รับแอปรับแอป

6-6-6 Walking Challenge เทรนด์เดินเร็วที่กำลังไวรัล พร้อมลิสต์รองเท้า HOKA คู่ใจสายเดินฟังพอดแคสต์

นพดล แก้วคำ01-29

6-6-6 Walking Challenge คืออะไร ทำไมถึงฮิตขนาดนี้?

ถ้าคุณเป็นสายวิ่ง สายเดินเร็ว หรือกำลังหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้ตัวเองลุกจากโซฟา เทรนด์ 6-6-6 Walking Challenge กำลังมาแรงแบบห้ามพลาด เพราะทั้งโครงสร้างชัด ทำตามง่าย และเหมาะทั้งมือใหม่และสายฟิตตัวจริง

คีย์เวิร์ดอยู่ที่ตัวเลข “6-6-6” ที่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แต่จริงๆ คือสูตรเดินเร็วที่ทำให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องมีเป้าหมายและไม่จำเจ

มันคือการเดินที่ผูกเข้ากับเวลา และจังหวะของร่างกายแบบง่ายๆ แต่โคตรมีระบบ ใครเพิ่งเริ่มออกกำลังกายก็เริ่มได้ ใครเบื่อวิ่งแล้วหันมาเดินเร็วก็เวิร์กมาก

ถอดรหัส 6-6-6 Walking Challenge

6-6-6 Walking Challenge คือรูปแบบการออกกำลังกายด้วยการเดิน ที่แบ่งโครงสร้างแบบชัดๆ ดังนี้

  • 6 ที่หนึ่ง: เดินช่วงเวลา 6 โมงเช้า หรือ 6 โมงเย็น

  • 6 ที่สอง: วอร์มอัพ 6 นาที + คูลดาวน์ 6 นาที

  • 6 ที่สาม: รวมเวลาการเดินทั้งหมด 60 นาที โดยในนั้นเป็นการเดินเร็วต่อเนื่อง 48 นาที

จุดเด่นคือ เรียบง่าย ยืดหยุ่น ไม่ต้องมีอุปกรณ์เยอะ แค่

  • รองเท้าที่ใส่สบายและซัพพอร์ตดี

  • พื้นที่สำหรับเดิน ไม่ว่าจะสวนสาธารณะ ถนนในหมู่บ้าน หรือทางเดินในฟิตเนส

คุณจะเลือกทำตอนเช้าเพื่อเติมพลัง หรือช่วงเย็นเพื่อลดเครียดหลังเลิกงานก็ได้หมด ปรับเข้ากับไลฟ์สไตล์ตัวเองได้เลย

เทรนด์นี้เริ่มจากไหน ทำไมถึงดังทั่วโซเชียล

6-6-6 Walking Challenge เกิดจากกระแสบนโซเชียลที่คนเริ่มแชร์วิธีออกกำลังกายแบบเดินเร็ว ที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่โหดเกินไป แต่เห็นผลชัด

เมื่อผู้เชี่ยวชาญสายสุขภาพและฟิตเนสหลายคนลองทำ แล้วพบว่าช่วยได้ทั้ง

  • การเผาผลาญพลังงาน

  • การเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

  • สุขภาพจิตและอารมณ์ที่ดีขึ้น

เทรนด์นี้เลยถูกแชร์ต่ออย่างรวดเร็วบนแพลตฟอร์มใหญ่ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผู้คนโพสต์ผลลัพธ์กันแบบจริงจัง ทั้งเรื่อง

  • น้ำหนักลดลง

  • รู้สึกฟิตขึ้น

  • ความสุขและคุณภาพชีวิตดีขึ้น

เรียกได้ว่าเป็นชาเลนจ์ที่ไม่ได้ดูยากจนถอดใจตั้งแต่วันแรก แถมให้ผลลัพธ์ที่จับต้องได้

วิธีเริ่มทำ 6-6-6 Walking Challenge แบบจับมือทำ

ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่สายเดิน หรือสายวิ่งที่อยากเปลี่ยนโหมดมาเดินเร็ว โครงสร้าง 6-6-6 เริ่มได้ง่ายมาก แบ่งเป็น 4 สเต็ปชัดๆ

1. เลือกเวลา: 6 โมงเช้า หรือ 6 โมงเย็น

ให้เลือกช่วงเวลาที่เข้ากับชีวิตคุณจริงๆ

  • ช่วงเช้า (06:00 น.)

