รับแอปรับแอป

จากร้านท้องถิ่นสู่ธุรกิจพันล้าน: เบื้องหลัง IDE Day 2025 ที่พาธุรกิจไทยอัปเกรดสู่ฐานนวัตกรรม

ปริญญา ทองคำ01-30

IDE Day 2025: เวทีที่พิสูจน์ว่า “ทุนวิจัย” เปลี่ยนเป็นพลังเศรษฐกิจได้จริง

ในงาน อว.แฟร์ ปี 2568 มีอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ถูกจับตามองอย่างมาก นั่นคือ IDE Day 2025 : Innovation Exchange เวทีที่ออกแบบมาเพื่อโชว์ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า การลงทุนด้านวิจัยและนวัตกรรมของรัฐ ถ้าออกแบบ “กลไก” ให้ดี ก็สามารถกลายเป็นแรงขับระดับประเทศ ที่ช่วยให้ธุรกิจไทยก้าวสู่การแข่งขันในเศรษฐกิจยุคใหม่ได้จริง

เบื้องหลังงานนี้ คือการทำงานร่วมกันอย่างแนบแน่นของสองหน่วยงานหลัก ได้แก่ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ที่จับมือกันขับเคลื่อน แผนงาน Innovation Driven Enterprises (IDEs) ให้เป็น Sandbox ระดับประเทศ เน้นทดลอง “กลไกเชิงระบบ” ที่ช่วยให้บริษัทไทยเปลี่ยนเกมธุรกิจได้อย่างจริงจัง

หัวใจสำคัญไม่ใช่แค่สร้างนวัตกรรมใหม่ แต่คือการเชื่อมโยงทุน กลไก และตลาด ให้เดินไปด้วยกันอย่างมียุทธศาสตร์

IDEs: จาก “แผนงาน” สู่ “อีโคซิสเตมธุรกิจฐานนวัตกรรม”

สกสว. ในฐานะหน่วยงานที่ขับเคลื่อนนโยบายวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ มองว่า ถ้าทุนรัฐจะไม่สูญเปล่า ต้องตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม แผนงาน Innovation Driven Enterprises (IDEs) จึงถูกออกแบบให้เป็น Sandbox ที่มีระบบติดตามผลอย่างใกล้ชิด

ผศ.ดร.พูลศักดิ์ โกษียาภรณ์ รองผู้อำนวยการ สกสว. อธิบายไว้ชัดว่า โจทย์วันนี้ไม่ใช่แค่สร้างเทคโนโลยี แต่ต้องสร้าง “กลไกเชื่อมโยง” ระหว่างทุน มาตรการ และตลาด เพื่อดันธุรกิจให้ก้าวสู่ next level โดยเฉพาะบริษัทไทยขนาดกลางและใหญ่ ที่ต้องการขยายสู่ตลาดโลก แต่ยังติดเพดานรายได้ และขาดทีม/ระบบที่พร้อมสำหรับการสเกลแบบจริงจัง

ตลอด 2 ปีแรก แผนงาน IDEs ไม่ได้แค่สร้างโครงการ แต่สร้าง “เครือข่ายพลัง 3 ฝ่าย” ขึ้นมาอย่างเป็นระบบ ได้แก่

  • บริษัท ME/LE: กลุ่มธุรกิจที่พร้อมเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจฐานนวัตกรรม

  • IM (Intermediary): หน่วยงานตัวกลางที่เข้าใจทั้งบริบทธุรกิจและอุตสาหกรรม

  • IBDS (Innovation Business Development Service): ทีมที่ปรึกษาเชิงลึกเฉพาะด้าน

ทั้งสามส่วนนี้ทำงานร่วมกันเหมือนอีโคซิสเตมที่ช่วยกัน “เร่งเครื่อง” ให้ผู้ประกอบการไทยมีขีดความสามารถใหม่ๆ และเห็นผลลัพธ์ได้ในเชิงธุรกิจจริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขในรายงาน

ศวัส สังขนันท์ กรรมการและรักษาการผู้อำนวยการ บพข. สรุปภารกิจของตนเองในแผนงาน IDEs ไว้ชัดเจนว่า คือการผลักดัน “ธุรกิจฐานนวัตกรรม” ของไทยให้เติบโตแบบก้าวกระโดด ไม่ใช่แค่เติบโตทีละน้อยแบบเดิม

