เวทีปราศรัยคึกคัก คนแพร่แห่ฟังแน่น
เวทีปราศรัยในพื้นที่จังหวัดแพร่กลายเป็นศูนย์รวมของชาวบ้านจากหลายตำบล ที่เดินทางมาร่วมฟังการนำเสนอนโยบายแบบจัดเต็ม บรรยากาศคึกคัก ทั้งคนทำงาน เกษตรกร ผู้ค้ารายย่อย ไปจนถึงพ่อค้าแม่ค้าสตรีทฟู้ดที่หวังเห็นอนาคตใหม่ของเศรษฐกิจฐานราก
บนเวทีมีการพูดคุยทั้งเรื่องปากท้อง หนี้สิน และทางรอดของคนตัวเล็ก ที่กำลังเผชิญกับค่าครองชีพสูง แต่รายได้กลับไม่ขยับตาม
ล้างหนี้ทั้งใน–นอกระบบ คืนลมหายใจให้ครัวเรือน
หนึ่งในประเด็นใหญ่ของการปราศรัยคือ ปัญหาหนี้สินที่ล้อมชีวิตคนแพร่แทบทุกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นหนี้ธนาคาร หนี้นอกระบบ หรือหนี้สะสมจากการทำกิน
นโยบายที่ถูกหยิบขึ้นมาเน้นย้ำ คือการ “ปลดหนี้” ให้กับหลายกลุ่มสำคัญ เช่น
เกษตรกรที่ลงทุนไปก่อน แต่ราคาผลผลิตกลับไม่แน่นอน
ผู้สูงอายุที่มีหนี้สะสม แต่รายได้ลดลงตามวัย
ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องหมุนเงินทุกวัน
ข้าราชการ ครู และผู้มีอาชีพประจำที่ยังติดภาระหนี้เดิม
ผู้กู้กองทุนการศึกษา ที่ยังชำระไม่หมด
เป้าหมายคือช่วยลดภาระในแต่ละบ้าน ให้สามารถกลับมาวางแผนอนาคตได้ ไม่ต้องเอาเวลาไปกังวลเฉพาะเรื่องเจ้าหนี้ตามทวงทุกเดือน
ยกระดับเกษตรกร ตั้งแต่ดิน ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ ไปจนถึงราคาขาย
อีกหัวใจสำคัญคือการยกระดับภาคเกษตรแบบครบวงจร ไม่ใช่ช่วยแค่ระยะสั้น แต่วางระบบให้ทำกินแล้ว ไม่ขาดทุนซ้ำๆ
มีการพูดถึงมาตรการที่จับต้องได้ เช่น
แจกคูปองดิจิทัลสำหรับซื้อปุ๋ยราคาถูก ตามสูตรที่เหมาะสม ไม่เกิน 250 กิโลกรัมต่อราย
แจกคูปองซื้อเมล็ดพันธุ์คุณภาพ 150 กิโลกรัมต่อราย
ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสภาพดินถึงสวนและไร่นา เพื่อวิเคราะห์ว่าแร่ธาตุขาดอะไร ต้องปรับปรุงอย่างไรให้ได้ผลผลิตที่ดีขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีนโยบาย ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% เพื่อให้เกษตรกรมีหลักประกันรายได้ ทำเกษตรแล้วไม่ขาดทุนเหมือนที่ผ่านมา
ในเวทีปราศรัยยังพูดถึงเป้าหมายผลักดันราคาข้าวให้สูงขึ้น เช่น
ข้าวเหนียว ตั้งเป้า 10,000 บาทต่อหนึ่งตัน
ข้าวหอมมะลิ ตั้งเป้า 15,000 บาทต่อหนึ่งตัน
แก้ปัญหาที่ดิน คนทับป่า–ป่าทับคน ด้วยแผนที่เดียวทั้งประเทศ
อีกโจทย์ใหญ่ที่คนในพื้นที่ต้องเผชิญมานาน คือปัญหาที่ดินทับซ้อน และกรณี “คนทับป่า–ป่าทับคน” ที่ทำให้หลายครอบครัวไม่มีความชัดเจนในสิทธิการทำกิน
