เปิดโหดปี 2025 เลือกจอเกมให้ถูก ชนะตั้งแต่ยังไม่กด Start
ปี 2025 เกมใหม่กราฟิกโหดขึ้นเรื่อยๆ ทั้งบนพีซีและคอนโซลอย่าง PS5, PS5 Pro, Xbox Series X/S หรือ Nintendo Switch 2 ถ้าจอยังเป็นรุ่นเก่า ภาพไม่ลื่น ไม่ชัด แถมเล่นนานๆ แล้วล้า ตายฟรีแบบงงๆ ก็ไม่แปลกเลย
การอัปเกรดมาใช้ Gaming Monitor ที่เหมาะกับสไตล์การเล่นและงบตัวเอง เลยกลายเป็นอาวุธลับของเกมเมอร์ยุคนี้ ทั้งช่วยให้ภาพสวย ลื่น และเล่นได้นานขึ้นแบบไม่ปวดตา
ด้านล่างนี้คือวิธีเลือกจอแบบเข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างจอ 27 นิ้ว รีเฟรชเรทสูง งบไม่เกิน 5,000 บาท ที่เอาไปใช้ได้ทั้งพีซีและคอนโซลในปี 2025
1. เช็กลิสต์สเปกสำคัญ ก่อนจะตัดสินใจซื้อจอเกม
เทคโนโลยีเกมยุคนี้รองรับ 4K@120Hz และ HDR กันเป็นเรื่องปกติ ถ้าจะซื้อจอใหม่แล้วอยากใช้ยาวๆ ควรเช็กสเปกเหล่านี้ให้ดี
1.1 ความละเอียด (Resolution)
เกมเมอร์ส่วนใหญ่: แนะนำ 1440p (QHD) ลงตัวทั้งความคมและการกินแรงการ์ดจอ
สายคอนโซลเน้นภาพ: เล่น PS5 Pro หรือ Xbox Series X แล้วอยากดึงกราฟิกเต็มๆ ให้ไป 4K
งบเบา เน้นเล่นจริง: 1080p (Full HD) ยังใช้งานดี โดยเฉพาะถ้าเป็นจอ 24-27 นิ้ว และเน้นเกมสาย competitive
1.2 อัตรารีเฟรช (Refresh Rate)
จุดเริ่มต้นของความลื่น: ควร อย่างน้อย 120Hz
สายพีซีจริงจัง: เล็งที่ 144Hz ขึ้นไป (ไปได้สูงถึง 360Hz–500Hz สำหรับสาย eSports สุดจัด)
สายคอนโซล: ต้องมี HDMI 2.1 ถ้าอยากเล่น 4K@120Hz แบบเต็มประสิทธิภาพ
1.3 เวลาตอบสนอง (Response Time)
เป้าหมายคือ ต่ำกว่า 1ms เพื่อลด ghosting และ motion blur
จอ OLED / QD-OLED ทำได้ดีสุดในแง่ความไว
จอ IPS / VA ก็เหลือเฟือสำหรับเกมส่วนใหญ่ ถ้าไม่ได้แข่งระดับโปร
1.4 ประเภทพาแนล (Panel Type)
IPS
สีสด มุมมองกว้าง
เหมาะกับเกมที่เน้นภาพสวย หรือคนที่ใช้งานทำงานกราฟิก/ตัดต่อควบคู่
VA
คอนทราสต์สูง สีดำลึก
