จากแอปส่งอาหารสู่แพลตฟอร์มบริการครบวงจร
LINE MAN เริ่มต้นจากการเป็นแอปเดลิเวอรี่อาหาร แต่ปัจจุบันได้พัฒนาเป็นแพลตฟอร์มบริการแบบครบวงจรที่ “สู้ทุกเมื่อ เพื่อคนไทย” ทั้งในมุมผู้บริโภค ร้านค้า และไรเดอร์ ด้วยภาพลักษณ์แอปที่ใช้ง่าย เข้าถึงคนไทย และเข้าใจพฤติกรรมการใช้ชีวิตในประเทศอย่างลึกซึ้ง
ในตลาดที่ธุรกิจ Food Delivery ไทยมีมูลค่าราว 1.7 แสนล้านบาท และเข้าสู่การแข่งขันรอบใหม่หลังโควิด-19 LINE MAN ใช้จุดแข็งด้านความเข้าใจผู้บริโภคไทย ร้านอาหาร SME และเครือข่ายพาร์ตเนอร์ในประเทศ ขยายตัวไปสู่บริการหลากหลาย ทั้งสั่งอาหาร เรียกรถ ช้อปของใช้ ส่งของ-พัสดุ รวมถึงบริการด้านสุขภาพและการเงินบางส่วน ทำให้ LINE MAN กลายเป็นมากกว่าการ “สั่งข้าวผ่านแอป” แต่เป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทย
ภาพรวมบริการหลักของ LINE MAN
ในปัจจุบัน LINE MAN ให้บริการหลัก ๆ ผ่านแอปเดียว โดยเชื่อมต่อกับบัญชี LINE ของผู้ใช้ และครอบคลุมหลายความต้องการในชีวิตประจำวัน ได้แก่
บริการสั่งอาหาร (Food Delivery): ส่งความอร่อยจากกว่า 400,000 ร้านทั่วประเทศ ค่าส่งเริ่มต้น 0 บาท มีโปรฯ ลดสูงสุดถึงประมาณ 60% และรองรับโครงการภาครัฐอย่าง คนละครึ่ง / ไทยช่วยไทยพลัส
บริการเรียกรถ (Ride/Taxi): เรียกรถแท็กซี่ผ่าน LINE MAN RIDE “ขี้เกียจโบกแท็กซี่ เรียกพี่สิครับ!” เน้นความปลอดภัยและความไว้ใจ รับส่งถึงที่
บริการสั่งช้อปของใช้ (MART): สั่งซื้อของเข้าบ้านจากร้านค้าและร้านสะดวกซื้อหลากหลายประเภท เช่น อาหารสัตว์ ดอกไม้ ของทำกับข้าว และสินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ โดยบริการ Mart เติบโตปีละ 60–70% ซึ่งเร็วกว่าธุรกิจ Food Delivery ของแพลตฟอร์มเอง
บริการส่งของและเอกสาร (MESSENGER/PARCEL): “ส่งด่วน ถึงไว เรียกใช้ผมนะครับ” ส่งของ ส่งเอกสาร วางบิล ได้ทั่วไทย ตลอด 24 ชั่วโมง มีแพ็กเกจสำหรับบุคคลทั่วไป ร้านค้า และพนักงานออฟฟิศ
บริการด้านสุขภาพ (Telepharmacy): ฟีเจอร์ใหม่ที่ให้ผู้ใช้สามารถปรึกษาเภสัชกรออนไลน์ และสั่งยา-เวชภัณฑ์จัดส่งถึงบ้าน ภายใต้การรับรองจากอย.
