้าสู่โหมด Sleep เพื่อประหยัดแบตโดยอัตโนมัติ
เวลาเชื่อมต่อกับแต่ละระบบปฏิบัติการ ปุ่มเปลี่ยนภาษาจะต่างกันตาม OS

รวม 6 คีย์บอร์ดไร้สายพับได้ น่าใช้ พกง่าย ดีไซน์ดูดีไม่อายใคร
มาดูตัวเลือกน่าโดน ทั้งสำหรับสายทำงาน สายเรียน และสายตอบแชทข้ามเครื่องกันบ้าง
1. MOFii Z1 (ประมาณ 377 บาท)

รุ่นเล็กแต่สเปคไม่เล็ก MOFii Z1 เป็นคีย์บอร์ดพกพาราคาสบายกระเป๋า เน้นพกง่ายและดีไซน์กะทัดรัด พับแล้วมีขนาดราวกระเป๋าสตางค์ แต่พอกางออกจะเทียบเท่าคีย์บอร์ด 65% มี 67 ปุ่ม แยกชุดตัวอักษร ปุ่ม Command และตัวเลขออกมาให้ใช้งานครบ
จุดที่ต้องทำความคุ้นเคยคือ ขนาดปุ่มเล็กกว่าปกติ และบรรทัดตัวเลขรวมทั้ง F1–F12 กับ Hotkeys ไว้ด้วยกัน ช่วงแรกอาจต้องใช้เวลาปรับมือสักหน่อย แต่พอชินแล้วจะพิมพ์คล่องขึ้นมาก
ในแง่การใช้งานจริง จัดว่าตอบโจทย์คนทำงานนอกสถานที่สุดๆ เพราะ
ใช้พอร์ต USB-C ชาร์จ แบ่งสายกับสมาร์ทโฟนได้เลย
จับคู่ Bluetooth ได้ 3 อุปกรณ์พร้อมกัน จะใช้กับ iPad, คอมทำงาน และมือถือ Android ไปด้วยกันก็สลับได้รวดเร็ว
ใครอยากมีคีย์บอร์ดสำรองติดกระเป๋าไว้ใช้ยามฉุกเฉินหรือเวลาไปคาเฟ่ทำงาน MOFii Z1 เป็นตัวเลือกที่ไม่น่าผิดหวัง
ข้อดี
ขนาดเล็ก พับแล้วเท่ากระเป๋าสตางค์ พกง่ายสุดๆ
ต่อได้ 3 อุปกรณ์พร้อมกัน กดสลับใช้งานได้ตามใจ
ใช้งานต่อเนื่องได้ราว 48 ชั่วโมง ชาร์จผ่าน USB-C
ดีไซน์น่ารัก ดูไม่แข็ง เหมาะกับผู้ใช้หลากหลายสไตล์
ข้อสังเกต
แป้นพิมพ์และปุ่มค่อนข้างเล็ก มือใหม่อาจต้องใช้เวลาปรับตัว
2. OKER BT033 (ประมาณ 770 บาท)

OKER BT033 มาจากแบรนด์อุปกรณ์เสริมสายคอมฯ ที่คุ้นหู เน้นราคาคบได้ ตัดสินใจง่าย ตัวนี้ทำมาเผื่อคนที่อยากได้ทั้งคีย์บอร์ดและเมาส์ในชิ้นเดียว เพราะติด ทัชแพด มาให้ในตัว ใช้ควบคุมเคอร์เซอร์แทนเมาส์ได้สบาย
ดีไซน์พับเป็นแนวตั้งได้ 3 ทบ พอพับแล้วขนาดจะประมาณกระเป๋าสตางค์อีกเช่นกัน เก็บในกระเป๋าได้โดยไม่เปลืองพื้นที่ รองรับหลายระบบปฏิบัติการ ทั้ง Windows, macOS, iOS และ Android ใช้งานกับอุปกรณ์หลักๆ ได้สบาย
อย่างไรก็ตาม ยังมีจุดที่ต้องยอมรับอยู่บ้าง เช่น
พอร์ตชาร์จยังเป็น MicroUSB ไม่ใช่ USB-C ทำให้ต้องหาสายเฉพาะหรือหัวแปลง
เชื่อมต่อได้ ครั้งละ 1 อุปกรณ์ เท่านั้น ถ้าจะสลับไปใช้อีกเครื่องต้องจับคู่ใหม่ ไม่รองรับการเก็บ 3 โปรไฟล์แบบรุ่นใหม่ๆ ทำกัน
ข้อดี
ดีไซน์พับได้ 3 ทบ พับแล้วขนาดเท่ากระเป๋า พกง่ายมาก
มีทัชแพดในตัว ใช้แทนเมาส์ได้กรณีที่โต๊ะเล็กหรือไม่มีพื้นที่
รองรับหลายระบบปฏิบัติการ ทั้ง Windows, macOS, iOS, Android
มีปุ่ม Hotkeys วางไว้บรรทัดตัวเลขด้านบน กดเรียกคำสั่งได้สะดวก
ข้อสังเกต
ใช้พอร์ตชาร์จ MicroUSB ต้องมีสายเฉพาะหรือหัวแปลงเพิ่ม
ต่อได้ทีละเครื่อง ไม่รองรับเชื่อมต่อพร้อมกันหลายอุปกรณ์
3. Targus Keyboard Folding (ประมาณ 835 บาท)

