iPad Air M3 มาแบบเนียน ๆ อัปชิปเฉย ๆ แต่เรียกรุ่นใหม่
ต้นปี 2025 Apple ปล่อย iPad Air M3 มาชนตลาดแบบเงียบ ๆ สไตล์ถ่อมตัว เปลี่ยนหลัก ๆ แค่ ชิปจาก M2 เป็น M3 ส่วนหน้าตา ฟีเจอร์ และคาแรกเตอร์โดยรวม ยังเหมือนกับ iPad Air M2 ปี 2024 แบบแทบแยกไม่ออก
สำหรับสายทำงานคอนเทนต์ ตัดต่อวิดีโอเบา ๆ หรือทำงานเอกสาร บอกก่อนเลยว่า ภาพรวมประสบการณ์ใช้งานยังคงฟีลเดิม แต่ได้แรงม้าภายในเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
ขนาดตัวเครื่อง: เหมือนเดิม เพิ่มเติมไม่มี
iPad Air M3 ยังมาให้เลือก 2 ขนาดเท่าเดิม:
11 นิ้ว
13 นิ้ว
นี่คือสองไซซ์ที่ Apple ใช้ตั้งแต่รุ่น M2 แล้ว ดังนั้นรอบนี้ ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องขนาดหรือรูปทรง ใครที่ชินกับฟีลลิ่งการถือของ Air M2 อยู่แล้ว รับรองว่าจับ M3 มายังรู้สึกเหมือนเดิมเป๊ะ
อะไรคือจุดที่เปลี่ยนใน iPad Air M3?
ถ้าให้สรุปแบบเข้าใจง่าย iPad Air M3 คือการ “รีเฟรชเครื่องให้ทันชิป” มากกว่าการยกเครื่องใหญ่ แต่มาดูจุดที่แตกต่างกันชัด ๆ กันหน่อย
ชิป M3 ใหม่
จากเดิมใช้ M2 ขยับมาเป็น M3 ทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้น โดยเฉพาะงานที่ต้องประมวลผลกราฟิก และงานสาย AI/ML เช่น การเรนเดอร์เอฟเฟกต์ในวิดีโอ หรือการใช้ฟีเจอร์อัจฉริยะต่าง ๆ ในแอปตัดต่อดีไซน์ ฟีเจอร์ และฮาร์ดแวร์หลักเหมือนเดิม
ตัวเครื่อง หน้าจอ Liquid Retina มุมมองสีสวย ๆ กล้องหน้าแบบแนวนอนที่เหมาะกับวิดีโอคอลและไลฟ์ ทุกอย่างยังคงสเปกเดียวกับ iPad Air M2รองรับ Apple Pencil Pro
เหมือนรุ่นก่อน รองรับ Apple Pencil Pro ที่มาพร้อมฟีเจอร์อย่าง squeeze และ haptic feedback เหมาะกับสายจด สายสตอรี่บอร์ด ก่อนลงมือตัดต่อ หรือวาดเลย์เอาท์ก่อนทำวิดีโอจริงการเชื่อมต่อทันสมัย แต่ยังไม่สุด
รองรับ Wi‑Fi 6E และ 5G เหมือน Air M2 ยังไม่กระโดดไป Wi‑Fi 7 ใครทำงานอัปโหลดไฟล์วิดีโอขึ้นคลาวด์หรือแชร์ไฟล์ใหญ่ ๆ ก็ยังลื่น แต่ไม่ได้ระดับเทคโนโลยีล่าสุดสุดทาง
เทียบ iPad Air M2 vs iPad Air M3 แบบคนจะซื้อจริง ๆ
ถ้าดูเผิน ๆ อาจรู้สึกว่าเหมือนกันไปหมด แต่จุดที่ต่างจริง ๆ คือ “ข้างใน” มากกว่า “ข้างนอก”
สิ่งที่แทบไม่ต่างกันเลย
ดีไซน์ ขนาด น้ำหนัก โดยรวม
หน้าจอ Liquid Retina ฟีลการแสดงผลใกล้เคียงกัน
กล้องหน้าแนวนอน เหมาะกับวิดีโอคอลและไลฟ์
ฟีเจอร์การใช้งานหลัก ๆ ของ iPadOS
สิ่งที่ M3 ให้เพิ่มขึ้นจากมุมมองสายทำคอนเทนต์
การประมวลผลเร็วขึ้น โดยเฉพาะงานหลายเลเยอร์ เช่น ตัดต่อวิดีโอพร้อมใส่ข้อความ เอฟเฟกต์ และเลเยอร์ภาพซ้อน
