รับแอปรับแอป

ปลดล็อกออร่าผิวด้วยนาฬิกา: เลือกเรือนให้ตรงอันเดอร์โทน ผิดเป็นหมื่น ถูกเรือนเดียวคือจบ

ศุภวัฒน์ บุญศรี01-30

ทำไมนาฬิกาที่สวยในตู้…กลับดูดรอปบนข้อมือเรา?

เคยไหม แอบเล็งนาฬิกาเรือนหนึ่งในตู้โชว์มานาน เห็นบนข้อมือคนอื่นคือสวยวิบวับมีออร่าสุดๆ แต่พอได้มาครอบครอง ลองใส่เองกลับรู้สึกว่า… ทำไมมันไม่ปังอย่างที่คิด?

ไม่ต้องโทษตัวเอง ไม่ต้องโทษนาฬิกา เพราะตัวแปรสำคัญจริงๆ คือ “อันเดอร์โทนสีผิว” ที่หลายคนมองข้ามไปโดยไม่รู้ตัว

ถ้าคุณเข้าใจอันเดอร์โทนของตัวเองเมื่อไร การเลือกนาฬิกาจะเปลี่ยนจากเรื่องเสี่ยงดวง กลายเป็นเรื่องสนุกที่ช่วยดันผิวให้ดูโกลว์ขึ้นแบบเห็นได้ชัด

อันเดอร์โทนคืออะไร ทำไมสำคัญกว่าสีผิวที่เราเห็นในกระจก

สีผิวด้านนอกที่คุณเห็น สามารถเปลี่ยนไปตามแดด อากาศ หรือสกินแคร์ที่ใช้ แต่ อันเดอร์โทน คือโทนสีลึกๆ ใต้ชั้นผิว เป็นเหมือน “เบสสี” ที่ไม่ค่อยเปลี่ยนไปตามเวลา

ลองนึกภาพดินที่มีหลายชั้น ชั้นบนจะโดนแดด ลม ฝน แต่ชั้นล่างสุดจะมีสีที่นิ่งที่สุด อันเดอร์โทนของผิวก็คล้ายๆ แบบนั้น

การรู้ว่าอันเดอร์โทนของคุณเป็นแบบไหน จะช่วยให้คุณเลือกสีตัวเรือน หน้าปัด และสายนาฬิกาได้ เข้ากับผิวแบบไม่ต้องเดา และที่สำคัญคือช่วยเพิ่มความมั่นใจทุกครั้งที่หยิบมาใส่จริงๆ ไม่ใช่สวยแค่ในรูป

เช็กอันเดอร์โทนแบบง่ายๆ แค่ใช้ข้อมือกับกล่องเครื่องประดับที่บ้าน

ไม่ต้องมีเครื่องมือโปร แค่ใช้สองอย่างนี้:

  • เส้นเลือดที่ข้อมือ

  • เครื่องประดับสีเงินและสีทอง

พลิกข้อมือขึ้นมา ส่องดูใต้แสงธรรมชาติ จากนั้นค่อยลองเทียบกับสร้อย แหวน หรือกำไลสีเงิน/ทองที่คุณมี

  • เส้นเลือดสีเขียวชัด
    คุณอยู่ฝั่ง อันเดอร์โทนอุ่น (Warm Undertone) ถ้าใส่ทองแล้วผิวดูไบรท์ มีออร่าขึ้นทันที นั่นคือสัญญาณว่าใช่เลย

  • เส้นเลือดสีน้ำเงินหรือน้ำเงินอมม่วง
    คุณคือสาย อันเดอร์โทนเย็น (Cool Undertone) ลองใส่เงินแล้วผิวดูผ่อง เคลียร์ สดใส นั่นคือคู่แท้ของคุณ

  • เห็นทั้งเขียวและน้ำเงินปนกัน / ใส่เงินหรือทองก็ดูดีพอๆ กัน
    ยินดีด้วย คุณคือ อันเดอร์โทนกลาง (Neutral Undertone) สายฟรีสไตล์ที่เล่นได้แทบทุกโทนสี

  • เส้นเลือดออกเขียวปนฟ้า หรือเทา ผิวโดยรวมอมเขียวเล็กน้อย
    คุณคือกลุ่ม อันเดอร์โทนโอลีฟ (Olive Undertone) มักผิวแทนออกน้ำตาลสวยเวลาโดนแดด และเข้ากับสีที่ดูเข้ม ลึก หรือโทนกลางๆ