ด้วยการรวมบริการเหล่านี้ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ทำให้ LINE MAN ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในรูปแบบ “สั่ง-ส่ง-เดินทาง-ดูแลสุขภาพ” ครบในแอปเดียว

บริการสั่งอาหาร (Food Delivery)
จุดเด่น
บริการสั่งอาหารยังเป็นหัวใจหลักของ LINE MAN โดยมีจุดเด่นสำคัญคือ
จำนวนร้านพาร์ตเนอร์มากที่สุด โดยเฉพาะร้านอาหารขนาดเล็ก เช่น ร้านข้าวตามสั่ง ข้าวขาหมู ร้านขวัญใจชุมชน ทำให้ผู้ใช้มีตัวเลือกอาหารท้องถิ่นและอาหารจานโปรดหลากหลาย
จับฐานลูกค้ากลุ่มแมส หรือผู้ใช้งานทั่วไปในวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้สิทธิภาครัฐ เช่น คนละครึ่ง และ ไทยช่วยไทยพลัส (60/40)
รองรับโครงการภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ทั้ง คนละครึ่ง พลัส และ ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ช่วยให้ร้านอาหารเพิ่มยอดขายและขยายฐานลูกค้า พร้อมช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน
ตัวเลขจากโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” สะท้อนผลลัพธ์ที่ค่อนข้างชัดเจน:
65% ของร้านอาหารในโครงการ หรือมากกว่า 50,000 ร้าน เลือกขายผ่าน LINE MAN
ร้านเหล่านี้มียอดขายโตขึ้นเฉลี่ย 5 เท่า
ฐานลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น 22%
ความถี่ในการสั่งซื้อเพิ่ม 30%
มูลค่าต่อบิลเติบโต 15%
พื้นที่ให้บริการและการแข่งขัน
ตลาด Food Delivery ไทยถูกมองว่าเป็น Duopoly โดย LINE MAN และ Grab ร่วมกันครองสัดส่วนประมาณ 90% ของตลาด (อีกประมาณ 10% เป็น ShopeeFood) ในด้านปริมาณคำสั่งซื้อทั้งตลาดมีราว 2 ล้านออเดอร์ต่อวัน
สำหรับ LINE MAN เอง
มีส่วนแบ่งตลาดราว 46%
เติบโตเกิน 20% สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาด (ประมาณ 10% ปลาย ๆ)
ในเชิงพื้นที่ LINE MAN แข็งแรงเป็นพิเศษใน
โซนอยู่อาศัยรอบนอก เช่น นนทบุรี สมุทรปราการ และจังหวัดรอบนอก
ขณะที่ Grab แข็งแรงใน
ใจกลางเมือง เช่น สุขุมวิท ปทุมวัน หรือกลุ่มผู้ใช้ Expat จากพื้นฐานธุรกิจเรียกรถที่ทำมานาน
ช่องว่างสำคัญที่ LINE MAN ให้ความสำคัญคือพื้นที่ที่เรียกว่า “Swing Vote Area” เช่น จตุจักร พระราม 9 หรือพื้นที่รอยต่อเมืองกับชานเมือง ซึ่งผู้บริโภคยังใช้งานทั้งสองแพลตฟอร์มในสัดส่วนใกล้เคียงกัน นี่คือสนามที่ LINE MAN ใช้โปรโมชันเฉพาะกลุ่มและเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยออกแบบข้อเสนอให้ต่างกันตามพฤติกรรมของผู้ใช้แต่ละคน

จุดต่างจากคู่แข่ง
จากข้อมูลที่ผู้บริหารให้สัมภาษณ์ จุดแข็งหลักของ LINE MAN เมื่อเทียบกับคู่แข่งคือ
ความเก่งด้านร้าน SME ร้านเล็ก ร้านขวัญใจชุมชน ทำให้มีเมนูท้องถิ่นและอาหารบ้าน ๆ ครบกว่า
ฐานผู้ใช้งานกลุ่มแมสและการใช้สิทธิภาครัฐ เช่น คนละครึ่ง หรือ ไทยช่วยไทยพลัส ทำให้การเติบโต 20% ของแพลตฟอร์มมาจากฐานลูกค้ากลุ่มใหญ่จริง ๆ
โปรโมชันแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Coupon) โดยใช้โมเดล AI ช่วยคาดการณ์แรงจูงใจที่เหมาะสม เช่น
ผู้ใช้ใหม่อาจได้ข้อเสนอแบบหนึ่ง
ผู้ใช้ประจำอาจได้รับคำชวนสมัคร VIP หรือดีลเฉพาะทางอีกแบบหนึ่ง
บริการส่งของและพัสดุ (Messenger/Parcel)
รูปแบบการใช้งาน
LINE MAN MESSENGER ถูกวางให้เป็น “ผู้ช่วยส่งของตอบโจทย์ทุกการจัดส่ง” โดยครอบคลุมทั้งบุคคลทั่วไป ร้านค้า และพนักงานออฟฟิศ
สำหรับบุคคลทั่วไป: ส่งด่วน ปลอดภัย มีส่วนลด ตลอด 24 ชั่วโมง คำโปรยคือ “ส่งของ ส่งเอกสาร วางบิล รวดเร็วทันใจ” ครอบคลุมการส่งของทั่วไทย
สำหรับร้านค้า: มีแพ็กเกจส่งของราคาถูก ช่วยประหยัดต้นทุนต่อเดือน ลดสูงสุดราว 2,000 บาท มีไรเดอร์กว่า 100,000 คน พร้อมรับของถึงหน้าร้าน
สำหรับพนักงานออฟฟิศ: เน้นการส่งเอกสารและวางบิล พร้อมบริการพิเศษ เช่น ขึ้นอาคารไปขอลายเซ็น ส่งของถึงมือผู้รับ เพิ่มความสะดวกให้ทีมบัญชีหรือเอกสารที่ต้องเซ็นรับ
ประสบการณ์จากผู้ใช้งานจริง
คำรีวิวจากร้านค้าและผู้ใช้สะท้อนบทบาทของ LINE MAN MESSENGER ในหลายมิติ เช่น
ช่วยให้การส่งสินค้าถึงลูกค้า “ง่ายและเร็วขึ้น” เหมาะกับกรณีที่ลูกค้าต้องการสินค้าด่วน หรือกรณีเปลี่ยนไซซ์สินค้า
รองรับออร์เดอร์จำนวนมาก ทำให้ร้านมั่นใจว่าสินค้าจะถึงมือลูกค้าเร็ว
ร้านที่ทำธุรกิจมานาน เช่น ขายอะไหล่รถยนต์มือสองจากต่างประเทศ กว่า 10 ปี เลือกใช้บริการนี้เพราะความสะดวกและรวดเร็ว
ผู้ประกอบการหลายรายย้ำว่าแอปใช้ง่าย ส่งไว ขนมยังสดใหม่ถึงมือลูกค้า และตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ขายของออนไลน์
แม้ข้อมูลเชิงตัวเลขค่าใช้จ่ายจะไม่ได้ระบุชัดเจน แต่ภาพรวมของบริการถูกวางในมุม “ส่งของถูกทั่วไทย” และมีการออกแพ็กเกจเพื่อช่วยร้านค้าลดต้นทุนการจัดส่ง
บริการเรียกรถแท็กซี่ (Taxi/Transport)
สำหรับบริการเรียกรถ LINE MAN ใช้ชื่อ LINE MAN RIDE พร้อมสโลแกนที่สื่อสารได้ตรง “ขี้เกียจโบกแท็กซี่ เรียกพี่สิครับ!” จุดขายหลักคือ
ความปลอดภัยและความไว้ใจได้ รับส่งถึงที่
ใช้งานผ่านแอปเดียวกับการสั่งอาหารและบริการอื่น ๆ ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องสลับแพลตฟอร์ม
ในตลาดใจกลางเมือง จุดแข็งของ Grab ด้านแท็กซี่ถูกยอมรับว่าแข็งแรงกว่า เนื่องจากอยู่ในธุรกิจนี้มานาน แต่ LINE MAN ก็ใช้ฐานผู้ใช้เดิมและความคุ้นเคยกับแอปมาเป็นจุดเสริมในการดึงคนไทยเข้ามาใช้บริการเรียกรถภายในแพลตฟอร์มเดียว
ฟีเจอร์เสริมและโปรโมชัน
หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ LINE MAN เป็น “แอปยอดนิยมในหมู่คนไทย” คือระบบโปรโมชันและฟีเจอร์เสริมที่หลากหลาย ช่วยให้ทั้งผู้ใช้และร้านค้าได้ประโยชน์ร่วมกัน โดยสามารถสรุปฟีเจอร์และแคมเปญสำคัญได้ดังนี้
1. คูปองส่วนลดและแคมเปญ “ถูกสุดทุกวัน ลดเกินครึ่ง!”