    • เหมาะกับคนชอบเริ่มต้นวันแบบสดชื่น

    • ช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญทั้งวัน

    • ทำให้สมาธิดีขึ้น พร้อมลุยงานได้ทั้งวัน

  • ช่วงเย็น (18:00 น.)

    • ดีสำหรับคนที่อยากปลดล็อกความเครียดหลังเลิกงาน

    • ช่วยคลายความล้าและช่วยให้นอนหลับสบายขึ้น

2. วอร์มอัพ 6 นาที: ปลุกกล้ามเนื้อให้ตื่น

การวอร์มอัพคือด่านสำคัญที่ห้ามข้าม เพราะช่วยลดโอกาสบาดเจ็บและทำให้เดินได้มีประสิทธิภาพขึ้น โดยโครงสร้าง 6 นาทีอาจจัดแบบนี้

  • เดินช้าๆ 2 นาที ให้ร่างกายเริ่มปรับตัว

  • ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ 2 นาที เน้นน่อง ต้นขา สะโพก และหลัง

  • เดินเร็วขึ้นเล็กน้อยอีก 2 นาที เพื่อเตรียมเข้าสู่โหมดเดินเร็วจริงจัง

3. เดินเร็ว 48 นาที: โซนเหนื่อยพอดีที่เผาผลาญโหด

จุดหลักของชาเลนจ์คือเดินเร็วต่อเนื่อง 48 นาที ด้วยความเร็วระดับ เหนื่อยหน่อยๆ แต่ยังพูดคุยได้ (ใช้ Talk Test เช็กตัวเอง) ถือว่าอยู่ระดับความเข้มข้นปานกลางที่เหมาะกับการเผาผลาญไขมัน

ถ้าคุณเป็นมือใหม่มากๆ สามารถแบ่งเป็นช่วงย่อย เช่น

  • เดินเร็ว 10 นาที พักเดินช้าลง 1 นาที แล้วทำซ้ำให้ครบ 48 นาที

  • หรือเดินต่อเนื่องแบบไม่โหดจนเกินไป ครบ 48 นาที จากนั้นค่อยคูลดาวน์อีก 6 นาที

4. คูลดาวน์ 6 นาที: ปล่อยร่างกายลงเกียร์ว่าง

หลังจากเดินเร็วจบแล้ว ต้องให้ร่างกายค่อยๆ ลดระดับความเครียดของกล้ามเนื้อและหัวใจด้วยการคูลดาวน์

  • เดินช้าลง 3 นาที ลดความเร็วลงทีละนิด

  • ยืดเหยียดกล้ามเนื้ออีก 3 นาที เพื่อช่วยลดอาการปวดล้าหลังออกกำลังกาย และช่วยให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น

ทำไมต้องเดินเร็วให้ครบ 48 นาที?

ตัวเลข 48 นาทีไม่ใช่ใส่มาให้ดูเท่ๆ แต่เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายมีโอกาสเข้าสู่ Fat-Burning Zone ซึ่งเป็นโซนที่ใช้ไขมันเป็นแหล่งพลังงานหลัก

โดยทั่วไปโซนนี้จะอยู่ที่ประมาณ 60–70% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด และการเดินเร็วที่ต่อเนื่องอยู่ในระดับนี้พอดี

แปลว่าอะไร?

  • ไม่จำเป็นต้องวิ่งเสมอไปถึงจะเผาผลาญดี

  • ถ้าวิ่งแล้วเหนื่อยเกินไป หอบ พูดไม่ออก ร่างกายอาจจะเครียดเกิน

  • เดินเร็ว 48 นาทีตามหลัก 6-6-6 คือจุดบาลานซ์ที่ทั้งไหวและยั่งยืน

สำหรับใครที่เคยคิดว่า “เดินจะสู้วิ่งได้เหรอ” ลองให้โอกาสโปรแกรมนี้ แล้วคุณอาจจะติดใจเดินเร็วมากกว่าวิ่งก็ได้

ข้อดีของ 6-6-6 Walking Challenge ที่มากกว่าการเผาผลาญไขมัน

การเดินเร็วในรูปแบบ 6-6-6 ไม่ได้ช่วยแค่เบิร์นแคลอย่างเดียว แต่ยังดีต่อทั้งฮอร์โมน ระบบหัวใจ กล้ามเนื้อ และสุขภาพโดยรวม