งานที่พึ่งพา AI/ML เช่น ฟีเจอร์ลบวัตถุอัตโนมัติ ปรับภาพ ปรับเสียง หรือวิเคราะห์คอนเทนต์ ทำได้ไวขึ้น
แต่ถ้าใช้งานแค่:
ตัดต่อวิดีโอเบา ๆ ความละเอียดไม่สูงมาก
ทำคลิปลงโซเชียลแบบสั้น ๆ
ตัดต่อแบบไม่ยัดเอฟเฟกต์โหด ๆ
ความต่างระหว่าง M2 กับ M3 จะไม่ได้รู้สึกชัดมาก ในชีวิตจริง
ราคา iPad Air M3 ในไทย
สำหรับใครที่มอง iPad Air M3 เป็นเครื่องหลักไว้ทำงานหรือทำคอนเทนต์ นี่คือราคาเปิดตัวในไทย (อิงข้อมูลเบื้องต้น):
iPad Air M3 (11 นิ้ว)
รุ่น Wi‑Fi: เริ่มต้น 21,900 บาท
รุ่น Wi‑Fi + Cellular: เริ่มต้น 27,900 บาท
iPad Air M3 (13 นิ้ว)
รุ่น Wi‑Fi: เริ่มต้น 28,900 บาท
รุ่น Wi‑Fi + Cellular: เริ่มต้น 34,900 บาท
หมายเหตุ: ราคาไทยอาจมีการปรับเมื่อมีการประกาศอย่างเป็นทางการจาก Apple
เหมาะกับใคร? โดยเฉพาะสายตัดต่อวิดีโอ
มาดูแบบคนจะซื้อไปใช้งานจริง ไม่ได้ซื้อไปวางสวย ๆ บนโต๊ะ
ถ้าคุณใช้ iPad Air M2 อยู่แล้ว
ยังไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเลย ประสบการณ์ใช้งานรวม ๆ แทบเหมือนเดิม การตัดต่อวิดีโอทั่วไปไม่ต่างถึงขั้นว้าว เว้นแต่คุณทำงานที่เน้น AI/ML หนัก ๆ หรือโปรเจกต์ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆถ้าคุณใช้ iPad Air รุ่นเก่ากว่า หรือ iPad รุ่นธรรมดา
การขยับมาที่ iPad Air M3 คืออีกขั้นที่รู้สึกได้ชัด ทั้งความแรงระดับชิปตระกูล M และความลื่นไหลในการตัดต่อวิดีโอ ทำงานหลายแอปพร้อมกัน และจัดการไฟล์ใหญ่ ๆถ้าคุณเล็ง iPad Pro แต่รู้สึกแรงไป ราคาแรงกว่าอีก
iPad Air M3 คือจุดลงตัวกลาง ๆ ได้ชิปตระกูล M ประสิทธิภาพเข้าใกล้ iPad Pro ในราคาที่จับต้องได้กว่า เหมาะกับสายคอนเทนต์ที่ต้องการ “ทำงานจริงจัง” แต่ยังไม่ต้องสุดทางแบบโปรเต็มขั้น
สรุปฟีลจริง: รีเฟรชเล็ก ๆ แต่ยังคงความคุ้มเหมือนเดิม
โดยภาพรวม iPad Air M3 คือการอัปเดตแบบเล็กแต่จำเป็น ให้รุ่น Air ยังไม่หลุดเทรนด์ชิปใหม่ในปี 2025
ไม่ได้เปลี่ยนดีไซน์ ไม่ได้ปรับฟีเจอร์ใหญ่
เน้นอัปชิปให้ทันยุคจาก M2 เป็น M3
การใช้งานจริงสำหรับคนทั่วไป แทบไม่รู้สึกว่าต่างกันมาก
ถ้าสรุปสั้น ๆ
ถ้ามี iPad Air M2 อยู่แล้ว: ไม่ต้องรีบเปลี่ยน เว้นแต่คุณอยากได้ที่สุดของคำว่าใหม่
ถ้ามาจาก iPad รุ่นเก่าหรือ iPad ธรรมดา: การขยับมา Air M3 คือดีลที่ คุ้มและลงตัวมาก สำหรับทั้งงานเอกสาร ความบันเทิง และตัดต่อวิดีโอระดับครีเอเตอร์เริ่มต้นถึงกลาง
iPad Air M3 จึงไม่ใช่ตัวปฏิวัติวงการ แต่เป็น iPad Air ที่โตขึ้นข้างใน นิ่งขึ้น แรงขึ้น และยังคงรับบท “ตัวกลางที่โคตรคุ้ม" ระหว่าง iPad รุ่นธรรมดากับ iPad Pro ได้อย่างสบาย ๆ