ภายใต้กิจกรรม “LINE MAN ถูกสุดทุกวัน ลดเกินครึ่ง!” ผู้ใช้จะได้สิทธิประโยชน์ เช่น
โค้ดลด “LINEMAN”
ลดสูงสุด 50% ของค่าสินค้า
ไม่มีขั้นต่ำในการสั่งซื้อ
ลดเฉพาะค่าสินค้า (ไม่รวมค่าจัดส่งและค่าบริการอื่น ๆ)
ส่วนลดต่อคำสั่งซื้อสูงสุด 100 บาท และสิทธิ์ต่อวันมีจำนวนจำกัด
ดีลล็อกราคา
ซื้อดีล/คูปองล่วงหน้าในราคาเริ่มต้น 1 บาท ลดอย่างน้อย 60% ของค่าสินค้า
ใช้เมนูได้ภายในเวลาที่กำหนด หากไม่ใช้ภายในเวลานั้นจะถือว่าสละสิทธิ์
Flash Deal
เมนูโปรโมชั่นเฉพาะช่วงเวลา เช่น ช่วงบ่ายหรือเย็น ลดประมาณ 40%
ดีลเดือด
เมนูลดทั้งวัน ลดตั้งแต่ 25% ขึ้นไปของค่าสินค้า
Dine-in Deal (ดีลกินที่ร้าน)
ซื้อดีลล่วงหน้าไปกินที่ร้านจริงในภายหลัง
มูลค่าส่วนลดสูงสุด 70% ของค่าสินค้า (ไม่รวมค่าบริการอื่นของร้าน)
ส่งฟรี 0 บาท
ร้านค้าที่เข้าร่วมรายการส่งฟรี (ค่าส่งเริ่มต้น 0 บาท) เมื่อมียอดสั่งซื้อขั้นต่ำตามที่ร้านกำหนด
ราคาค่าส่งที่แสดงในระบบเป็นราคาหลังหักส่วนลดแล้ว และอาจแตกต่างกันตามพื้นที่ เวลา และร้านค้า
แคมเปญเหล่านี้ถูกออกแบบภายใต้ข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ชัดเจน มีการจำกัดสิทธิ์ต่อวัน และสงวนสิทธิ์ยกเลิกการให้บริการหรือสิทธิประโยชน์ในกรณีพบการใช้สิทธิ์โดยมิชอบ
2. สมาชิก LINE MAN VIP
สมาชิก LINE MAN VIP ถูกออกแบบมาเพื่อผู้ใช้ที่สั่งบ่อย โดยมีจุดเด่นคือ
สมัครสมาชิกแบบรายปีในราคาพิเศษ เช่น 49 บาท/ปี (เฉลี่ยราว 4 บาท/เดือน จากราคาปกติ 99 บาท) สำหรับรอบบิลที่อยู่ในช่วงโปร
ระบบต่ออายุอัตโนมัติเมื่อครบกำหนดรอบบิล
สิทธิประโยชน์ที่ได้อาจรวมถึง
ส่วนลดค่าส่งสินค้าผ่านบริการ Food Delivery จากร้านที่ร่วมรายการ
ส่วนลด/สิทธิประโยชน์ในบริการ FOOD, MART, RIDE และ MESSENGER
มูลค่ารวมส่วนลดสูงสุดต่อผู้ใช้หนึ่งราย ไม่เกิน 1,500 บาทต่อรอบการใช้งาน
3. การชำระเงินผ่าน LINE Pay
LINE MAN ผนึกกำลังกับ LINE Pay เพื่อกระตุ้นการใช้งานการจ่ายเงินแบบดิจิทัล โดยมีโปรฯ เช่น
สำหรับลูกค้าใหม่ที่ใช้ LINE Pay Wallet ครั้งแรก
คำสั่งซื้อแรก: ส่วนลดค่าส่งสูงสุด 20 บาท (1 สิทธิ์/เดือน)
คำสั่งซื้อต่อไป: ส่วนลดค่าส่งสูงสุด 5 บาท (4 สิทธิ์/เดือน)
สำหรับลูกค้าปัจจุบัน
ส่วนลดค่าส่งสูงสุด 5 บาทต่อคำสั่งซื้อ (สูงสุด 4 สิทธิ์/เดือน)
เงื่อนไขสำคัญคือ
ส่วนลดใช้ได้เฉพาะเมื่อชำระผ่าน LINE Pay Wallet
จำกัดการใช้ส่วนลดค่าส่งไม่เกิน 1 ครั้งต่อสัปดาห์ต่อผู้ใช้
ส่วนลดต่อคำสั่งซื้อมีเพดาน เช่น 20, 15 หรือ 5 บาท ตามประเภทผู้ใช้และเงื่อนไขที่กำหนด