1. ปรับสมดุลฮอร์โมนและสารสื่อประสาท

เมื่อคุณเดินเร็วในระดับที่เหมาะสม ร่างกายจะหลั่งสารดีๆ หลายตัวออกมา เช่น

  • เอนดอร์ฟิน (Endorphins): ฮอร์โมนแห่งความสุข ช่วยลดความเครียดและความรู้สึกเจ็บปวด

  • โดปามีน (Dopamine): ทำให้รู้สึกมีแรงบันดาลใจ มีความสุข และอยากลุกไปทำอะไรต่อ

  • เซโรโทนิน (Serotonin): เด่นเรื่องการคุมอารมณ์และการนอนหลับ ทำให้อารมณ์นิ่งขึ้น เหมาะกับคนที่มีปัญหาด้านอารมณ์หรือภาวะเครียดสะสม

พูดง่ายๆ คือ เดินให้ดีๆ ครั้งหนึ่ง เหมือนรีเฟรชสมองและอารมณ์ตัวเองทีหนึ่ง

2. ดีต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด

การเดินเร็วจัดเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่ช่วยให้

  • หัวใจแข็งแรงขึ้น สูบฉีดเลือดได้มีประสิทธิภาพ

  • ความดันโลหิตลดลงได้ทั้งค่าบนและค่าล่าง

  • ระดับไขมันดี (HDL) เพิ่มขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด

ผลลัพธ์คือหัวใจทำงานได้ดีขึ้นในระยะยาว ไม่ใช่แค่เหนื่อยตอนเดินแล้วจบไป

3. เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการทรงตัว

การเดินเร็วอย่างสม่ำเสมอช่วยให้

  • กล้ามเนื้อขาและสะโพกแข็งแรงขึ้น

  • ก้าวเดินมั่นคง กระฉับกระเฉง

  • การทรงตัวดีขึ้น เหมาะมากสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกาย หรือคนที่ไม่อยากออกแรงกระแทกเยอะเหมือนตอนวิ่ง

เคล็ดลับทำ 6-6-6 Walking Challenge ให้สำเร็จและทำต่อได้ยาวๆ

ความลับของชาเลนจ์นี้ไม่ได้อยู่ที่ความโหด แต่อยู่ที่ ความสม่ำเสมอและการออกแบบให้ตัวเองอยากกลับมาทำเรื่อยๆ ลองใช้ทริกเหล่านี้ช่วย

  • เลือกเส้นทางที่เดินแล้วไม่เบื่อ
    เช่น สวนสาธารณะ ทางจักรยาน เส้นทางที่วิวดี มีต้นไม้ หรือทางที่คุณรู้สึกปลอดภัยและเดินแล้วสบายใจ

  • ใช้เทคโนโลยีช่วยเก็บสถิติ
    แอปออกกำลังกายต่างๆ จะช่วยบันทึกเวลา ระยะทาง และแคลอรี่ที่เผาผลาญ ทำให้คุณเห็นพัฒนาการตัวเองชัดขึ้น และเกิดแรงฮึดอยากเดินต่อ

  • สร้างนิสัยมากกว่าฮึดแค่ชั่วคราว
    วางตารางเดินให้ชัด เช่น เดิน 3–4 วันต่อสัปดาห์ จะยืดหยุ่นได้บ้างก็ไม่เป็นไร แต่ห้ามหายยาว เพราะวินัยคือกุญแจสำคัญของผลลัพธ์

  • ฟังเพลงหรือ Podcast ระหว่างเดิน
    ถ้ารู้สึกว่าเดินเฉยๆ น่าเบื่อ ลองพกหูฟัง เปิดเพลง หรือฟัง Podcast ที่คุณชอบ เปลี่ยน 48 นาทีให้กลายเป็นเวลาเรียนรู้หรือเวลาชิลไปในตัว

  • เลือกรองเท้าที่ซัพพอร์ตดี
    รองเท้าที่ออกแบบมาสำหรับเดินหรือเดินเร็วจะช่วยลดแรงกระแทก ทำให้ก้าวเดินมั่นคง และลดโอกาสบาดเจ็บ การลงทุนรองเท้าคู่ดีๆ สักคู่จะทำให้คุณอยากออกไปเดินมากขึ้นจริงๆ