ใครชอบแบรนด์สายกระเป๋าและอุปกรณ์โน๊ตบุ๊คระดับสากล Targus Keyboard Folding เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก รุ่นนี้โดดเด่นที่ฟังก์ชันและความใส่ใจเรื่องสุขอนามัย
ไฮไลต์สำคัญคือ
รองรับการเชื่อมต่อ 3 อุปกรณ์พร้อมกัน และสลับไปมาได้แบบกดปุ่ม
ดีไซน์ตัวคีย์บอร์ดให้ เอียงเล็กน้อยรับกับแนวแขน ทำให้พิมพ์สบายขึ้นในระยะยาว
เคลือบสาร Targus DefenseGuard ช่วยลดการเจริญเติบโตของแบคทีเรียบนพื้นผิว เหมาะกับคนพกไปใช้หลายที่
รองรับระบบปฏิบัติการหลากหลาย ทั้ง Windows, macOS, iOS, Android และ ChromeOS ใช้งานได้เกือบทุกอุปกรณ์ในชีวิตประจำวัน
ข้อเสียคล้ายกับหลายรุ่นก่อนหน้า คือยังใช้พอร์ตชาร์จ MicroUSB ใครอยากใช้สายเดียวกับมือถือที่เป็น USB-C อาจต้องหาหัวแปลงติดไว้
ข้อดี
รองรับ Windows, macOS, iOS, Android, ChromeOS ครอบคลุมสุด
เชื่อมต่อได้ 3 อุปกรณ์พร้อมกัน สลับได้ง่ายด้วยปุ่ม
ดีไซน์เอียงเข้ากับสรีระ ช่วยให้พิมพ์สบายขึ้น
เคลือบสารกันแบคทีเรีย Targus DefenseGuard ลดความเสี่ยงเรื่องเชื้อโรคสะสม
ข้อสังเกต
ยังใช้หัวชาร์จแบบ MicroUSB ทำให้ต้องมีสายเฉพาะหรือหัวแปลงเพิ่มเติม
4. Jomaa Bluetooth Keyboard พร้อมขาตั้งสมาร์ทโฟน (ประมาณ 924 บาท)

รุ่นนี้ออกแบบมาสายทำงานกับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตโดยเฉพาะ เพราะเป็นคีย์บอร์ด Bluetooth ที่พับแนวนอนหนึ่งทบแล้วตัวเครื่องจะเรียวยาว บางพอจะสอดไว้ในกระเป๋ากางเกงได้ แบบไม่เกะกะ
จุดเด่นมากๆ คือมี ขาตั้งสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตขนาดประมาณ 8 นิ้ว ติดมาให้ในตัว กางออกแล้ววางเครื่องพร้อมใช้พิมพ์ตอบแชท ตอบอีเมล หรืองานด่วนได้ทันที ไม่ต้องหาที่พิงเพิ่ม
ด้านการเชื่อมต่อ ก็จัดเต็มด้วยการรองรับ Bluetooth 3 อุปกรณ์พร้อมกัน สลับระหว่างโน๊ตบุ๊ค แท็บเล็ต หรือมือถือได้รวดเร็ว เหมาะกับคนที่มีหลายดีไวซ์อยู่บนโต๊ะในเวลาเดียวกัน
แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ
ขนาดปุ่มค่อนข้างเล็ก คนมือใหญ่จะรู้สึกอึดอัดนิดหน่อย ต้องปรับตัวพอสมควร
พอร์ตชาร์จยังคงเป็น MicroUSB ทำให้ต้องเตรียมสายเพิ่มอีกเส้น
ข้อดี
พับแนวนอนแล้วขนาดเล็กมาก พกในกระเป๋ากางเกงยังไหว
มีขาตั้งสำหรับมือถือหรือแท็บเล็ต 8 นิ้วมาให้ในตัว กาง-พับง่าย
เชื่อมต่อ Bluetooth ได้ 3 อุปกรณ์พร้อมกัน สลับได้ด้วยปุ่ม
มีปุ่ม F1–F12 และ Hotkeys อยู่บรรทัดตัวเลข ใช้งานฟังก์ชันต่างๆ ได้สะดวก
ข้อสังเกต
ใช้พอร์ตชาร์จ MicroUSB ต้องเตรียมสายหรือหัวแปลงต่างหาก
แป้นพิมพ์เล็ก คนมือใหญ่ต้องใช้เวลาปรับตัว
5. Jomaa Tri-Folding Keyboard (ประมาณ 1,112 บาท)

