ขึ้นลิฟต์สู่ชั้น 33 เปิดประตูเจอท้องฟ้ากรุงเทพฯ และกลิ่นอายสเปน
ลิฟต์ของโรงแรม INNSiDE by Meliá Bangkok Sukhumvit พาเราทะยานขึ้นไปยังชั้น 33 แบบแทบไม่ทันตั้งตัว พอประตูลิฟต์เปิดออก ภาพแรกที่เจอคือ LUZ Bangkok Tapas Bar (ลุซ บางกอก ทาปาสบาร์) ที่มี ท้องฟ้ากรุงเทพฯ หลังฝนตก เป็นฉากหลัง บรรยากาศฟีลดีจนรู้สึกเหมือนถูกวาร์ปไปต่างประเทศ
ที่นี่เป็นรูฟท็อปบาร์ที่หยิบเอาวัฒนธรรมสเปนมาคลุกเคล้ากับความเป็นกรุงเทพฯ ได้อย่างเข้ากัน งานดีไซน์สถาปัตยกรรมเต็มไปด้วยดีเทล ทั้งมุม แสง และเส้นสายที่ตั้งใจออกแบบให้รองรับช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกโดยเฉพาะ



ไฮไลต์ดีไซน์: เพดานใส ใต้สระน้ำ และแสงเงาที่เต้นไปกับท้องฟ้า
หนึ่งในจุดที่ทำให้นักเที่ยวบาร์ต้องอ้าปากว้าวคือ เพดานเหนือเคาน์เตอร์บาร์ที่เป็น glass-bottom ซึ่งมองเห็นพื้นสระว่ายน้ำชั้นบน สายน้ำที่กระเพื่อมค่อยๆ สร้างลวดลายของแสงและเงา พอผสมกับเมฆที่ลอยไปมาบนท้องฟ้าก็ยิ่งทำให้บรรยากาศนั่งจิบเครื่องดื่มดูมีชีวิตชีวา
โดยเฉพาะช่วงเย็นก่อนพระอาทิตย์ลับฟ้า สีของท้องฟ้า ไล่ตั้งแต่ฟ้าส้มไปจนถึงน้ำเงินเข้ม สะท้อนผิวน้ำลงมาที่บาร์ ทำให้บรรยากาศทั้งโรแมนติกและชวนปล่อยใจอย่างบอกไม่ถูก



Tapas Culture สไตล์สเปน: กินทีละนิด แต่แชร์ความสุขได้ทั้งโต๊ะ
วิธีการกินของคนสเปนสะท้อนอยู่ในวัฒนธรรมทาปาสแบบชัดๆ หัวใจคือ กินได้หลายจาน แชร์ได้หลายรสชาติ ทุกจานมาในขนาดพอดีคำสำหรับแบ่งกัน ทำให้โต๊ะอาหารกลายเป็นพื้นที่สำหรับคุย หัวเราะ และค่อยๆ ใช้เวลาแบบไม่ต้องรีบ
ที่ LUZ Bangkok Tapas Bar เขาหยิบจิตวิญญาณนี้มาเล่าใหม่ผ่านจานเล็กๆ ที่เสิร์ฟต่อเนื่อง ทั้งรสชาติและหน้าตาเหมาะกับสายชอบแชร์อาหารลงไอจี และสายชอบชิมหลายเมนูในมื้อเดียว