เหมาะกับคนชอบเล่นเกมในห้องมืด ดูหนังด้วย แต่การตอบสนองอาจไม่เร็วเท่า IPS
TN
ราคาย่อมเยา รีเฟรชเรทสูง
สีไม่สดเท่าตัวอื่น เหมาะกับคนโฟกัสแค่ความลื่น ไม่แคร์สีมาก
OLED / QD-OLED
สีดำสนิท HDR สุดจัด ภาพโหดมาก
เหมาะกับสายภาพสวยและคอนโซลเน้น 4K
ข้อเสียคือ ราคายังสูง และมีโอกาสเจอปัญหา burn-in ถ้าแสดงภาพนิ่งนานๆ แต่ปี 2025 เทคโนโลยีป้องกันดีขึ้นและราคาก็เริ่มลงแล้ว
1.5 HDR และ VRR (Variable Refresh Rate)
HDR
ทำให้ภาพมีมิติ แสงเงาชัด คอนทราสต์ดีขึ้น
ดูมาตรฐานอย่าง HDR10+, Dolby Vision ถ้าคอนโซล/เกมรองรับ
VRR (G-Sync / FreeSync)
ป้องกันอาการภาพฉีก (tearing) และกระตุก (stuttering) ตอนเฟรมเรทแกว่งๆ
G-Sync เหมาะกับคนใช้การ์ดจอ NVIDIA
FreeSync ใช้ได้กับ AMD และคอนโซลหลายรุ่น
1.6 ขนาดจอและอัตราส่วนภาพ
24–27 นิ้ว
เหมาะกับเกม competitive เช่น FPS, MOBA
กวาดตาเร็ว โฟกัสเป้าได้ไว
32 นิ้วขึ้นไป
เหมาะกับสาย immersive ชอบเล่นเกมฟอร์มใหญ่ เนื้อเรื่องจัดเต็ม
Ultrawide (21:9)
มุมมองกว้างกว่าคนอื่น เห็นพื้นที่ในเกมเพิ่ม
ดีทั้งเล่นเกมและทำงานหลายหน้าต่างพร้อมกัน
1.7 พอร์ตเชื่อมต่อและฟีเจอร์เสริม
HDMI 2.1: สำคัญมากสำหรับคอนโซล ถ้าอยากได้ 4K@120Hz
DisplayPort: พอร์ตหลักของสายพีซี รีเฟรชเรทสูงๆ สบาย
USB-C: ดีถ้าต้องต่อโน้ตบุ๊กหรืออุปกรณ์พกพา
ลำโพงในตัว: ไม่จำเป็น แต่ก็ช่วยได้ถ้าไม่อยากวางลำโพงเพิ่ม
ความสว่างควรอยู่ราวๆ 300 nits ขึ้นไป เพื่อรับมือห้องสว่าง
มีโหมดถนอมสายตา เช่น Low Blue Light, Flicker-Free จะช่วยเล่นยาวๆ ได้สบายกว่า
1.8 จัดงบยังไงให้คุ้มในปี 2025
งบ ต่ำกว่า 5,000 บาท: เน้น IPS + 144Hz + 1080p คือคอมโบสุดคุ้ม
งบ 10,000–20,000 บาท: ขยับไปเล่น QD-OLED 1440p ได้ ภาพแจ่มมาก
งบ 30,000 บาทขึ้นไป: จัดเต็มกับ OLED 4K 240Hz+ ได้แบบไม่ต้องเผื่อใจ
2. จอพีซีกับจอคอนโซล “ใช้ร่วมกันได้ไหม ต่างกันยังไง?”