ในช่วงที่ผ่านมา มีบริษัทกว่า 230 แห่ง เริ่มต้นเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจฐานนวัตกรรม และมีมากถึง 5 บริษัทที่ขยับขึ้นสู่รายได้ระดับหลักพันล้านบาท พร้อมกันนั้น IDEs ยังสร้างเครือข่าย Intermediary ทั่วประเทศกว่า 37 แห่ง และทีมที่ปรึกษา IBDS กว่า 100 ทีม ที่กระจายตัวเข้าไปช่วยบริษัทต่างๆ วางกลยุทธ์ สร้างมาตรฐาน และผลักดันการ Scale-up ในบริบทการแข่งขันที่ดุเดือด

Innovation Exchange: เวทีโชว์ “ลมใต้ปีก” ธุรกิจฐานนวัตกรรม

ภายในงาน IDE Day 2025 : Innovation Exchange มีการจัดเสวนาหลากหลายหัวข้อ เพื่อเปิดให้เห็น “เบื้องหลังการทำงานจริง” ของอีโคซิสเตม IDEs ว่าเมื่อ สกสว. และ บพข. ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับ ธุรกิจฐานนวัตกรรม ไทยเป็นอย่างไร

หนึ่งในไฮไลต์ คือการถอดโมเดลความสำเร็จของการทำงานคู่กันระหว่าง IM และ IBDS ที่เปรียบเสมือน “ลมใต้ปีก” ให้กับเหล่า IDE หรือธุรกิจฐานนวัตกรรม ช่วยให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถ Scale Up หรือบินได้สูงกว่าเดิมอย่างมีทิศทาง

เคสที่ 1: กลัฟเท็กซ์ – จากถุงมือเซฟตี้สู่ธุรกิจต้นแบบพันล้าน

ตัวอย่างแรกของ IDE ที่ถูกยกขึ้นมาแชร์ประสบการณ์ คือ บริษัท กลัฟเท็กซ์ จำกัด นำโดย เสริมศักดิ์ วงศ์ชัย ผู้บริหารที่กล้าเปลี่ยนธุรกิจจากฐานเดิมสู่ฐานนวัตกรรมอย่างจริงจัง โดยทำงานคู่กับ ดร.ชาญชัย สิริเกษมเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ซึ่งทำหน้าที่เป็น IM หรือหน่วยงานตัวกลางที่เข้าใจอุตสาหกรรมนี้อย่างลึกซึ้ง

กลัฟเท็กซ์ คือผู้ผลิต ถุงมือนิรภัยในภาคอุตสาหกรรม รายสำคัญของไทย ทำตลาดมาแล้วกว่า 25 ปี ผลิตภัณฑ์หลักคือถุงมือกันของมีคม ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ รวมถึงการผลิตอุปกรณ์ PPE ตั้งแต่หมวก แว่นตา หน้ากาก ชุด และรองเท้าเซฟตี้

ธุรกิจนี้เดิมทีคือธุรกิจทดแทนการนำเข้า สัดส่วนยอดขายในประเทศเคยสูงถึงประมาณ 80% ก่อนจะมีดีมานด์จากต่างประเทศ ทั้งยุโรปและอเมริกาเข้ามา ทำให้บริษัทต้องตัดสินใจ “ปรับธุรกิจครั้งใหญ่” ทั้งในด้านการพัฒนาสินค้า การสร้างมาตรฐานการส่งออก และระบบการผลิต เพื่อให้พร้อมสู่ตลาดโลก

จากจุดเปลี่ยนนี้ กลัฟเท็กซ์ตัดสินใจเข้าร่วมแผนงาน IDEs เพื่อมองหา “ที่ปรึกษาและคู่คิด” ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่และยกระดับมาตรฐานให้พร้อมลุยต่างประเทศ

สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ในฐานะ IM เข้ามาช่วยตั้งแต่การวางพื้นฐานความเข้าใจเรื่องธุรกิจฐานนวัตกรรม ว่า

  • ถ้าจะขยับสู่การเป็นผู้นำเสนอนวัตกรรม ต้องมีเครื่องมือทดสอบและระบบมาตรฐานอะไรบ้าง

  • ต้องใช้เครื่องจักรแบบไหน จึงจะเหมาะสมกับการผลิตสินค้าใหม่

  • จะออกแบบห้องแล็บในโรงงานอย่างไร ให้รองรับงานวิจัยและการทดสอบที่เข้มข้นขึ้น

ในขณะเดียวกัน กลัฟเท็กซ์เองก็ลงทุนตั้งหน่วยงาน R&D และห้องแล็บในบริษัท ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ทำให้ธุรกิจมีศักยภาพเข้าเงื่อนไขของ IDEs แบบครบถ้วน ทั้งการเป็น Pioneer ที่กล้าลองสิ่งใหม่ และการมี สินค้าเฉพาะทางที่มีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรม

หน่วยงาน R&D คือ “มันสมอง” ขององค์กรที่อยากเป็น IDE จริงๆ เพราะคือแหล่งคิดค้นสินค้านวัตกรรม ที่จะสร้างความต่างและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

เส้นทางของกลัฟเท็กซ์ภายใต้ IDEs นำไปสู่สถานะ “Success case รุ่นแรก” (ปี 2566) ของแผนงาน โดยสามารถเติบโตแบบก้าวกระโดด จนธุรกิจมีมูลค่าระดับ พันล้านบาท อย่างเป็นรูปธรรม

การทำงานของสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอในฐานะ IM ยังเชื่อมโยงไปถึงเครือข่าย IBDs เช่น สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เข้ามาช่วยด้าน

  • การวางกลยุทธ์ธุรกิจ

  • การออกแบบ Business Model ที่สอดคล้องกับการเติบโตแบบนวัตกรรม

  • การมองเทรนด์อุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยเฉพาะด้าน Sustainability แล้วพา IDE วางแผนธุรกิจบนเส้นทางความยั่งยืน

คำสำคัญที่ทุกฝ่ายย้ำตรงกันคือ “Trust” หรือความไว้วางใจ เพราะการจะให้ IM และ IBDs ช่วยได้เต็มที่ IDE ต้องเปิดข้อมูลธุรกิจให้วิเคราะห์ร่วมกันได้จริง ไม่ใช่ทำงานแบบเดาๆ

นอกจากการให้คำปรึกษา แผนงาน IDEs ยังหนุนเสริมผ่านกิจกรรมอื่นๆ เช่น

  • การพาออกงานแสดงสินค้าต่างประเทศ

  • การจัดทริปศึกษาดูงานในมหาวิทยาลัยชั้นนำ

ในเคสของกลัฟเท็กซ์ มีโอกาสไปดูงานที่มหาวิทยาลัยในเซียงไฮ้ ที่มีภาควิชาสิ่งทอ ทำให้ได้ทั้งองค์ความรู้ใหม่ด้านนวัตกรรมสิ่งทอ และ Connection สำหรับการพัฒนาสินค้าในอนาคต

เคสที่ 2: จากร้านกาแฟเล็กๆ สู่โรงงานเบเกอรี่ป้อนคาเฟ่ทั้งประเทศ

อีกหนึ่งเคสที่สะท้อนพลังของการทำงานร่วมกันระหว่าง IM และ IDE ได้ชัดเจน คือธุรกิจจากจังหวัดขอนแก่น นำทีมโดย เฉลิมพล มหาปิติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกรนด์ อินเตอร์ฟู้ดส์ จำกัด และ ธวัชชัย โคตรวงษ์ หัวหน้าคณะทำงาน Intermediary หอการค้าจังหวัดขอนแก่น

จุดเริ่มต้นของธุรกิจนี้มาจากร้านกาแฟเล็กๆ ชื่อ “บ้านขนมภัทรา” ในจังหวัดขอนแก่นเมื่อราว 15 ปีก่อน จากร้านกาแฟธรรมดา ค่อยๆ พัฒนาสินค้าหน้าร้านให้หลากหลายขึ้น จนเริ่มผลิตขนมและเบเกอรี่ส่งให้ร้านกาแฟและร้านขายของฝากท้องถิ่น

ต่อมาในปี 2559 จึงตั้งบริษัทใหม่ในชื่อ แกรนด์ อินเตอร์ฟู้ดส์ จำกัด แยกบทบาทสายการผลิตเพื่อส่งสินค้าไปยังร้านค้าอื่น ขณะที่ “บ้านขนมภัทรา” ก็ยังคงเป็นร้านขายของฝากในพื้นที่เหมือนเดิม

วันนี้ แกรนด์ อินเตอร์ฟู้ดส์ ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตขนมและเบเกอรี่ส่งให้กับ คาเฟ่อเมซอนกว่า 4,000 สาขาทั่วประเทศ มีระบบขนส่งของตนเอง และขยายสู่เครือข่ายรายใหญ่ทั้ง เซเว่นอีเลฟเว่น โลตัส และซีเจ กำลังการผลิตอยู่ที่ราว 120,000 ชิ้นต่อวัน มีสินค้า 70–80 SKU และพนักงานราว 400–500 คน ผลิตจาก อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ก่อนกระจายไปทั่วประเทศ