พอรู้โทนผิวแล้ว ขั้นต่อไปคือเลือก “คู่แท้” บนนาฬิกาให้ถูกโทน แค่นั้นลุคก็เปลี่ยนได้แบบไม่ต้องทำอะไรกับหน้าเลย

อันเดอร์โทนอุ่น (Warm) ผิวโกลว์แบบแดดจูบ เลือกนาฬิกายังไงให้แพงจัด

อันเดอร์โทนอุ่นจะให้ฟีลผิวโกลว์ๆ เหมือนมีแดดอ่อนๆ ส่องตลอดเวลา โทนผิวมักออกเหลือง พีช หรือน้ำผึ้ง สิ่งที่ทำให้ผิวคุณเปล่งประกายที่สุดคือโทนสีที่มีความอบอุ่นอยู่ในตัว

สีตัวเรือนที่เกิดมาเพื่อคุณ

  • ทอง (Yellow Gold) – คู่แท้ตัวจริงของสายผิวอุ่น ใส่แล้วผิวดูแพงขึ้นแบบทันตา จะทองเงา ทองด้าน หรือทองวินเทจก็เอาอยู่

  • โรสโกลด์ (Rose Gold) – เติมความละมุน โรแมนติก ทำให้ลุคดูนุ่มนวลแต่ยังหรู

  • บรอนซ์ / ทองแดง – ใครชอบลุคดิบๆ วินเทจหน่อย ตัวเรือนสีนี้จะทำให้คุณดูเท่แบบเป็นธรรมชาติ และมีเอกลักษณ์มาก

หน้าปัดและสายที่โอบรับความอบอุ่นของผิว

  • โทน เอิร์ธโทน เช่น น้ำตาลเข้ม เบจ ครีม เขียวโอลีฟ
    ทำให้ผิวดูซอฟต์ อบอุ่น และเข้าถึงง่าย

  • โทน แดงเข้ม หรือส้มอมน้ำตาล
    เพิ่มความโดดเด่นแบบมีชั้นเชิง ไม่หลุดธีมผิวอุ่น

ตัวอย่างเรือนที่เข้าข้อมือสายผิวอุ่น

Frederique Constant Classics Premiere Manufacture

ทำไมเข้ากัน:
เรือนเดรสสไตล์คลาสสิก ตัวเรือนโรสโกลด์หรือชุบโรสโกลด์ ให้ฟีลวินเทจหรูที่ดึงอันเดอร์โทนอุ่นให้ดูนุ่มและแพงขึ้น

สรุปสเปกเด่น ๆ:

  • กลไก Manufacture Calibre FC-776 ไขลานอัตโนมัติ สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง

  • ฟังก์ชัน Perpetual Calendar ครบจบในเรือนเดียว

  • ตัวเรือนสเตนเลสสตีล 40 มม.

  • หน้าปัดสีแซลมอนสุดฮิตในหมู่นักสะสม

Mido Commander Big Date

ทำไมเข้ากัน:
ดีไซน์โมเดิร์นแต่ยังอุ่นนุ่มด้วยตัวเรือนเคลือบ PVD โรสโกลด์หรือทอง ใส่ได้ทุกวันแบบไม่เบื่อ ได้ทั้งลุคเท่และดูแพง

สเปกไฮไลต์:

  • กลไกออโตเมติก Calibre 80 สำรองลานสูงสุด 80 ชั่วโมง

  • ฟังก์ชันเวลา + Big Date อ่านง่ายเต็มตา

  • ตัวเรือนสเตนเลสสตีลเคลือบ PVD โรสโกลด์ ขนาด 42 มม. หนา 12 มม. กันน้ำ 50 เมตร

  • หน้าปัดดำแอนทราไซต์ด้าน สายสตีลทูโทนโรสโกลด์ผสมเทา

Oris Divers Sixty-Five (Bronze)

ทำไมเข้ากัน:
ตัวเรือนบรอนซ์ที่จะค่อยๆ เกิดปาตินา กลายเป็นสีเฉพาะของแต่ละคน ยิ่งใช้ยิ่งเท่ เข้ากับอันเดอร์โทนอุ่นที่ชอบลุคสปอร์ตวินเทจและความดิบแบบมีเรื่องราว

ภาพรวมสเปก:

  • กลไกออโตเมติก Calibre 733-1 (พื้นฐาน Sellita SW200-1) สำรองลาน 41 ชั่วโมง

  • แสดงชั่วโมง นาที วินาที และวันที่ ปรับตั้งง่าย พร้อมหยุดเข็มวินาที

  • ตัวเรือนบรอนซ์ประกอบหลายชิ้น ฝาหลังสตีลขันสกรู เส้นผ่านศูนย์กลาง 38 มม. กันน้ำ 100 เมตร