ถึงจอเกมจะหน้าตาคล้ายกัน แต่พอเจาะสเปกแล้วจะเห็นว่าพีซีกับคอนโซลมีจุดเน้นต่างกันอยู่พอสมควร
2.1 ถ้าเน้นเล่นบนพีซี
ให้ความสำคัญกับ รีเฟรชเรทสูง + response time ต่ำ เพื่อรีดประสิทธิภาพจาก GPU แรงๆ อย่าง RTX 50-series หรือ RX 8000
มองหาจอที่ รองรับ G-Sync Compatible หรือ Adaptive Sync เพื่อลดภาพฉีก
ความละเอียดสูงอย่าง 1440p หรือ 4K เหมาะมากกับสาย Multitasking และคนที่ใช้จอทำงานหลายอย่าง
Ultrawide เป็นตัวเลือกเด็ดสำหรับคนที่อยากได้พื้นที่จอเยอะ ใช้เปิดหลายหน้าต่างพร้อมกัน และได้มุมมองในเกมที่กว้างขึ้น
2.2 ถ้าเน้นเล่นบนคอนโซล (PS5, PS5 Pro, Xbox Series X/S)
สิ่งที่ต้องมีคือ HDMI 2.1 ถ้าอยากเล่น 4K@120Hz + VRR + ALLM ครบชุด
ALLM (Auto Low Latency Mode) ช่วยลด input lag แบบอัตโนมัติ พอเข้าหน้าเกมจอก็จะปรับโหมดดีเลย์ต่ำให้ทันที
- สาย PS5 Pro ที่เน้น HDR และ Ray Tracing:
OLED คือพระเอก ภาพสวยจัด ภาพมืด-สว่างชัดมาก
- สาย Xbox:
มองหาจอที่รองรับ FreeSync Premium เพื่อให้เฟรมลื่นสุด
ขนาด 27–32 นิ้ว เหมาะกับการนั่งห่างจากจอเล็กน้อย เล่นสบายตา
ถ้าใช้ร่วมกับพีซี: เลือกจอที่มี พอร์ตครบ + Adaptive Sync ที่รองรับทั้งสองฝั่ง จะสะดวกสุด
3. รวม 7 จอเกม 27" รีเฟรชสูง ในงบไม่เกิน 5,000 บาท (อัปเดต 2025)
สายเกมมิ่งงบไม่แรง แต่อยากได้จอ 27 นิ้ว รีเฟรชสูง ใช้ได้ทั้งพีซีและคอนโซล นี่คือรุ่นที่น่าสนใจในช่วงราคาประมาณ 4–5 พันบาท
3.1 DAHUA LM27-B221B – IPS 27" 144Hz ครบเครื่องในงบเบา
ขนาด 27 นิ้ว IPS, Full HD (1920×1080)
รีเฟรชเรท 144Hz, response time 1ms
สีสวย มุมมองกว้าง 178° ความสว่างประมาณ 300 nits
พอร์ตครบ: HDMI 2.0 + DisplayPort 1.4 ใช้กับทั้งพีซีและคอนโซลได้
มีโหมด Low Blue Light ถนอมสายตา เล่นนานๆ ไม่ทรมาน
ดีไซน์บาง พร้อม รองรับ VESA mount ติดแขนจอหรือผนังได้
เหมาะกับใคร: เกมเมอร์งบจำกัดที่อยากได้จอ IPS 27" ลื่นๆ 144Hz ในราคาจับต้องได้ เน้นคุ้มค่ามากกว่าลูกเล่นหรูหรา
3.2 LG UltraGear 27GS50F-B – VA 27" 180Hz ราคาดี มี FreeSync
ขนาด 27 นิ้ว VA, Full HD
รีเฟรชเรท สูงถึง 180Hz ลื่นกว่ามาตรฐาน 144Hz ไปอีกสเต็ป
คอนทราสต์ดี สีดำเข้มสไตล์ VA
รองรับ AMD FreeSync ลดภาพฉีกโดยเฉพาะตอนเฟรมไม่นิ่ง
รองรับ HDR10, ความสว่างราว 300 nits
พอร์ต: HDMI 2.0 x2, DisplayPort 1.4
มีฟีเจอร์ถนอมสายตา เช่น Flicker-Free