ผลประกอบการปี 2567 อยู่ที่ 640 ล้านบาท และคาดว่าในปี 2568 จะเติบโตขึ้นเป็น 800 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเติบโตเฉลี่ยราว 20% ต่อปี อย่างต่อเนื่อง

เมื่อธุรกิจเติบโตมาถึงจุดหนึ่ง ผู้บริหารก็เริ่มตั้งคำถามว่า “โมเดลเดิมจะพาเราโตต่อได้อีกแค่ไหน?” เพราะการรักษาอัตราการเติบโตให้คงที่หรือสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายในสภาพการแข่งขันปัจจุบัน

นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้บริษัทเริ่มมองหาแนวทางในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และได้รู้จักโครงการ IDEs ผ่านการแนะนำของหอการค้าจังหวัดขอนแก่น ซึ่งเห็นชัดว่าธุรกิจนี้มีศักยภาพจะพัฒนาไปสู่ “ธุรกิจฐานนวัตกรรม” ได้

จากยอดขายสู่ความยั่งยืน: ปรับธุรกิจคิดแบบ IDE

ในมุมของผู้บริหาร แกรนด์ อินเตอร์ฟู้ดส์เริ่มตระหนักว่า การทำธุรกิจยุคนี้ ไม่ใช่แข่งกันแค่ยอดขาย แต่ต้องแข่งกันที่ความยั่งยืนและ “ความต่างที่มีคุณค่า” ไปพร้อมกัน

แนวคิดที่ถูกหยิบขึ้นมาคือ

  • หาให้เจอว่า “จุดแข็งจริงๆ ของเราอยู่ตรงไหน”

  • พัฒนาสินค้าที่ ไม่ใช่แค่หลากหลาย แต่ต้องมีความแปลกใหม่และแตกต่างจากสินค้าที่วางอยู่ในตลาด

ตัวอย่างหนึ่ง คือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช้น้ำตาลซึ่งช่วยเพิ่ม พรีไบโอติกหรือไฟเบอร์ สร้างจุดขายด้านสุขภาพที่คู่แข่งยังไม่มี ซึ่งถ้าทำได้ก่อน ย่อมสร้างแต้มต่อทางธุรกิจอย่างชัดเจน

บทบาทของ IM และ IBDs: โค้ชธุรกิจในสนามจริง

ในฝั่งของ IM หอการค้าจังหวัดขอนแก่น นำโดยคุณธวัชชัย ทำหน้าที่เหมือน “ผู้จัดการทีม” ที่คอยมองภาพรวม วางแผน และเชื่อมต่อผู้เล่นที่ใช่ให้มาเจอกับ IDE แต่ละราย

หอการค้าฯ ทำงานร่วมกับ IBDs หลายแห่ง ทั้งจากภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษา เช่น

  • บริษัท มิตรผลวิจัย พัฒนาอ้อยและน้ำตาล จำกัด

  • มหาวิทยาลัยขอนแก่น

โดยแบ่ง IBDs ตามความเชี่ยวชาญเป็น 4 กลุ่มหลัก

  • Product Innovation

  • Process Innovation

  • Market Innovation

  • Organization Innovation

จุดยืนสำคัญของการทำหน้าที่ IM คือ ต้อง “ฟังเสียงผู้ประกอบการก่อน” ว่า

  • เขามีจุดแข็งอะไร

  • เขาต้องการพัฒนาอะไร

จากนั้นจึงจับคู่ IDE ให้ไปเจอกับ IBDs ที่เหมาะสมที่สุด ยกตัวอย่างเช่น เมื่อ แกรนด์ อินเตอร์ฟู้ดส์ ได้โจทย์ผลิตสินค้าใหม่จากเซเว่นอีเลฟเว่น โลตัส หรือซีเจ หอการค้าฯ จะนำโจทย์นี้ไปหารือกับ IBDs เพื่อช่วยกันออกแบบทั้ง

  • กลยุทธ์ธุรกิจ

  • การปรับกระบวนการผลิตให้ทันสมัย

  • การตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกมิติ

Data, ซอฟต์แวร์ และแพลตฟอร์มดิจิทัล: อาวุธใหม่ของธุรกิจฐานนวัตกรรม

อีกหนึ่งประเด็นที่หอการค้าจังหวัดขอนแก่นย้ำกับผู้ประกอบการทุกแห่ง คือ “ธุรกิจฐานนวัตกรรมจะเติบโตต่อเนื่องได้ ต้องใช้ Data และดิจิทัลแพลตฟอร์มให้เป็น”