แนะนำรองเท้าเดินเร็วสาย HOKA สำหรับ 6-6-6 Walking Challenge

ถ้าอยากจริงจังกับการเดินเร็ว การเลือกรองเท้าที่รองรับน้ำหนัก ซัพพอร์ตเท้า และใส่แล้วสบายคือเรื่องสำคัญ แบรนด์ HOKA ถือว่าเป็นสายรองเท้าวิ่ง–เดินเร็วที่เด่นเรื่องพื้นนุ่ม เด้ง และลดแรงกระแทกได้ดีมาก

ด้านล่างนี้คือตัวเลือกน่าสนใจสำหรับใช้คู่กับ 6-6-6 Walking Challenge

1. HOKA-CLIFTON 10

รุ่นยอดนิยมที่ทั้ง เบาและซัพพอร์ตดี เหมาะสำหรับทั้งวิ่ง เดิน และเดินเร็วในชีวิตประจำวัน

จุดเด่นคือ

  • ใช้โฟมสูตรใหม่ ลดแรงกระแทกได้ดี

  • พื้นชั้นกลางแบบ CMEVA midsole ให้ฟีลนุ่ม รองรับแรงกดและส่งคืนพลังงานไปในตัว

  • พื้นชั้นนอกออกแบบใหม่ ช่วยให้ก้าวเดินนิ่ง มั่นคง และสบายเท้าตลอดช่วงเวลา 60 นาทีของชาเลนจ์

ถ้าคุณมองหารองเท้าเอนกประสงค์คู่เดียวที่ใช้ได้ทั้งวิ่งและเดินเร็ว รุ่นนี้ตอบโจทย์มาก

2. HOKA-BONDI 9

สายชอบพื้นหนา นุ่ม ซัพแรงกระแทกจัดเต็ม ต้องลอง BONDI 9 เพราะขึ้นชื่อเรื่องความนิ่มและฟีลสบายเท้าเวลาเดินนานๆ

ไฮไลต์ของรุ่นนี้คือ

  • ใช้โฟม Super Critical EVA รุ่นใหม่ ให้ฟีลนุ่มแต่ยังตอบสนองดี

  • เพิ่มความหนาพื้นรองเท้าอีก 2 มม. รับแรงกระแทกได้ดีขึ้น

  • มีส่วนหุ้มข้อเท้าแบบ 3D Molded Collar ช่วยเพิ่มความกระชับและความสบาย

ถ้าคุณตั้งใจทำ 6-6-6 Walking Challenge อย่างจริงจัง และเน้นความนุ่มสบายเป็นอันดับแรก รุ่นนี้คือเพื่อนร่วมทางที่เหมาะมาก

3. HOKA-RINCON 4

สำหรับคนที่อยากได้รองเท้า น้ำหนักเบาเป็นพิเศษ แต่ยังไม่ทิ้งเรื่องซัพพอร์ต HOKA-RINCON 4 คือคำตอบ

จุดเด่นสำคัญ

  • เบาใส่สบาย เหมาะกับทั้งวิ่งและเดินเร็วระยะยาว

  • ดีไซน์เรียบง่ายแต่ยังคงความสามารถในการรองรับแรงกระแทก

  • ใช้พื้นชั้นกลาง Compression-Molded EVA (CMEVA) และทำพื้นโฟมแบบ 2 ชั้น ช่วยลดแรงกระแทกและเพิ่มการดีดตัวของเท้า

ใครชอบรองเท้าฟีลเบาๆ ใส่แล้วเหมือนไม่ได้ใส่ แต่ยังรองรับดี รุ่นนี้ควรลอง

4. HOKA-SKYFLOW

รุ่นที่ถูกออกแบบมาให้ใช้ได้ทั้งกับการเทรนนิ่งและการเดินเร็วในชีวิตประจำวัน

คุณสมบัติเด่นคือ

  • เพิ่มความหนาของพื้นยาง ช่วยเรื่องความทนทานและการรับน้ำหนัก เหมาะแม้สำหรับคนที่น้ำหนักตัวค่อนข้างเยอะ

  • ใช้พื้นชั้นกลาง Supercritical EVA ที่นุ่มและสมดุล ให้ฟีลซัพพอร์ตกำลังดี

  • เหมาะสำหรับใช้ทำ 6-6-6 Walking Challenge และใช้เป็นคู่หลักเวลาไปเทรนนิ่ง

เรียกได้ว่าเป็นรองเท้าสายเทรนนิ่งที่หยิบมาใส่ได้แทบทุกวัน

5. HOKA-SKYWARD X

รุ่นพรีเมียมสำหรับสายจริงจัง แม้ราคาจะสูงหน่อย แต่จัดเต็มทั้งเทคโนโลยีและการซัพพอร์ต