เหมาะกับใคร: มือใหม่สายเกมที่อยากได้จอเล่นได้ทุกแนว รีเฟรชเรทสูงกว่ามาตรฐาน สีดำสวย คอนทราสต์ดี และราคาไม่ดุ
3.3 GIGABYTE GS27FA – IPS 27" OC ได้ 190Hz สายลื่นต้องมอง
จอ 27 นิ้ว IPS, Full HD
รีเฟรชเรทโอเวอร์คล็อกได้ถึง 190Hz เหมาะกับเกม FPS/แอคชันที่เน้นความลื่นสุดๆ
สีแม่น คุมโทนได้ดี ครอบคลุม sRGB เกือบ 100%
มุมมองกว้าง 178° ความสว่างประมาณ 300 nits
รองรับ Adaptive-Sync + HDR10
พอร์ต: DisplayPort 1.4 + HDMI 2.0 สองช่อง
มีช่องต่อหูฟัง แต่ ไม่มีลำโพงในตัว
ขาตั้งปรับได้เฉพาะก้ม/เงย แต่มี VESA mount สำหรับติดแขนจอ
ใส่ฟีเจอร์ Flicker-Free และ Low Blue Light ช่วยลดอาการล้าเวลาเล่นนานๆ
เหมาะกับใคร: สายพีซีที่เน้นความลื่นขั้นสุดในงบจำกัด อยากได้รีเฟรชเรทเกิน 165Hz แต่ยังไม่อยากขยับไปจอแพง
3.4 ViewSonic VX2779A-HD-PRO – IPS 27" 240Hz สาย FPS/MOBA ห้ามมองข้าม
จอ IPS 27 นิ้ว, Full HD
รีเฟรชเรท 240Hz เหมาะมากกับ FPS, MOBA และเกมที่ต้องการความไวสูง
ใช้พาแนล SuperClear IPS สีสด มุมมองกว้าง
ความสว่างราว 250 nits ใช้ในห้องปกติได้สบาย
รองรับ HDR10 + Adaptive-Sync ช่วยเรื่องภาพนิ่งและลื่น
พอร์ต: HDMI 1.4 สองช่อง + DisplayPort 1.4
ดีไซน์ขอบบาง รองรับ VESA mount
ฟีเจอร์ถนอมสายตา: Flicker-Free + Blue Light Filter
เหมาะกับใคร: เกมเมอร์ที่จริงจังกับเกมเร็วๆ เล่นยาวๆ ทั้งคืน อยากได้ 240Hz แบบราคายังอยู่ระดับเอื้อมถึง
3.5 MSI MAG 275F – Rapid IPS 27" 180Hz มีโหมด Console โดยตรง
จอ Rapid IPS 27 นิ้ว, Full HD
รีเฟรชเรท 180Hz, ลดภาพเบลอและ tearing ได้ดี
สีสด ครอบคลุมสี 115% sRGB, 80% DCI-P3
มุมมองกว้าง 178° ความสว่างระดับมาตรฐาน
รองรับ Adaptive-Sync และเทคโนโลยีเพิ่มคอนทราสต์/สี ให้ภาพในเกมดูลึกขึ้น
พอร์ต: HDMI 2.0b x2 + DisplayPort 1.4
มี Console Mode รองรับ VRR ที่ 1080p 120Hz เหมาะกับสายคอนโซลโดยเฉพาะ
ดีไซน์ ไร้ขอบ (frameless) ขอบบาง รองรับ VESA mount
ฟีเจอร์ถนอมสายตา: Anti-Flicker + Blue Light Reduction
เหมาะกับใคร: คนที่เล่นทั้งพีซีและคอนโซล อยากได้จอเดียวจบ รองรับ VRR บนคอนโซลด้วย ในงบไม่แรง
3.6 AOC 27G11ZE2/67 – IPS 27" 240Hz สายแข่งจัดเต็มในงบประหยัด
จอ IPS 27 นิ้ว, Full HD
รีเฟรชเรท 240Hz เหมาะกับเกม Racing, FPS, Action ที่เปลี่ยนฉากไวมาก
ให้สี 8-bit คมชัด มุมมอง 178° ความสว่างราว 300 nits
รองรับ Adaptive-Sync + HDR ช่วยให้ภาพลื่นและมีมิติมากขึ้น
