รับแอปรับแอป

สายน้ำผึ้งทำไมขม? เฉลยทุกสาเหตุพร้อมวิธีดูแลให้หวานหอม

พิมพ์ชนก สุขใจ01-29

สายน้ำผึ้ง: พุ่มเดียวที่สวยก็ได้ กินก็อร่อย

ไม้พุ่มสายน้ำผึ้งบนพื้นที่สวนไม่ใช่แค่ให้ความสวยงาม แต่ยังเป็นวัตถุดิบชั้นดีสำหรับ การแพทย์ การทำอาหาร และความงาม อีกด้วย

ผลเบอร์รี่เล็กๆ สีเข้มที่เติบโตเป็นคู่ นอกจากจะตกแต่งสวนแล้ว ยังแอบซ่อนคุณค่าทางโภชนาการและสรรพคุณทางยาเอาไว้เพียบ

รู้จักสายน้ำผึ้งให้ลึกขึ้นอีกนิด

สายน้ำผึ้งเป็นไม้พุ่มเลื้อย ที่ให้ผลเบอร์รี่กินได้ รสหวานอมเปรี้ยว มีลักษณะเด่นคือ ผลจะออกเป็นคู่เสมอ ดูน่ารักและแปลกตา

มีบันทึกเกี่ยวกับสายน้ำผึ้งในเอกสารประวัติศาสตร์ของประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 แสดงว่าพืชชนิดนี้อยู่กับมนุษย์มานานมากแล้ว

จุดเด่นคือ

  • ไม่โอ้อวด ดูแลง่าย

  • ทนหนาวจัดได้ถึง -40°C

  • เหมาะสำหรับใช้แทนไม้พุ่มจัดสวน เพราะขึ้นง่ายและให้ความเขียวสวยตลอดฤดูกาล

ทำไมสายน้ำผึ้งถึงขม?

ผลเบอร์รี่สายน้ำผึ้งจัดอยู่ในกลุ่มที่สุกเร็ว รสชาติพื้นฐานคือหวานอมเปรี้ยว แต่หลายคนกลับเจอปัญหา “เบอร์รี่ขม” ทั้งที่ดูแลอย่างดีแล้ว

จริงๆ แล้วความขมเกิดได้จากหลายปัจจัย โดยเฉพาะสองสาเหตุหลักต่อไปนี้

1. เลือกพันธุ์ไม่ดีตั้งแต่ต้น

สาเหตุใหญ่สุดมักมาจากการใช้พันธุ์ที่มีคุณภาพต่ำ หรือได้มาจากเมล็ดของสายน้ำผึ้งป่าหรือพันธุ์เกม ซึ่งมักจะให้รสขมเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว

ปัจจุบันมีพันธุ์ที่ถูกปรับปรุงให้

  • ไม่อ่อนไหวต่อสภาพอากาศและพื้นที่ปลูกมากนัก

  • ให้ผลผลิตหอมหวานกว่าเดิม

พันธุ์ที่ขึ้นชื่อเรื่องรสดี เช่น

  • “Bogdana”

  • “Gerda”

  • “Altair”

  • “Bakcharskaya”

  • “Lazurit”

  • “Amazonka”

  • “Early”

  • “Chosen One”

  • “Gzhelskaya” เป็นต้น

พันธุ์เหล่านี้มีแนวโน้มให้ผล หวานกลมกล่อมมากกว่า เมื่อเทียบกับต้นที่เพาะจากเมล็ดป่าทั่วไป

2. การดูแลเรื่องน้ำไม่สมดุล

อีกสาเหตุหนึ่งที่พบได้บ่อยคือ การดูแลไม่เหมาะสม โดยเฉพาะเรื่องความชื้น

  • สายน้ำผึ้งชอบความชื้นในช่วงหน้าฝน เมื่อได้รับน้ำพอเหมาะ ผลมักจะออกมา หวานอมเปรี้ยว กินง่าย

  • ถ้าความชื้นเพียงพอในช่วงที่ผลกำลังสุก รสขมจะมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

  • แต่ถ้าเจอช่วงแล้งหรืออากาศร้อนจัดนานๆ ผลเบอร์รี่มักจะขมจัดขึ้นอย่างชัดเจน เพราะ ความร้อนและความแห้งทำให้รสชาติเสีย