จึงมีการหยิบเครื่องมือ “วันแมป แผนที่เดียวทั้งประเทศ” มาใช้เป็นกลไกหลัก เพื่อ:
ยืนยันสิทธิการทำกินของประชาชนให้ชัดเจนขึ้น
แก้ปัญหาที่ดินทับซ้อนอย่างเป็นระบบและเป็นธรรม
เดินหน้าปรับเอกสารสิทธิจาก ส.ป.ก. ไปสู่โฉนด ตามกรอบของกฎหมาย
เป้าหมายคือให้เกษตรกรและคนในพื้นที่มีหลักประกันความมั่นคงด้านที่ดิน ไม่ต้องอยู่ในสภาพ “อยู่มานานแต่ไม่มีสิทธิ์ชัดเจน” อีกต่อไป
คนไทยไร้จน: เติมเงินให้ข้ามเส้นยากจน
บนเวทีมีการพูดถึง นโยบาย “คนไทยไร้จน” ที่ตั้งใจจะช่วยคนรายได้น้อยให้มีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน
กลุ่มเป้าหมายคือคนที่มีรายได้ไม่ถึง:
3,000 บาทต่อเดือน หรือ
100 บาทต่อวัน
รัฐจะ “เติมเงิน” ให้รายได้ต่อเดือนถึง 3,000 บาท เพื่อให้ทุกคนก้าวข้ามเส้นความยากจนอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากการช่วยเรื่องเงินในกระเป๋าแล้ว ยังเป็นการคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ให้คนที่เคยถูกมองข้ามได้มีโอกาสเข้าถึงระบบเศรษฐกิจและโอกาสใหม่ๆ มากขึ้น
ยิ่งกว่าพลัส 70:30 เบาเงินในกระเป๋า ดันเงินหมุนทั้งเมือง
เมื่อพูดถึงการฟื้นเศรษฐกิจ นโยบายที่ถูกย้ำคือ “ยิ่งกว่าพลัส 70:30” แนวคิดง่ายๆ แต่กระทบชีวิตประจำวันชัดเจนมาก
หลักการคือ:
รัฐช่วยจ่ายค่าใช้จ่าย 70%
ประชาชนจ่ายเองแค่ 30%
ผลที่คาดหวังคือ:
ภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนลดทันที
เกิดการผลิตและการสั่งซื้อวัตถุดิบเพิ่มขึ้น
การจ้างงานในระบบและนอกระบบขยายตัว
ร้านค้ารายย่อย ร้านโชห่วย ไปจนถึงแผงลอยและสตรีทฟู้ดมีลูกค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
รัฐเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกลับมาได้ในระบบเศรษฐกิจที่หมุนเวียนมากขึ้น
สำหรับพ่อค้าแม่ค้าสตรีทฟู้ด นโยบายแบบนี้หมายถึง โอกาสเห็นคนเดินถือใบเสร็จเต็มมือ และยอดขายที่ไม่เงียบเหงาเหมือนก่อน
หวยใบเสร็จ “รวยทุกวัน เงินล้าน 9 คน” เกมใหม่ของคนใช้จ่ายในระบบ
หนึ่งในนโยบายที่ทำให้หลายคนหูผึ่ง คือโครงการ “รวยทุกวัน เงินล้าน 9 คน” หรือที่หลายคนเรียกจนติดปากว่า “หวยใบเสร็จ”
หัวใจของแนวคิดนี้ คือการ “ใช้รางวัลล่อใจ” ให้คนย้ายจากนอกระบบเข้าสู่ระบบภาษีและฐานข้อมูลดิจิทัลของรัฐ โดยไม่ต้องใช้การบังคับด้วยกฎหมาย
รูปแบบโดยรวมคือ:
แจกเงินรางวัล 1 ล้านบาท ทุกวัน
รวมทั้งวันมีเงินรางวัลหมุนเวียน 9 ล้านบาท