4. ฟีเจอร์ PayLater
ฟีเจอร์ LINE MAN PayLater เป็นบริการชำระเงินภายหลังที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้จ่าย โดยจากประสบการณ์ผู้ใช้งานหนึ่งรายระบุว่า
ได้รับวงเงินเริ่มต้นประมาณ 500 บาท
สามารถสั่งอาหารแล้วเลือกชำระภายหลังได้
การใช้งานง่าย เพียงเลือก PayLater ตอนชำระเงิน ระบบจะแสดงยอดและใบแจ้งหนี้ชัดเจน
มีระบบจัดการวงเงินและประวัติการใช้จ่าย ทำให้ควบคุมงบประมาณได้ดีขึ้น โดยเฉพาะช่วงกลางเดือนหรือช่วงที่ไม่ต้องการรูดบัตรเครดิตเพิ่ม
5. การร่วมมือกับ LINE Ecosystem
LINE MAN ได้ประโยชน์จากการอยู่ใน LINE ecosystem ที่ผู้ใช้ไทยคุ้นเคยอยู่แล้ว ทำให้
ผู้ใช้ที่เคยใช้บริการอื่นใน LINE มีแนวโน้มทดลองใช้ LINE MAN มากขึ้น
การเข้าสู่ระบบผ่าน LINE ID ทำให้ประสบการณ์ใช้งานลื่นไหลตั้งแต่การสั่ง การส่ง ไปจนถึงการจ่ายเงิน
เคล็ดลับการใช้งาน LINE MAN ให้คุ้มค่า
จากข้อมูลของบริการและโปรโมชันต่าง ๆ สามารถสรุปแนวทางการใช้ LINE MAN ให้คุ้มค่าได้ในสามมิติหลัก
1. เลือกช่วงโปรให้เหมาะกับพฤติกรรม
ใช้แคมเปญอย่าง “ถูกสุดทุกวัน ลดเกินครึ่ง!” เพื่อเลือกดีลที่ตรงกับการใช้งาน เช่น ดีลล็อกราคา ถ้าชอบซื้อคูปองล่วงหน้า หรือ Flash Deal หากมักสั่งอาหารช่วงบ่าย/เย็น
สำหรับลูกค้าที่สั่งบ่อย การสมัคร LINE MAN VIP อาจช่วยประหยัดค่าส่งได้มากขึ้น เพราะแพ็กเกจถูกออกแบบมาให้มูลค่ารวมส่วนลดสูงกว่าเงินค่าสมาชิก (เมื่อใช้บริการบ่อยพอ)
2. เลือกบริการให้ตรงความต้องการ
ถ้าต้องส่งเอกสารหรือวางบิลบ่อย ๆ การใช้ LINE MAN MESSENGER จะช่วยประหยัดเวลาไปธนาคารหรือหน่วยงานต่าง ๆ เพราะมีบริการขึ้นอาคารและส่งถึงมือผู้รับ
ถ้าต้องส่งของให้ลูกค้าจำนวนมาก ร้านค้าสามารถใช้แพ็กเกจ Line MAN MESSENGER เพื่อลดต้นทุน และใช้ความพร้อมของไรเดอร์จำนวนมากให้เป็นข้อได้เปรียบ
หากต้องการควบคุมงบประมาณการสั่งอาหารอย่างใกล้ชิด ฟีเจอร์ PayLater และการชำระผ่าน LINE Pay ที่มีส่วนลดค่าส่ง จะช่วยให้วางแผนรายจ่ายได้ยืดหยุ่นขึ้น
3. ตั้งค่าความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว
จากข้อมูลในสโตร์ แอป LINE MAN
มีการเข้ารหัสข้อมูลขณะส่ง
มีตัวเลือกให้ผู้ใช้ร้องขอการลบข้อมูล
มีการแชร์และเก็บข้อมูลบางประเภท เช่น ตำแหน่ง ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลทางการเงิน และรหัสอุปกรณ์ โดยแนวปฏิบัติด้านความเป็นส่วนตัวอาจต่างกันตามรูปแบบการใช้งาน ภูมิภาค และอายุของผู้ใช้