ดูแลสายน้ำผึ้งอย่างไรให้ผลไม่ขม

ก่อนจะพาสายน้ำผึ้งเข้าบ้าน สิ่งแรกที่ควรทำคือ ทำการบ้านเรื่องพันธุ์ให้ดี เลือกให้ตรงกับจุดประสงค์และสภาพพื้นที่ของเรา

เลือกต้นกล้าแบบไหนถึงจะรอดและรสชาติดี

เวลาซื้อต้นกล้า แนะนำให้เลือกแบบ

  • เป็นไม้พุ่มล้มลุกที่มีกิ่ง 2–3 กิ่ง

  • สูงประมาณ ไม่เกิน 40 ซม.

  • กิ่งมีความยืดหยุ่น โค้งงอได้โดยไม่แตกหรือหัก

หนึ่งในลักษณะเฉพาะของสายน้ำผึ้งคือ เปลือกลอก ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่อาการป่วย

สิ่งที่ต้องโฟกัสเป็นพิเศษคือระบบราก ต้องแข็งแรงและพัฒนาเต็มที่ เพราะจะส่งผลโดยตรงกับทั้งผลผลิตและรสชาติ

เนื่องจากสายน้ำผึ้งเป็นพืชผสมเกสรข้าม การปลูกเพียงต้นเดียวมักให้ผลไม่ดีเท่าไหร่ จึงควร

  • ปลูกไม้พุ่มหลายต้นใกล้ๆ กัน

  • ใช้วิธีขยายพันธุ์ด้วยชั้นกิ่งเขียวหรือเพาะเมล็ดตามความเหมาะสม

เลือกทำเลปลูกให้ถูกตั้งแต่แรก

เวลาหาที่ลงปลูก ให้เลือกพื้นที่ที่มีคุณสมบัติแบบนี้

  • มีร่มเงาบางส่วน ไม่ใช่แดดจัดทั้งวัน

  • ดินค่อนข้างอุดมสมบูรณ์

  • มีที่กำบังลมแรง เช่น รั้วหรือแนวพุ่มไม้

พื้นที่ที่สายน้ำผึ้งไม่ปลื้ม ได้แก่

  • ดินร่วนปนทรายที่จนเกินไป

  • ที่ลุ่มหรือชื้นแฉะเกินพอดี

โดยทั่วไปสายน้ำผึ้ง ไม่ค่อยเป็นโรค ทำให้การดูแลไม่ยุ่งยากมาก

หลังเก็บเกี่ยว สามารถฉีดพ่นด้วยสารป้องกันพืชที่เหมาะสมเพื่อป้องกันโรคได้ ไม้พุ่มที่ไม่โอ้อวดชนิดนี้ต้องการเพียงการใส่ปุ๋ยในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และใส่ใจเป็นพิเศษตอนเริ่มติดผลเท่านั้น

ถ้าดูแลถูกวิธี ภายในประมาณสองฤดูกาล คุณจะเริ่มได้เก็บเกี่ยว ผลเบอร์รี่ที่อัดแน่นไปด้วยวิตามิน และเคล็ดลับข้างต้นทั้งหมดจะช่วยให้

  • ลดความขมของผลได้

  • เพิ่มความอร่อยและคุณค่าทางโภชนาการ

คุณค่าทางโภชนาการและสรรพคุณน่าใช้

ผลสายน้ำผึ้งมีสีฟ้าหรือสีน้ำเงินเข้ม เคลือบด้วยผิวด้านๆ แบบมีแว็กซ์บางๆ ภายในอัดแน่นไปด้วยสารสำคัญมากมาย เช่น