พอร์ต: HDMI 2.0 + DisplayPort 1.4 รองรับทั้งพีซีและคอนโซล
Input lag ต่ำ ตอบสนองไว
ดีไซน์ขอบบาง 3 ด้าน รองรับ VESA mount แต่ขาตั้งปรับได้แค่ tilt
ใช้พลังงานไม่สูงมาก มี Flicker-Free + Low Blue Mode ช่วยลดอาการล้าตา
เหมาะกับใคร: เกมเมอร์ที่อยากได้ 240Hz ในราคาย่อมเยา เน้นความลื่น เล่นได้ยาวไม่ปวดตา
3.7 Acer Nitro VG270X1BMIIPX – IPS 27" 200Hz มีลำโพงในตัว
จอ IPS 27 นิ้ว, Full HD
รีเฟรชเรท 200Hz, response time 0.5ms (GtG)
รองรับ FreeSync Premium + Visual Response Boost (VRB) ช่วยให้ภาพคมในฉากเคลื่อนไหวเร็ว
พอร์ต: HDMI 2.0 x2 + DisplayPort 1.4
มี ลำโพง 2W ในตัว ใช้งานง่าย ไม่ต้องหาลำโพงเสริมถ้ายังไม่ซีเรียสเรื่องเสียง
สีสันสดใสด้วย sRGB 99%, มุมมอง 178°, ความสว่างราว 250 nits
ดีไซน์ ZeroFrame ขอบบาง รองรับ VESA mount ประหยัดพื้นที่โต๊ะ
มี Blue Light Filter + Flicker-Free ช่วยลดอาการล้าเวลาเล่นนาน
ราคาประมาณ สี่พันกว่าบาท ถือว่าคุ้มมากเมื่อเทียบสเปก
เหมาะกับใคร: คนที่อยากได้จอเกม 27" รีเฟรชสูง มีลำโพงในตัว งบไม่โหด และยังได้สีสวยใช้งานทั่วไปได้ด้วย
4. แนวคิดการเลือกจอเกมในปี 2025 ให้ใช้ยาว ไม่ต้องอัปเกรดบ่อย
การเลือกจอปี 2025 ไม่ใช่แค่ดูความสวยของภาพ แต่ต้องบาลานซ์ให้ดีทั้ง งบ สเปก และการใช้งานจริง
สายพีซี: เน้น รีเฟรชเรทสูง + Adaptive Sync แล้วค่อยคิดเรื่องความละเอียดตามกำลัง GPU
สายคอนโซล: ให้ความสำคัญกับ HDMI 2.1 + 4K + HDR ถ้างบถึง หรืออย่างน้อยต้องรองรับ 120Hz ที่ 1080p/1440p
ถ้าเน้นภาพโหดจัด: มองไปทาง OLED / QD-OLED โดยเฉพาะจอ 4K 120Hz ขึ้นไป
อย่าลืมเช็กเรื่อง input lag และฟีเจอร์ถนอมสายตา ถ้าคุณเล่นทีนึงหลายชั่วโมง
ข่าวดีคือ แนวโน้มปี 2025 จอ OLED ยังมีโอกาสลดราคาลงอีก ใครยังไม่รีบอัปตอนนี้ อาจรอจังหวะดีๆ แล้วก้าวทีเดียวไป OLED ก็ได้เช่นกัน
5. FAQ – คำถามยอดฮิตก่อนซื้อจอเกมใหม่
5.1 จอเล่นเกมควรมีความละเอียดเท่าไหร่ถึงจะเหมาะ?
A: ขึ้นกับแพลตฟอร์มและงบของคุณ
สายพีซีทั่วไป: 1440p (QHD) คือ sweet spot ระหว่างความคมและการกินแรงการ์ดจอ
สายคอนโซลเน้นภาพ: PS5 Pro / Xbox Series X ควรจับคู่กับจอ 4K + HDR เพื่อดึงศักยภาพเต็มที่
ถ้างบจำกัด: 1080p ยังตอบโจทย์ โดยเฉพาะจอ 24–27 นิ้ว หรือสาย competitive ที่เน้นเฟรมเรทมากกว่าความละเอียด
5.2 จอ OLED ดีกว่า IPS / VA ยังไง แล้วมีข้อเสียอะไร?