ผู้ใช้จึงควรอ่านรายละเอียดนโยบายความเป็นส่วนตัวและเงื่อนไขการใช้งาน เพื่อให้เข้าใจสิทธิของตนเองเกี่ยวกับข้อมูลที่ถูกรวบรวมและแชร์
สรุป: LINE MAN มากกว่าแอปส่งอาหาร และแนวโน้มการเติบโต
เส้นทางของ LINE MAN จากวันที่ต้อง “เผาเงิน” เพื่อดึงผู้ใช้ ด้วยคูปองและส่วนลดมหาศาล มาจนถึงวันนี้ ได้กลายเป็นตัวอย่างของแพลตฟอร์มที่เริ่มพิสูจน์ได้ว่า
สามารถทำกำไรได้จริง: ปี 2568 บริษัทมีกำไรก็ตามเปิดเผยไว้ที่ 542 ล้านบาท จากรายได้รวม 19,613 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักคือ
ฐานผู้ใช้ที่ใหญ่ขึ้น ทำให้ Operation Efficiency ดีขึ้น
กำไรต่อออเดอร์ที่สูงขึ้น (Unit Economics ดีขึ้น)
รายได้เสริมจากธุรกิจอื่น เช่น Advertising, POS และ Financial Services
เครื่องยนต์รายได้หลากหลาย: รายได้จากธุรกิจโฆษณา (Advertising) และบริการทางการเงิน (Financial Services) กลายเป็นเสาหลักร่วมกับ Food Delivery
การขายโฆษณาให้ร้านค้า เช่น ร้านข้าวมันไก่ที่ต้องการถูกค้นหาเจอในย่านที่มีคู่แข่งจำนวนมาก ใช้ระบบ Bidding คล้าย Google/Facebook
บริการปล่อยกู้ให้ร้านค้าและไรเดอร์ ภายใต้การคัดกรองที่เข้มงวด และควบคุมหนี้เสีย (NPL) ให้อยู่ต่ำกว่า 10%
ใช้ AI เป็นอาวุธการแข่งขันใหม่: เมื่อเกม Food Delivery ไม่ได้วัดกันที่ส่วนลดอย่างเดียวอีกต่อไป LINE MAN หันมาเน้น
ใช้ AI รองรับงานบริการลูกค้า (ปัจจุบัน AI รับงานได้เกือบครึ่งหนึ่งของการติดต่อทั้งหมด)
ใช้ AI ช่วยทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยมีการประเมินว่าประมาณ 80% ของซอร์สโค้ดในบริษัทถูกเขียนโดย AI ทำให้ทีมเล็กลงแต่ทำงานได้เร็วขึ้น
ในมุมมองของผู้บริหาร การแข่งขันในตลาด Duopoly อย่าง Food Delivery จะเป็น “เกมระยะยาว” ที่ไม่มีผู้ชนะกินรวบในเวลาอันสั้น การรักษาฐานลูกค้า การเพิ่มความถี่การใช้งาน การขยายไปสู่บริการใหม่ เช่น Telepharmacy และการต่อยอดบริการทางการเงิน จะเป็นตัวชี้วัดความยั่งยืนของแพลตฟอร์มมากกว่าการเผาเงินเพื่อโปรโมชั่นเพียงอย่างเดียว
เป้าหมายสำคัญอีกด้านคือการเตรียมตัวเข้าตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2570 ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์ว่า LINE MAN ไม่ได้เป็นเพียงแค่ “แอปส่งอาหารถูกสุดทุกวัน” แต่เป็นธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลที่สร้างกำไรได้จริง มีโครงสร้างรายได้หลากหลาย และพร้อมเติบโตในยุคที่ AI และระบบนิเวศดิจิทัลเข้ามาเป็นหัวใจของบริการบนโลกออนไลน์


ความคิดเห็น