บูธไทยดังสนั่นงาน ITB Berlin 2025

นายกรัฐมนตรีเผยความปลื้ม หลังเดินสายร่วมงานท่องเที่ยวระดับโลกอย่าง ITB Berlin 2025 ที่กรุงเบอร์ลิน เยอรมนี และได้รับเสียงชื่นชมล้นหลามจากนานาชาติที่แห่กันมาดูบูธท่องเที่ยวไทย
เธอย้ำว่า การไปร่วมงานครั้งนี้ไม่ใช่แค่ไปโชว์ความสวยงามของบูธ แต่คือการเปิดเวทีให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะรายเล็กและเมืองรอง ได้มีโอกาสเจรจาธุรกิจ เจอพาร์ตเนอร์จากทั่วโลกแบบตัวจริงเสียงจริง
นายกฯ เล่าบรรยากาศงาน: “โอกาสของรายเล็กอยู่ตรงนี้แหละ”
หลังเดินทางกลับถึงสนามบินสุวรรณภูมิ นายกรัฐมนตรีได้สรุปภาพรวมของงานว่า ITB Berlin เป็นเวทีท่องเที่ยวที่รวบรวมประเทศต่างๆ จากทั่วโลกมาร่วมออกบูธ แข่งกันนำเสนอจุดเด่นของตัวเองอย่างเต็มที่
เธอเล่าว่า เคยมีประสบการณ์ร่วมงานลักษณะนี้มาก่อนสมัยทำงานโรงแรม จึงมองเห็นชัดว่า งานแบบนี้คือพื้นที่ทองสำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยว โรงแรม และบริษัททัวร์ เพราะได้จับคู่ธุรกิจ พูดคุยต่อยอด และเปิดประตูไปสู่ตลาดใหม่ๆ

ปีนี้บูธประเทศไทยถูกพูดถึงอย่างมาก ทั้งความสวยงาม การจัดวาง และบรรยากาศโดยรวม ซึ่งได้รับคำชมจากผู้มาเยือนต่างชาติว่า “บูธไทยโดดเด่น และจัดได้สวยงามมาก” ทำให้ผู้นำรัฐบาลออกปากชื่นชมทั้งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่ทุ่มสุดตัว
เมืองรองก็มีซีน: น่าน ตรัง และเพื่อนๆ ไม่ยอมตกขบวน
จุดที่น่าสนใจคือ การดัน ผู้ประกอบการจากจังหวัดเล็กๆ และเมืองรอง ให้ขึ้นเวทีระดับโลกไปพร้อมเมืองหลัก
ในงานนี้มีการเชิญ:
เจ้าของโรงแรมจากจังหวัดเล็กๆ หลายภาค
ผู้ประกอบการท่องเที่ยวจากเมืองรอง เช่น น่าน ตรัง และจังหวัดอื่นๆ
ทุกคนขนแพ็กเกจท่องเที่ยวของตัวเองไปนำเสนอแบบจัดเต็ม ได้พบคู่ค้า พูดคุย แลกนามบัตร และเจรจาธุรกิจโดยตรงกับบริษัทจากต่างประเทศ
เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการคือ นี่คือโอกาสใหญ่ที่ไม่ได้มีบ่อยๆ ทั้งได้ขายโรงแรมของตัวเอง ได้โปรโมตจังหวัดตัวเอง และได้เปิดตลาดใหม่ให้พื้นที่ที่คนต่างชาติยังไม่คุ้นชื่อ