A:
ข้อดีของ OLED / QD-OLED
สีดำสนิท คอนทราสต์จัด HDR สวยมาก
response time ต่ำแบบสุดๆ ประมาณ 0.03ms
เหมาะกับเกมภาพสวย เกมเนื้อเรื่อง และคอนโซล 4K@120Hz ผ่าน HDMI 2.1
เทียบกับ IPS / VA
IPS: สีดี มุมมองกว้าง ใช้งานอเนกประสงค์เยี่ยม
VA: คอนทราสต์สูง แต่ช้ากว่า IPS เล็กน้อย
ข้อเสียของ OLED
ราคาโดยรวมยังสูง (ระดับเริ่มต้นราวๆ หลายร้อยเหรียญ)
เสี่ยง burn-in ถ้าขึ้นภาพนิ่งนานๆ เช่น UI เกมหรือ HUD ค้างเป็นชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม รุ่นปี 2025 มีเทคโนโลยีช่วยลดปัญหา burn-in มากขึ้น ทำให้ใช้งานจริงสบายใจได้มากกว่าแต่ก่อน
5.3 HDMI 2.1 จำเป็นแค่ไหนสำหรับจอเล่นเกมคอนโซล?
A: ถ้าเล่น PS5, PS5 Pro, Xbox Series X/S แล้วอยากใช้ความสามารถเต็มๆ ถือว่า จำเป็นมาก
เพราะ HDMI 2.1 รองรับ:
4K@120Hz
VRR (Variable Refresh Rate)
ALLM (Auto Low Latency Mode) ช่วยลด input lag
ถ้าจอไม่มี HDMI 2.1 คุณอาจต้องยอมเล่นที่ 4K@60Hz หรือไม่ก็ลดความละเอียดลงแทน สำหรับสายพีซี DisplayPort 1.4 หรือ 2.0 ก็เอาอยู่ แต่ถ้าจะใช้จอเดียวกับคอนโซล ก็ควรดูให้มี HDMI 2.1 ด้วย
5.4 รีเฟรชเรท 240Hz+ จำเป็นไหมสำหรับเกมเมอร์ส่วนใหญ่?
A:
ถ้าเล่นเกม single-player หรือ casual รีเฟรชเรท 120–165Hz ก็ลื่นเหลือเฟือแล้ว
แต่ถ้าคุณเล่น eSports / FPS จริงจัง เช่น Valorant, CS2 การขยับไป 240Hz–480Hz จะช่วยให้ภาพลื่นขึ้นอย่างรู้สึกได้ โดยเฉพาะถ้าคุณจับความต่างได้
อย่าลืมว่ารีเฟรชเรทสูงๆ ต้องใช้ GPU แรง (เช่น RTX 5090 หรือระดับใกล้เคียง) เพื่อดันเฟรมให้ถึง
ในปี 2025 จอ 240Hz ราคาลดลงมาเยอะ ทำให้กลายเป็นตัวเลือกที่ คุ้มสำหรับคนที่เล่นจริงจัง แต่ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน
สรุป: ถ้าคุณกำลังจะอัปจอใหม่ในปี 2025 ให้เริ่มจากถามตัวเองว่า เล่นอะไรบ่อยสุด? เล่นบนเครื่องไหน? งบเท่าไหร่? จากนั้นค่อยเลือกความละเอียด รีเฟรชเรท และฟีเจอร์ให้ตรงกับสไตล์ตัวเอง
เลือกถูกสักครั้ง คุณจะได้จอที่อยู่กับคุณได้อีกหลายปี และทำให้ทุกครั้งที่กดปุ่ม Start เกม รู้สึกว่ามัน “คุ้มที่อัปเกรด” จริงๆ