  • หน้าปัดสีขาว สายบรอนซ์เข้าชุด

อันเดอร์โทนเย็น (Cool) ผิวใสแบบแสงจันทร์ ต้องคู่กับโลหะโทนเย็นเท่านั้น

ผิวโทนเย็นมักมีอากาศอมชมพูหรือแดงนิดๆ เหมือนมีแสงจันทร์ส่องอยู่ตลอด การเลือกนาฬิกาที่ใช่คือการให้โลหะโทนเย็นมาตัดกับผิวอย่างมีบาลานซ์

ตัวเรือนที่เกิดมาเพื่ออันเดอร์โทนเย็น

  • สตีลสีเงิน หรือเงินแท้ (Silver) – ทำให้ผิวดูเคลียร์ สะอาดตา ราวกับเปิดไฟให้หน้าแขน

  • ระดับอัปเกรดอย่าง แพลทินัม หรือ ไวท์โกลด์ – เสริมลุคสง่างามแบบไม่ต้องพยายาม

หน้าปัดและสายที่ช่วยขับความใสของผิว

  • โทนเย็นอย่าง น้ำเงิน ฟ้าอ่อน ม่วงลาเวนเดอร์ เขียวมรกต ทำให้ผิวโทนเย็นดูสดใส มีมิติ

  • สาย/หน้าปัดสี ขาวหรือเทา เหมาะกับคนที่ชอบลุคมินิมอล คลีน และดูแพงแบบเนียนๆ

เรือนน่าโดนสำหรับผิวอันเดอร์โทนเย็น

Sinn 556 I

ทำไมเข้ากัน:
สไตล์ Tool Watch เน้นความทนและอ่านเวลาได้ชัด ตัวเรือนสตีลและหน้าปัดดำหรือขาว ให้ลุคแข็งแรง คมกริบ ตรงใจสายโทนเย็นที่ชอบดีไซน์เรียบแต่ฟังก์ชันแน่น

สเปกหลัก:

  • กลไกออโตเมติก SW200-1 26 ทับทิม ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชม. มีหยุดเข็มวินาที

  • กันสนามแม่เหล็กตามมาตรฐาน DIN 8309

  • ตัวเรือนสตีลขัดซาติน กันน้ำ 200 เมตร ฝาหลังแซฟไฟร์โปร่งใส

  • เส้นผ่านศูนย์กลาง 38.5 มม. หนา 11 มม. น้ำหนัก 65 กรัม (ไม่รวมสาย)

  • หน้าปัดดำเงา เข็มและหลักชั่วโมงมีสารเรืองแสง

Longines HydroConquest

ทำไมเข้ากัน:
นาฬิกาดำน้ำสายสปอร์ตหรู หน้าปัดสีน้ำเงินหรือดำ ตัดกับผิวโทนเย็นได้ดีมาก ให้ลุคทั้งเท่และเนี๊ยบในเรือนเดียว

สเปกเด่น:

  • กลไกออโตเมติก ความถี่ 25,200 รอบ/ชม. สำรองลานราว 72 ชั่วโมง

  • ฟังก์ชันวันที่

  • ตัวเรือนสตีล ขอบหมุนได้ ม crown ขันเกลียว กันน้ำระดับดำน้ำ

  • หน้าปัดน้ำเงินซันเรย์ เข็มและหลักชั่วโมงเคลือบ Super-LumiNova®

  • สายสตีล พร้อมตัวล็อคแบบพับและส่วนขยายสำหรับใส่ทับชุดดำน้ำ

Alpina Alpiner Extreme Automatic

ทำไมเข้ากัน:
สปอร์ต-หรูแบบจัดเต็ม ตัวเรือนสตีลกับหน้าปัดสีน้ำเงินหรือดำ ช่วยขับผิวโทนเย็นให้ดูชัดและเฉียบมาก

สเปกหลัก:

  • กลไกออโตเมติก AL-525 (พื้นฐาน SW200) 26 ทับทิม ความถี่ 28,800 รอบ/ชม. สำรองลาน 38 ชม.