  • ไมโครอิลิเมนต์

  • มาโครอิลิเมนต์

  • เพกติน

  • สารออกฤทธิ์ที่ให้รสขมเล็กน้อย

คอมเพล็กซ์วิตามินจากสายน้ำผึ้งมีผลดีต่อร่างกายหลายด้าน ได้แก่

  • ช่วยพยุงการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด

  • เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

  • มีผลกระตุ้นร่างกายให้กระปรี้กระเปร่า

ไม่ใช่แค่ผลเท่านั้น ส่วนอื่นๆ ของพืชก็มีคุณค่าทางยาเช่นกัน

  • เปลือก

  • ใบ

  • หน่ออ่อน

  • ดอก

ทั้งหมดนี้สามารถนำมาใช้เป็น

  • ยาแก้อักเสบ

  • ยาแก้อาเจียน

  • ยาขับปัสสาวะ

  • ยาฆ่าเชื้ออ่อนๆ

ยาต้มจากกิ่งและใบสามารถใช้

  • ล้างแผล

  • ล้างตา

  • ลดอาการบวม

ดอกไม้ช่วย

  • ลดระยะเวลาของโรคหวัด

  • บรรเทาอาการเจ็บคอ

น้ำผลไม้ของสายน้ำผึ้งช่วยให้

  • จมูกโล่ง หายใจสะดวกขึ้น

ขณะที่น้ำมันหอมระเหยจากสายน้ำผึ้งก็ใช้เป็นส่วนประกอบสำหรับ การสูดดม และการบำบัดอื่นๆ ได้

ในแนวการรักษาแบบทางเลือก สายน้ำผึ้งถือว่าเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับ

  • ความผิดปกติของการเผาผลาญ

  • อาการปวดหัว

  • ปัญหาการทำงานของตับ

  • การย่อยอาหารที่ติดขัด

สายน้ำผึ้งในห้องครัวและโต๊ะอาหาร

ถ้ากินผลเบอร์รี่สายน้ำผึ้งทุกวันในรูปแบบต่างๆ จะเป็นการดูแลร่างกายเชิงป้องกันที่ดีมาก

ในแง่การทำอาหาร คุณสามารถใช้สายน้ำผึ้งทำเมนูได้หลากหลาย เช่น

  • แยมและแยมกวน

  • ซอสผลไม้

  • ผลไม้แช่อิ่ม

  • น้ำผลไม้

รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของสายน้ำผึ้ง ทำให้สามารถทานได้ทั้งแบบ

  • สด

  • อบแห้ง

  • แช่แข็ง

ทั้งหมดนี้ช่วยให้เราเก็บเกี่ยวประโยชน์จากผลเบอร์รี่ได้ตลอดปี

สายน้ำผึ้งกับความงามและสกินแคร์

ในวงการความงาม น้ำมันหอมระเหยจากสายน้ำผึ้งเป็นอีกหนึ่งตัวดังที่ถูกนำไปใช้ใน

  • น้ำมันนวด

  • ครีมบำรุงผิว

  • โทนเนอร์

ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เหมาะสำหรับ

  • ลดการอักเสบของผิว

  • บรรเทาอาการแดงระคายเคือง

  • ช่วยให้ผิวดูแข็งแรงขึ้น

ใครบ้างที่ควรระวังการกินสายน้ำผึ้ง

โดยทั่วไปสายน้ำผึ้ง แทบไม่มีข้อห้ามรุนแรง แต่ก็ยังมีบางกลุ่มที่ควรใช้ด้วยความระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยง ได้แก่

  • เด็กที่มีภาวะ diathesis

  • ผู้ป่วยเบาหวานบางราย (โดยเฉพาะถ้ามีภาวะท้องเสียร่วมด้วย)

  • ผู้ที่มีกรดในกระเพาะสูง

  • ผู้ที่แพ้สายน้ำผึ้งเป็นการเฉพาะบุคคล

หากรับประทานผลเบอร์รี่เกินขนาดหรือไม่เหมาะกับร่างกาย อาจมีผลข้างเคียง เช่น

  • ผื่นคันตามผิวหนัง

  • ระบบลำไส้แปรปรวน

แม้ว่าจะมีคุณสมบัติที่ดีมากมาย แต่ การกินอย่างพอดีและเหมาะกับสภาพร่างกายตัวเอง ยังคงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

สรุปง่ายๆ คือ ถ้าอยากให้สายน้ำผึ้งในสวนของคุณ

  • ผลดก

  • รสชาติไม่ขมจนเสียอารมณ์

  • ใช้ประโยชน์ได้ทั้งในครัว ห้องยา และโต๊ะเครื่องแป้ง

ก็เริ่มจากการเลือกพันธุ์ให้ดี จัดการน้ำให้เหมาะ ดูแลรากและทำเลปลูกให้ถูก แล้วคุณจะพบว่า ความขมเล็กๆ ที่เหลืออยู่ กลายเป็นเสน่ห์ของผลไม้ลูกจิ๋วชนิดนี้ไปเลย