ถ้าอยากได้ฟีลใกล้คีย์บอร์ดจริงบนโต๊ะ แต่ยังต้องการความพกพา Jomaa Tri-Folding Keyboard คือคำตอบ เพราะเป็นคีย์บอร์ดพับแนวนอน 3 ทบ แต่เมื่อกางออกแล้ว ขนาดปุ่มและความกว้างใกล้เคียงคีย์บอร์ดมาตรฐาน
มีบรรทัด F1–F12 แยกจากตัวเลข รวม Hotkeys ไว้อย่างเป็นระเบียบ ทำให้การพิมพ์งานจริงจังสะดวกขึ้น นอกจากนี้ยังติด ทัชแพดที่รองรับ Touch Gesture มาให้ ใช้ควบคุมโน๊ตบุ๊คได้ง่ายขึ้นอีกขั้น
ฟังก์ชันการเชื่อมต่อรองรับ
เชื่อมต่อได้ 3 อุปกรณ์พร้อมกัน กดสลับการใช้งานได้รวดเร็ว
รองรับทั้ง Windows, macOS, iOS, Android รวมถึงแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟนหลายรุ่น
ที่น่าสนใจมากคือสามารถสลับ เลเยอร์คีย์บอร์ดให้ตรงกับแต่ละระบบปฏิบัติการ ได้ด้วย ช่วยลดปัญหาปุ่มกดไม่ตรงคำสั่ง
ข้อสังเกตคือบางปุ่ม เช่น วงเล็บเหลี่ยมและ Backslash () ขนาดจะเล็กกว่าปกติ ถ้าไม่ได้ใช้บ่อยก็ไม่ใช่ปัญหา แต่ถ้าใช้เขียนโค้ดบ่อยอาจต้องใช้เวลาทำความคุ้นเคยเล็กน้อย
ข้อดี
ขนาดแป้นพิมพ์ใกล้เคียงคีย์บอร์ดมาตรฐาน แต่ยังพับได้ 3 ทบ พกสะดวก
รองรับเชื่อมต่อ 3 อุปกรณ์พร้อมกันและสลับไปมาง่าย
มีทัชแพดรองรับ Touch Gesture ใช้ควบคุมโน๊ตบุ๊คได้สะดวก
มีคำสั่งเปลี่ยนเลเยอร์ให้เหมาะกับ Windows, macOS, iOS, Android
ชาร์จแบตผ่าน USB-C ใช้สายเดียวกับสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ได้เลย
มีปุ่ม F1–F12 แยกจากชุดปุ่มหลัก ฟังก์ชัน Hotkeys ใช้งานง่าย
มีปุ่มลัดสำหรับ ล็อคการทำงานของทัชแพด เมื่อไม่ต้องการใช้งาน
ข้อสังเกต
ปุ่มบางตำแหน่งมีขนาดเล็กกว่าปกติ ตอนเริ่มใช้งานอาจต้องปรับตัว
6. iClever BK08 (ประมาณ 1,484 บาท)