  • แสดงชั่วโมง นาที วินาที วันที่ตรงตำแหน่ง 3 นาฬิกา

  • ตัวเรือนสตีล 316L ขนาด 41×42.50 มม. หนา 11.5 มม. กันน้ำ 200 เมตร

  • หน้าปัดน้ำเงินผิวซาติน

  • สายยางสีน้ำเงิน พร้อมบัคเคิลแบบพับมีปุ่มกดปลดล็อก

อันเดอร์โทนกลาง (Neutral) สายจอยทุกสี เลือกยังไงให้ดูไม่ “เยอะ” แต่มีคลาส

ถ้าคุณเป็นอันเดอร์โทนกลาง คือดวงดีมาก เพราะใส่ได้ทั้งเงินและทองแบบไม่ต้องคิดเยอะ นาฬิกาเกือบทุกสีมาอยู่บนข้อมือคุณแล้วไม่ตีกัน

ตัวเรือนที่เล่นได้แทบทุกแนว

  • เงิน (Silver) – คลาสสิก เรียบหรู ใส่ได้ทุกวัน

  • ทอง (Yellow Gold) – เสริมเสน่ห์ ให้ลุคอบอุ่นขึ้น

  • โรสโกลด์ (Rose Gold) – เพิ่มความละมุนและความเฟมินีน

  • ทูโทน (Two-tone) – เหมาะมากสำหรับอันเดอร์โทนกลาง เพราะบาลานซ์ระหว่างเงิน-ทองออกมาได้ดีสุดๆ

หน้าปัดและสายที่คุณเล่นได้แทบทุกเฉด

  • สาย สีเบสิก เช่น ดำ กรมท่า ขาว เทา – ปลอดภัย ใส่ได้ทุกโอกาส

  • สีจัดๆ อย่าง แดง เหลือง เขียวสด – คุณคือหนึ่งในไม่กี่คนที่ใส่แล้วมักจะรอดมากกว่าร่วง

นาฬิกาแนะนำสำหรับสาย Neutral

Maurice Lacroix Aikon Automatic (Stainless Steel)

ทำไมเข้ากัน:
ตัวเรือนและสายแบบ Integrated Bracelet ดีไซน์โดดเด่น ดูสปอร์ตหรู ใส่ได้ทั้งวันทำงานและวันสบายๆ เข้ากับอันเดอร์โทนกลางแบบไม่ต้องคิดมาก

สเปกไฮไลต์:

  • กลไกออโตเมติก Calibre ML115 26 ทับทิม ความถี่ 28,800 vph สำรองลาน 38 ชม.

  • แสดงชั่วโมง นาที วินาที และวันที่ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา

  • ตัวเรือนสตีล 39 มม. หนา 11 มม. กระจกแซฟไฟร์เคลือบกันสะท้อน ฝาหลังโปร่งใส กันน้ำ 200 เมตร

  • หน้าปัดลาย Clous de Paris เข็มและหลักชั่วโมงชุบโรสโกลด์ เคลือบ Super-LumiNova®

  • สายสตีล 23 มม. พร้อม Easy Change System

Raymond Weil Freelancer (Stainless Steel)

ทำไมเข้ากัน:
สวิสแบรนด์ที่เล่นระหว่างความคลาสสิกกับความโมเดิร์นได้ดีมาก ตัวเรือนสตีลกับหน้าปัดโทนกลาง ใส่ได้ยืดหยุ่นทั้งลุคทำงานและลุคดินเนอร์

สเปกหลัก (รุ่น Moon Phase):

  • กลไกออโตเมติก Calibre RW4280 สำรองลาน 41 ชม.

  • ฟังก์ชันเวลา + วันที่ + Moon Phase

  • ตัวเรือนสเตนเลสสตีลเคลือบ PVD โรสโกลด์ ทรง cushion 34×34 มม. หนา 9.3 มม. กันน้ำ 100 เมตร ฝาหลังแซฟไฟร์

  • หน้าปัดครีม มีลายตัว W ตรงกลาง หลักชั่วโมงและเข็มเคลือบเรืองแสง

  • สายหนังลูกวัวสี Taupe พร้อมบัคเคิลพับสองชั้น

Tissot Gentleman Powermatic 80 Silicium

ทำไมเข้ากัน:
สาย Dressy Sport ที่ฮิตสุดในไทย ตัวเรือนสตีลกับหน้าปัดสีเบสิคอย่างไอซ์บลู หรือโทนมาตรฐาน ใส่ได้แทบทุกวัน ทุกโอกาส

สเปกเด่น:

  • กลไกออโตเมติก Powermatic 80 (Calibre 11 1/2”’) พร้อมบาลานซ์สปริงซิลิกอน สำรองลาน 80 ชม.