รุ่นนี้โดดเด่นด้วย

  • ระบบรองรับแรงกระแทกขั้นสูง ให้ความนุ่มและการตอบสนองดีมาก

  • ออกแบบมาให้ใช้ได้ทั้งเทรนนิ่งวิ่งและเดินเร็วทุกวัน

  • ใช้นวัตกรรม Deep Active Foot Frame ช่วยโอบประคองเท้า เพิ่มความมั่นคงในทุกก้าว

ถ้าคุณกำลังมองหารองเท้าที่ทั้งนุ่ม เด้ง มั่นคง และใช้เป็นคู่หลักในการฝึกซ้อม รุ่นนี้คือสายพรีเมียมที่น่าลงทุน

6. HOKA-GAVIOTA 5

รุ่นที่เกิดมาเพื่อความมั่นคงในการก้าวเดิน เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการรองเท้าซัพพอร์ตสูง หรือมีปัญหาเท้าแบน

ฟีเจอร์สำคัญ

  • ใช้เทคโนโลยี H-Frame™ เอกสิทธิ์ของ HOKA ช่วยเพิ่มความมั่นคงของเท้า ระหว่างเดินหรือเดินเร็วจะทรงตัวได้ดีขึ้น

  • ซัพพอร์ตดี เหมาะกับการเดินหรือวิ่งนานๆ ลดความเมื่อยล้าและช่วยป้องกันการบิดของเท้า

  • มาพร้อมเทคโนโลยี Early stage MetaRocker™ ทำให้การถ่ายน้ำหนักและการก้าวเดินลื่นไหลบนสภาพพื้นผิวต่างๆ

ถ้าอยากได้รองเท้าที่ช่วยพยุงเท้าดีๆ รุ่นนี้คือหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจมาก

7. HOKA-ARAHI 7

เหมาะสำหรับคนที่ต้องการรองเท้าเน้นการซัพพอร์ตอุ้งเท้าโดยเฉพาะ โดยยังคงน้ำหนักเบาอยู่ในระดับที่เดินนานๆ ได้ไม่อึดอัด

จุดเด่นคือ

  • ใช้เทคโนโลยี J-Frame™ ช่วยประคองอุ้งเท้าและควบคุมการลงน้ำหนัก ทำให้ก้าวเดินมั่นคง แม้คนที่น้ำหนักตัวเยอะหรือหน้าเท้ากว้าง

  • อัปเปอร์เป็นผ้าถัก ระบายอากาศดี ใส่นานๆ ก็ยังรู้สึกสบาย ไม่อึดอัด

  • น้ำหนักประมาณ 282 กรัม ถือว่าเบาเมื่อเทียบกับระดับการซัพพอร์ตที่ให้ได้

สรุป: เดินเร็ว 6-6-6 ไม่ต้องทำทุกวัน แต่ต้องทำให้เป็นนิสัย

การทำ 6-6-6 Walking Challenge ไม่ได้บังคับว่าคุณต้องออกกำลังกายทุกวันแบบไม่มีวันพัก เพียงแค่

  • วางตารางให้ชัดว่าจะเดินกี่วันต่อสัปดาห์

  • ทำให้สม่ำเสมอมากกว่าทำทีเดียวหนักๆ แล้วหายไปยาว

ถ้าคุณมีวินัยกับตัวเองมากพอ ผลลัพธ์ทั้งเรื่องสุขภาพ หุ่น และสุขภาพจิตจะเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นแน่นอน

อย่าลืมเลือกรองเท้าที่เหมาะกับการเดินเร็ว ที่ทั้งซัพพอร์ตแรงกระแทกดี ใส่สบาย และหยิบมาใส่ได้ในชีวิตประจำวันด้วย เพราะ รองเท้าดีๆ คือเพื่อนร่วมทางของทุกก้าวที่คุณเลือกเดิน

แล้วลองเปลี่ยน 48 นาทีของ 6-6-6 ให้กลายเป็น “เวลาของตัวเอง” จะฟังเพลง ฟัง Podcast หรือปล่อยใจไปกับจังหวะก้าวเดิน ก็ล้วนเป็นการดูแลทั้งร่างกายและหัวใจในคราวเดียวกัน