iClever BK08 เป็นตัวเลือกสำหรับคนที่พร้อมเพิ่มงบ เพื่อแลกกับความครบเครื่องในชิ้นเดียว เพราะนอกจากเป็นคีย์บอร์ดแล้ว ยังมี ทัชแพดและปุ่มคลิกซ้าย–ขวา ให้มาครบ ใช้แทนเมาส์ได้เต็มตัว เหมาะมากกับโต๊ะเล็กหรือการทำงานนอกสถานที่ที่ไม่มีพื้นที่วางเมาส์
รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth กับ 3 อุปกรณ์พร้อมกัน จะต่อกับโน๊ตบุ๊ค แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟนแล้วสลับใช้ไปมาก็ทำได้อย่างลื่นไหล
ในเรื่องแบตเตอรี่ จัดว่าอึดเพราะใช้งานต่อเนื่องได้ถึง ประมาณ 60 ชั่วโมง ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และชาร์จผ่าน USB-C ได้ทันทีจากสายชาร์จมือถือ
ข้อจำกัดจะคล้ายกับคีย์บอร์ดพกพาหลายรุ่น คือ
ขนาดปุ่มเล็กกว่าแบบเต็มไซซ์
ปุ่ม F1–F12 และ Hotkeys รวมไว้บนบรรทัดตัวเลข ต้องกดปุ่มฟังก์ชันร่วม ช่วงแรกอาจงงๆ นิดหน่อยจนกว่าจะชิน
ข้อดี
ขนาดกะทัดรัด พับแล้วเท่ากระเป๋าสตางค์ พกง่าย
เชื่อมต่อ Bluetooth ได้ 3 อุปกรณ์พร้อมกัน สลับได้ทันที
แบตอึด ใช้งานต่อเนื่องประมาณ 60 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
มีทัชแพดและปุ่มคลิกซ้าย–ขวาในตัว ใช้แทนเมาส์ได้
รองรับ Windows, macOS, iOS, Android
ข้อสังเกต
รวมปุ่ม F1–F12 และ Hotkeys ไว้บรรทัดตัวเลข ต้องปรับตัวช่วงแรก
ขนาดปุ่มบางตัวค่อนข้างเล็ก มือใหญ่ต้องใช้เวลาให้ชิน
สรุปภาพรวมสเปค 6 รุ่นเด็ด ใช้ชิ้นเดียวคุมได้หลายเครื่อง


คีย์บอร์ดไร้สายแบบพับได้ ไม่ได้เด่นแค่เรื่องการเก็บง่าย แต่ยัง เชื่อมต่ออุปกรณ์ได้หลายชิ้นพร้อมกัน ต่อให้ใช้โน๊ตบุ๊ค Windows คู่กับ iPad หรือแท็บเล็ต Android ก็แค่กดสลับอุปกรณ์และปรับเลเยอร์คีย์บอร์ดให้ตรงกับ OS นั้นๆ ก็ใช้งานได้แบบไม่ติดขัด
ผลลัพธ์คือ
ไม่ต้องเอื้อมไปพิมพ์ทีละเครื่องให้เสียเวลา
ไม่ต้องพกคีย์บอร์ดหลายตัวให้หนักกระเป๋า
ทำงานข้ามอุปกรณ์ได้ลื่นขึ้นเยอะ
ถ้าคุณเป็นสายทำงาน–เรียนที่ต้องอยู่กับหลายจอพร้อมกัน ลงทุนกับคีย์บอร์ดพับได้ดีๆ สักชิ้น คือการอัปเกรดประสบการณ์ใช้งานที่รู้สึกได้ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มใช้
FAQ: รวมคำถามยอดฮิตเรื่องคีย์บอร์ดไร้สายพับได้
1. ทำไมเวลาสลับไปใช้อุปกรณ์คนละระบบปฏิบัติการ ต้องกดเปลี่ยน Layer ของคีย์บอร์ด?
เพราะแต่ละระบบปฏิบัติการ เช่น Windows กับ macOS จะจัดวางปุ่มและการตีความคำสั่งบางปุ่มไม่เหมือนกัน ถ้าไม่สลับเลเยอร์ให้ตรง ระบบอาจอ่านปุ่มผิดหรือไม่ตอบสนองตามที่ต้องการได้
2. ระยะการเชื่อมต่อ Bluetooth ปกติได้ประมาณกี่เมตร?
ส่วนใหญ่คีย์บอร์ด Bluetooth จะทำงานได้ดีในระยะราว 10 เมตร ยิ่งห่างมากสัญญาณจะค่อยๆ อ่อนลงจนหลุดการเชื่อมต่อ และถ้ามีผนังหรือสิ่งกีดขวางมาก ระยะใช้งานจริงอาจสั้นลง
3. ปุ่มลัดเปลี่ยนภาษาบนคีย์บอร์ดของแต่ละระบบกดอย่างไร?
Windows: ค่าเริ่มต้นส่วนมากจะเป็น `Alt + Shift` แต่หลายคนจะตั้งให้ใช้ปุ่ม Grave Accent (`) เพราะกดง่ายกว่า
macOS: ใช้ `Control + Space bar`
iOS / Android เมื่อใช้คีย์บอร์ดภายนอก: ส่วนใหญ่ใช้ `Control + Space bar` ได้เช่นกัน
4. Bluetooth เวอร์ชั่นไหนถือว่าเก่า (Legacy) และเวอร์ชั่นไหนคือรุ่นใหม่?
Bluetooth 1.0–3.0 จัดเป็นเวอร์ชั่นเก่า (Legacy)
ตั้งแต่ Bluetooth 4.0 เป็นต้นไป ถือเป็นเวอร์ชั่นปัจจุบันที่เน้นความประหยัดพลังงานและความเสถียรที่ดีขึ้น