  • ฟังก์ชันชั่วโมง นาที วินาที

  • ตัวเรือนสตีล 316L ขนาด 40 มม. หนา 11.50 มม. ฝาหลังเปลือย กันน้ำ 100 เมตร

  • หน้าปัดไอซ์บลู เข็มเคลือบสารเรืองแสง

  • สายสตีลสีเทา บัคเคิลบานพับผีเสื้อ พร้อมระบบเปลี่ยนสายรวดเร็ว

อันเดอร์โทนโอลีฟ (Olive) เสน่ห์ซับซ้อนที่เล่นสีได้ลึกกว่าที่คิด

อันเดอร์โทนโอลีฟจะไม่จัดอยู่ฝั่งอุ่นหรือเย็นแบบชัดๆ แต่จะมีความ เขียวอมเหลือง ปนอยู่ในผิว เห็นได้ชัดเวลาโดนแดด หรือเวลาใส่เสื้อผ้าบางสี

ผิวกลุ่มนี้มักอยู่โทนกลางๆ ไม่ขาวจัดหรือเข้มจัด แต่สามารถมีหลายเฉดได้เช่นกัน

วิธีสังเกตโอลีฟแบบง่ายๆ

  • ดูผิวโดยรวม: จะเหมือนมีเขียวอมเหลืองแฝงอยู่ โดยเฉพาะบริเวณแก้มหรือหน้าผาก

  • ปฏิกิริยากับแดด: มักแทนออกน้ำตาลสวย มากกว่าจะไหม้แดงง่าย

  • ลองกับเสื้อผ้า: สีเขียวมะกอก เขียวเข้ม เทาอมเขียว หรือน้ำตาล มักขับผิวให้ดูดีเป็นพิเศษ

  • เครื่องประดับ: ใส่ได้ทั้งเงินและทอง แต่ทองอาจทำให้ความเขียวในผิวดูชัดขึ้น

ตัวเรือนและสีที่เข้ากับผิวโอลีฟที่สุด

  • ตัวเรือนทอง (Yellow Gold) – ดันความอบอุ่นและความเขียวอมเหลืองให้ดูแพงขึ้น

  • โรสโกลด์ (Rose Gold) – เพิ่มเลเยอร์ความหรูและให้มิติแบบซอฟต์

หน้าปัดและสายที่ควรโฟกัส:

  • โทน เอิร์ธโทน เช่น เขียวมะกอก น้ำตาล เทาอมเขียว เบจ – เสริมความเป็นธรรมชาติของผิวโอลีฟ

  • โทนเย็นที่ลึกขึ้น เช่น เขียวเข้ม กรมท่า ม่วงพลัม – สร้างคอนทราสต์ที่สวยแบบมีสไตล์

ตัวเลือกนาฬิกาที่เล่นกับโอลีฟได้สวยมาก

Rado Captain Cook

ทำไมเข้ากัน:
สไตล์ดำน้ำวินเทจ ตัวเรือนบรอนซ์ (หรือรุ่นสตีลหน้าปัดเขียวเข้ม) ทำให้ผิวโอลีฟดูน่ามอง มีเลเยอร์ และมีคาแรกเตอร์เฉพาะตัว

สเปกหลัก (รุ่น Bronze):

  • กลไกออโตเมติก

  • ฟังก์ชันวันที่

  • ตัวเรือนบรอนซ์ ขอบหน้าปัดไฮเทคเซรามิก ใช้ไทเทเนียมในบางส่วน ขนาด 42 มม.

  • สาย Nato ผ้าสังเคราะห์สุดทน

Nomos Glashütte Club Campus

ทำไมเข้ากัน:
ดีไซน์มินิมอลแบบเยอรมัน แต่เล่นสีหน้าปัดได้จัดมาก ไม่ว่าจะเป็น Deep Ocean, Future Orange หรือสีเหลืองสดๆ พออยู่คู่ผิวโอลีฟแล้วให้ฟีลสนุก มีชีวิตชีวาแบบไม่หลุดความแพง

สเปกเด่น (รุ่น Starlight Ref. 718):

  • กลไกไขลานด้วยมือ (Manual)

  • แสดงชั่วโมง นาที วินาที

  • ตัวเรือนสตีลสองส่วน ฝาหลังขันเกลียว 36 มม. หนา 8.2 มม. Lug-to-lug 47.5 มม. กันน้ำ 100 เมตร

  • หน้าปัดเหลือง ผสมเลขโรมัน + อารบิก + ขีด มี Superluminova สีเบจ (เรืองแสงสีน้ำเงิน)

  • เข็มชุบโรเดียมพร้อมสารเรืองแสง เข็มวินาทีสีนีออนส้ม

  • สาย Vegan velour สีเทา กว้าง 18 มม.