ในกรณีของ แกรนด์ อินเตอร์ฟู้ดส์ IM ตั้งโจทย์ชัดเจนว่า ต้องเริ่มใช้ Data ในการบริหารธุรกิจอย่างจริงจัง เพราะก่อนหน้านั้นยังใช้ข้อมูลไม่เต็มศักยภาพ

แนวคิดคือ ธุรกิจต้องมองให้ไกลกว่าแค่ยอดขายวันนี้ แต่ต้องรู้ล่วงหน้าว่าในอีก 3–6 เดือนข้างหน้า จะมีดีมานด์จากร้านค้าหรือ Outlet ต่างๆ มากน้อยแค่ไหน และกำลังการผลิตในอนาคตควรถูกวางแผนอย่างไร

นอกจากนี้ การเก็บข้อมูลยังควรขยายไปถึงปลายทางอย่างผู้บริโภค ผ่านการทำ Social Listening เพื่อฟังเสียงตลาดจริงๆ ว่า

  • ผู้บริโภครู้สึกอย่างไรกับสินค้าแต่ละตัว

  • มีฟีดแบ็กในด้านรสชาติ รูปลักษณ์ หรือคุณค่าทางสุขภาพอย่างไร

เมื่อเอาข้อมูลเหล่านี้กลับมาวิเคราะห์ ธุรกิจก็จะสามารถขยับไปสู่การเป็น Data-Driven Business ที่ตัดสินใจจากข้อมูลจริง ไม่ใช่แค่สัญชาตญาณ

นี่คืออีกหนึ่งแกนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจฐานนวัตกรรมอย่างแท้จริง

ทำไมผู้ประกอบการถึงหลงรัก IDEs?

ในมุมของ เฉลิมพล ในฐานะ IDE ต้นแบบจากขอนแก่น โครงการ IDEs ของ บพข. คือคำตอบที่ใช่สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังมองหาวิธี “ขยับธุรกิจไปอีกขั้น” เพราะ

  • มีที่ปรึกษาคอยช่วยคิด ช่วยตั้งคำถาม และช่วยกันออกแบบเส้นทางเติบโต

  • มี IM ที่แข็งแรง อย่างหอการค้าจังหวัดขอนแก่น ซึ่งมีเครือข่ายกว้างขวาง โดยเฉพาะสมาชิกที่เป็นเจ้าของธุรกิจในพื้นที่ สามารถช่วยแนะนำและแก้ปัญหาได้หลายด้าน ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงซอฟต์แวร์ที่ควรใช้

ในอีกด้านหนึ่ง ธวัชชัย ในฐานะตัวแทนหอการค้าจังหวัดขอนแก่นยืนยันว่า แผนงาน IDEs ของ บพข. ไม่ได้เป็นแค่โครงการสวยหรูบนกระดาษ แต่เป็น โมเดลและแพลตฟอร์มที่สร้างประโยชน์จริงให้ผู้ประกอบการในพื้นที่

ทุนสนับสนุนที่ได้รับ ถูกบริหารจัดการอย่างมีกลยุทธ์ ทั้งการกระจายไปยังธุรกิจประเภทต่างๆ ในจังหวัด และการใช้จัดฝึกอบรมเพื่อเพิ่มศักยภาพ ยกระดับธุรกิจให้สามารถ “โตแบบก้าวกระโดด” ได้อย่างแท้จริง

สรุป: จากทุนวิจัยสู่ทุนชีวิตของธุรกิจไทย

เมื่อมองภาพรวมของ IDE Day 2025 : Innovation Exchange จะเห็นภาพชัดว่า

  • ทุนวิจัยและนวัตกรรมของรัฐ ไม่จำเป็นต้องจบในห้องแล็บ

  • ถ้ามีกลไกอย่าง IDEs, IM, และ IBDS เชื่อมโยงกันอย่างถูกที่ถูกเวลา ทุนเหล่านี้สามารถกลายเป็น “ทุนชีวิต” ของธุรกิจไทย ที่ช่วยทั้งสร้างรายได้ ขยายตลาด และวางรากฐานความยั่งยืนในระยะยาว

ไม่ว่าธุรกิจจะเริ่มจากโรงงานถุงมือนิรภัย หรือร้านกาแฟเล็กๆ ในต่างจังหวัด ถ้ามองเห็นคุณค่าของนวัตกรรม กล้าที่จะเปลี่ยน และพร้อมทำงานร่วมกับโค้ชที่ใช่

ก็มีโอกาสก้าวสู่การเป็น ‘ธุรกิจฐานนวัตกรรม’ ที่เติบโตได้ไกลกว่าที่เคยคิดไว้อย่างแน่นอน