แบ่งกลุ่มผู้มีสิทธิ์ลุ้นรางวัลให้ครอบคลุมคนหลายภาคส่วน
กลุ่มที่มีสิทธิ์ลุ้นรางวัล เช่น
เกษตรกรฐานรากที่มีการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการ
กลุ่มอาสาสมัครและผู้ทำงานสาธารณประโยชน์ เช่น อสม. กู้ภัย ชรบ. หรือทหารผ่านศึก
ผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง ที่ถือเป็นกลุ่มเปราะบาง
ผู้ยื่นภาษีเงินได้ เพื่อจูงใจให้รายงานรายได้เข้าสู่ระบบ
ประชาชนทั่วไปที่จับจ่ายใช้สอย โดยใช้ “ใบเสร็จ” จากการซื้อสินค้าและบริการเป็นสิทธิ์ในการลุ้น
จุดที่น่าสนใจสำหรับสายสตรีทฟู้ด คือ ใบเสร็จที่ใช้ลุ้นรางวัลไม่ได้จำกัดเฉพาะห้างใหญ่ แต่รวมไปถึง:
ร้านขายของชุมชน
แผงลอย
รถเข็น
ร้านสตรีทฟู้ดทุกรูปแบบ
และที่สำคัญ ไม่มีการกำหนดยอดซื้อขั้นต่ำ แค่ซื้อของแล้วมีใบเสร็จ ก็กลายเป็นโอกาสลุ้นเงินล้านได้ทันที
เป้าหมายปลายทางคือ:
ดึงเศรษฐกิจนอกระบบให้เข้ามาอยู่ในสายตาของรัฐ
กระตุ้นให้ร้านค้าเปลี่ยนมาออกใบเสร็จดิจิทัลมากขึ้น
ทำให้การหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจไทยถูกบันทึกไว้จริง
ปิดท้ายเวที ชวนรวมพลังฟังนโยบายใหญ่
ช่วงท้ายของการปราศรัย มีการเชิญชวนประชาชนในจังหวัดแพร่ให้มาร่วมเวทีใหญ่ในครั้งถัดไป ซึ่งจะเป็นจังหวะสำคัญในการแสดงพลังของคนในพื้นที่ว่าอยากเห็นใครเข้ามาขับเคลื่อนประเทศและผลักดันนโยบายเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริง
สารที่ส่งถึงชาวแพร่ชัดมากว่า นี่ไม่ใช่แค่เวทีพูดสวย แต่เป็นการชวนคิดว่า หนี้จะถูกจัดการอย่างไร รายได้จะโตขึ้นแค่ไหน และคนตัวเล็กอย่างเกษตรกร พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย ไปจนถึงร้านสตรีทฟู้ด จะมีที่ยืนในเศรษฐกิจใหม่แบบไหน
มองไปข้างหน้า: ถ้าทุกนโยบายเดินหน้าได้จริง
หากมองภาพรวมตั้งแต่การล้างหนี้ ยกระดับเกษตร แก้ที่ดิน คนไทยไร้จน ยิ่งกว่าพลัส ไปจนถึงหวยใบเสร็จ จะเห็นว่าถ้านโยบายเหล่านี้ถูกผลักดันจนสำเร็จ ผลที่ตามมาอาจเปลี่ยนชีวิตคนธรรมดาได้แบบจับต้องได้
บ้านที่เคยจมกับหนี้ มีโอกาสตั้งหลักใหม่
เกษตรกรมีรายได้มั่นคงขึ้น ไม่ต้องลุ้นขาดทุนทุกฤดู
คนตัวเล็กที่เคยอยู่นอกระบบ มีที่ยืนในเศรษฐกิจยุคดิจิทัล
ร้านค้าเล็กๆ และสตรีทฟู้ดอาจกลายเป็นจุดศูนย์กลางของเงินหมุนเวียนในชุมชน
ท้ายที่สุด สิ่งที่คนแพร่และคนทั้งประเทศต้องตัดสินใจคือ อยากเห็นเศรษฐกิจไทยหน้าใหม่หน้าตาแบบไหน และใครจะเป็นคนลงมือทำให้ภาพนั้นเกิดขึ้นจริง