King Seiko KS1969 (Stainless Steel, Green Dial/Bezel)

ทำไมเข้ากัน:
แรงบันดาลใจจากปี 1969 ตัวเรือนสตีลน้ำหนักเบา กระจกทรงกล่อง และหน้าปัด/ขอบเขียว ช่วยขับความโอลีฟของผิวให้ดูนุ่มแต่มีมิติ

สเปกหลัก (SJE113):

  • กลไกออโตเมติก Caliber 6L35 26 ทับทิม ความเที่ยงตรง -10 ถึง +15 วินาที/วัน (ในสภาวะไม่เคลื่อนไหว) สำรองลานราว 45 ชม.

  • ฟังก์ชันหยุดเข็มวินาที + วันที่

  • ตัวเรือนสตีล เส้นผ่านศูนย์กลาง 39.4 มม. หนา 9.9 มม. Lug-to-lug 43.6 มม. ฝาหลังขันสกรู

  • กระจกแซฟไฟร์ทรงกล่อง เคลือบกันสะท้อนด้านใน

  • สายพร้อมบัคเคิลบานพับเปิดสองด้านแบบกดปุ่ม ความยาวรวมประมาณ 19 ซม.

  • กันน้ำ 5 บาร์ (50 เมตร)

ทริกสำคัญ: อ่านรีวิวให้ตายก็สู้ “ลองบนข้อมือจริงๆ” ไม่ได้

แม้จะรู้ทฤษฎีอันเดอร์โทนและจับคู่สีได้เป๊ะแล้ว แต่สิ่งที่ช่วยให้คุณตัดสินใจได้ดีที่สุดคือ การลองใส่บนข้อมือของตัวเองใต้แสงธรรมชาติ

เพราะหลายครั้ง นาฬิกาที่ดูธรรมดาในรูป พอมาอยู่บนผิวจริงกลับสวยขึ้นจนน่าตกใจ ในขณะที่บางเรือนที่ดูปังในภาพ กลับไม่ “คลิก” เมื่อใส่จริง

เวลาลอง ให้สังเกต:

  • สีตัวเรือนทำให้ผิวดูคล้ำลง หรือสว่างขึ้น?

  • หน้าปัดตัดกับผิวแล้วดูคม หรือดูหม่น?

  • สายสีนี้ทำให้แขนดูเฟิร์มขึ้น หรือเด่นเกินหน้าเกินตาเจ้าของ?

สุดท้ายต่อให้ทฤษฎีบอกว่าไม่ใช่ แต่ถ้านาฬิกาเรือนนั้นทำให้คุณรู้สึกมั่นใจและอยากหยิบมาใส่บ่อยๆ นั่นแหละ…คือเรือนที่เหมาะกับคุณที่สุด

สรุป: เลือกนาฬิกาตามอันเดอร์โทน = เลือกเรือนที่ขับตัวตนคุณให้เปล่งประกาย

การใช้ “อันเดอร์โทนสีผิว” เป็นไกด์ไลน์ในการเลือกนาฬิกา ไม่ได้เป็นแค่เรื่องความสวยงามภายนอก แต่คือการตอบคำถามว่า

  • สีแบบไหนที่ ส่งเสริม ผิวของคุณ

  • วัสดุแบบไหนที่ ขับ คาแรกเตอร์ตัวตนของคุณออกมา

เมื่อคุณเจอเรือนที่ใช่:

  • คุณจะรู้สึกอยากใส่มันซ้ำๆ

  • มองข้อมือตัวเองแล้วแอบยิ้ม

  • และไม่รู้สึกว่าต้อง “ตามเทรนด์” ใครทั้งนั้น

นาฬิกาเรือนเดียว ถ้าเลือกให้เข้ากับอันเดอร์โทน มันทำได้มากกว่าบอกเวลา แต่มันทำให้ทั้งลุคและความมั่นใจของคุณเปลี่ยนไปแบบชัดเจน

ครั้งต่อไปที่คุณจะซื้อนาฬิกา ลองเริ่มจากถามตัวเองก่อนว่า…
“อันเดอร์โทนของฉันคืออะไร?”
แล้วค่อยให้เรือนเวลามาเล่าเรื่องผิวและตัวตนของคุณแทนคำพูด