เชฟสเปนตัวจริง ยกครัวมาดริดมาไว้กลางกรุงเทพฯ
เบื้องหลังทุกจานคือเชฟ Juan Ignacio García Racionero เชฟชาวสเปนจากมาดริดที่ผ่านสนามครัวระดับมิชลินทั้งในสเปนและยุโรป เขาเชี่ยวชาญอาหารสเปนดั้งเดิม แต่ก็เข้าใจการปรับรสให้ร่วมสมัยและถูกปากคนเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ
ปรัชญาในครัวของเชฟคือ วัตถุดิบคุณภาพดี รสเข้มชัด แต่บาลานซ์ จานทาปาสและเมนูซิกเนเจอร์เลยออกมาทั้งคมและกลมกล่อมในคำเดียวกัน
เมนูน่าลองมีทั้ง
Pulpo a Nuestra Manera: หนวดปลาหมึกยักษ์ชิ้นโต เสิร์ฟคู่มันฝรั่งบดเนียนนุ่ม เคี้ยวแล้วได้ทั้งเท็กซ์เจอร์และกลิ่นรมควันเบาๆ
Las Croquetas: โครเก็ตกรอบนอก ด้านในเป็นครีมหมูดำไอบีเรีย ละมุนมาก ท็อปด้านบนด้วยแฮมหมูดำเคี้ยวหนึบ ได้สัมผัสทั้งนุ่มทั้งหนึบในคำเดียว
GAMBAS AL AJILLO: กุ้งกัมบัสในน้ำมันมะกอกร้อนๆ หอมกลิ่นกระเทียมแบบจู่โจมประสาทสัมผัส จานนี้เอาไว้จิ้มขนมปังคือฟินสุด
รสชาติทั้งหมดไม่ได้แค่เล่าเรื่องสเปน แต่ยังแอบมีความร่วมสมัย ที่คนกรุงเทพฯ กินแล้วรู้สึกคุ้นเคยและตื่นเต้นไปพร้อมกัน



ดื่มอะไรดีให้เข้ากับทาปาสและบรรยากาศรูฟท็อป
ถ้ามาร้านอาหารสเปนแล้วไม่ลองแพริ่งเครื่องดื่ม บอกเลยว่ายังอินไม่สุด เพราะที่นี่เขาคิด pairing มาครบให้ประสบการณ์ rooftop dining มันสมบูรณ์ทั้งรสชาติและบรรยากาศ
ตัวเด่นที่ควรสั่งคือ
Sangria: แก้วคลาสสิกสุด เขาผสมไวน์แดงกับ Cointreau ออกมาเป็นรสผลไม้ที่มีกลิ่นลิควอร์บางๆ จิบง่ายแต่มีคาแรกเตอร์
Honey Pine Elements: ค็อกเทลที่ได้ทั้งความหวานละมุนจากไซรัป และความสดชื่นของมะนาว เป็นแก้วที่ทั้งดื่มง่ายและเหมาะกับอากาศกรุงเทพฯ มาก
ถือเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยผูกช่วงเวลาในค่ำคืนให้กลมกล่อมขึ้นทั้งโต๊ะอาหาร




ปิดท้ายด้วยการขึ้นไปดูดาวบนชั้นสระว่ายน้ำ
หลังจากจัดทาปาสและค็อกเทลจนพอใจแล้ว อย่าเพิ่งรีบกลับ เพราะจากชั้น 33 สามารถเดินขึ้นไปที่ชั้น 34 ซึ่งเป็นโซนสระว่ายน้ำได้อีกหนึ่งสเต็ป วิวเมืองยามค่ำคืนจากตรงนี้ทั้งเปิดโล่งและโรแมนติกขึ้นไปอีกระดับ
ถ้าโชคดีในคืนฟ้าเปิด อาจได้เห็นแสงเล็กๆ บนท้องฟ้าที่ถูกออกแบบให้เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของชื่อร้าน Luz ซึ่งแปลว่า “แสง” ในภาษาสเปน ราวกับเป็นแสงเล็กๆ ที่ช่วยแต่งกรุงกรุงเทพฯ ให้ดูมีเสน่ห์ยามค่ำคืนมากขึ้นไปอีก

เวลาเปิดบริการ และทริกเล็กๆ สำหรับสายเที่ยวบาร์
LUZ Bangkok Tapas Bar เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 16:00 – เที่ยงคืน เหมาะทั้งสำหรับ
มานั่งดูพระอาทิตย์ตกพร้อมทาปาส
นัดเพื่อนหลังเลิกงานมานั่งชิลจิบค็อกเทล
หรือพาคนรู้ใจมาดินเนอร์ใต้แสงเมืองและแสงดาว
ใครกำลังมองหารูฟท็อปบาร์ที่ไม่ได้มีดีแค่วิว แต่ให้ทั้งเรื่องราวของวัฒนธรรมสเปน อาหารคุณภาพดี และบรรยากาศที่ออกแบบมาเพื่อให้คุณได้ ค่อยๆ ใช้เวลาอย่างมีความหมายในคืนเดียว ที่นี่คือหนึ่งในลิสต์ที่ควรลองไปให้ได้สักครั้ง