ไม่ได้มีดีแค่เมืองหลัก: ขายเสน่ห์ไทยแบบทั้งประเทศ
นายกรัฐมนตรีเล่าต่อว่า ระหว่างเยี่ยมชมบูธของประเทศอื่นๆ ก็ได้เก็บรายละเอียดว่า บูธไทยควรพัฒนาอะไรต่อไป ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการเล่าเรื่อง การจัดแสดง หรือวิธีชวนคนต่างชาติให้รู้สึกว่า “ต้องมาเที่ยวไทยให้ได้”
เธอมองว่า จุดแข็งของการไปร่วมงานครั้งนี้คือ การมีตัวแทนจากหลายจังหวัดมาช่วยกันขาย ช่วยกันเล่าเรื่อง ทำให้ต่างชาติเริ่มเห็นว่า:
ไม่ได้มีแค่เมืองหลักอย่างกรุงเทพฯ หรือเมืองท่องเที่ยวดังๆ เท่านั้น
แต่ยังมี เมืองรอง เมืองเล็ก และเมืองที่ยังไม่แมส อีกจำนวนมากที่น่าเที่ยวไม่แพ้กัน
นี่คือการขยายภาพประเทศไทย จากประเทศที่มีไม่กี่เมืองดัง ไปสู่ประเทศที่ “เที่ยวได้ทั้งปี เที่ยวได้ทั้งประเทศ”
จากห้างต่างประเทศสู่แผงเกษตรกรไทย: ช่องว่างที่ต้องรีบเติม
นอกจากเรื่องท่องเที่ยว นายกรัฐมนตรียังใช้จังหวะการเดินทางไปต่างประเทศ สอดส่องเรื่อง สินค้าไทยในห้างต่างประเทศ ด้วย
เวลาเดินดูสินค้าแต่ละประเทศบนเชลฟ์ เธอสังเกตว่า:
ห้างต่างประเทศไม่ได้ขายแค่สินค้าในประเทศตัวเอง แต่เปิดพื้นที่ให้สินค้าจากหลายชาติ
สินค้าไทยที่ถูกนำไปขายบางส่วน ได้ราคาดี และมีศักยภาพแข่งขันได้
แต่ปัญหาที่เห็นชัดคือ ช่องว่างระหว่างเกษตรกรตัวเล็กในไทย กับร้านค้าปลายทางในต่างประเทศยังห่างกันมาก ทำให้รายได้ส่วนใหญ่ไปกระจุกอยู่ในช่วงกลางทาง ไม่ได้ย้อนกลับมาถึงเกษตรกรมากเท่าที่ควร
ยกระดับสินค้าเกษตรไทย: จากของดีท้องถิ่นสู่แบรนด์โลก
ผู้นำรัฐบาลมองว่า ถ้าจะแก้ตรงนี้ ต้องใช้ทั้งนวัตกรรมและงานวิจัยเข้ามาช่วย โดยเฉพาะในเรื่องต่อไปนี้:
การถนอมสินค้า: ยืดอายุของผลไม้หรือของสด ให้เดินทางไกลได้โดยยังคงคุณภาพ
การเพิ่มปริมาณสินค้า: ทำให้ส่งออกได้ต่อเนื่อง ตอบโจทย์ตลาดใหญ่
งานวิจัยด้านเกษตร: พัฒนาสินค้าเกษตรไทยให้มีมาตรฐานที่สูงขึ้น ทั้งรสชาติ คุณภาพ และความปลอดภัย
เธอเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า ในตลาดต่างประเทศ ตอนนี้ผลไม้ ข้าว และสินค้าเกษตรจากหลายประเทศ ทั้งญี่ปุ่นและชาติอื่นๆ แย่งชิงพื้นที่กันอย่างดุเดือด
ดังนั้น ถ้าไทยอยากยืนหนึ่งในสนามนี้ ต้องตอบให้ได้ว่า:
เอกลักษณ์ของสินค้าไทยคืออะไร
ทำไมผู้บริโภคต้องเลือกซื้อของไทย ท่ามกลางตัวเลือกจากทั่วโลก
คำตอบคือ ไทยต้องสร้างมาตรฐานและเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้ชัดเจน ไม่ใช่แค่ขายของ แต่ต้องขายความพิเศษแบบไทยๆ ที่ไม่มีใครลอกได้ง่าย
บทสรุป: จากบูธท่องเที่ยวสู่ยุทธศาสตร์ประเทศ
ภาพที่หลายคนเห็นอาจเป็นเพียงบูธไทยสวยๆ ในงานท่องเที่ยวต่างประเทศ แต่ในมุมยุทธศาสตร์แล้ว นี่คือจุดเริ่มต้นของหลายเรื่องใหญ่:
ดัน เมืองรอง ให้กลายเป็นดาวดวงใหม่ด้านท่องเที่ยว
ใช้งานท่องเที่ยวระดับโลกเป็นเวที จับคู่ธุรกิจ ให้ผู้ประกอบการไทย
เชื่อมโยง สินค้าเกษตรไทย เข้ากับตลาดต่างประเทศ ด้วยมาตรฐานและนวัตกรรม
ถ้าทำได้จริงตามแนวคิดนี้ ประเทศไทยอาจไม่ได้เป็นแค่ “จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวในฝัน” แต่ยังกลายเป็น “แหล่งสินค้าเกษตรคุณภาพของโลก ที่มีลายเซ็นแบบไทยๆ ชัดเจน” อีกด้วย

